โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาคธุรกิจไทยรับสัญญาณบวก! หลัง “สหรัฐ” ถอดชื่อบริษัท “เมียนมา” จากบัญชีคว่ำบาตร

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 25 ก.ค. 2568 เวลา 14.58 น. • เผยแพร่ 25 ก.ค. 2568 เวลา 14.58 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาคธุรกิจของประเทศไทย และกลุ่มนักลงทุนจับตาโอกาสใหม่ หลังสหรัฐอเมริกาประกาศถอดชื่อกลุ่มบุคคล และบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลทหารเมียนมาออกจากบัญชีคว่ำบาตร ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าอาจเป็นสัญญาณความเปลี่ยนแปลงของท่าทีที่สหรัฐฯ มีต่อเมียนมา

โดยกระทรวงการคลังสหรัฐประกาศยกเลิกข้อจำกัดกับบริษัท KT Services & Logistics, MCM Group, Suntac Technologies และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องของบริษัทฯเหล่านี้ เพียงสองสัปดาห์หลังจากผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาออกมาชื่นชมประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมส่งจดหมายร้องขอให้สหรัฐฯ ลดมาตรการคว่ำบาตร และอัตราการเก็บภาษีนำเข้า

บริษัทและบุคคลเหล่านี้เดิมถูกขึ้นบัญชีดำตั้งแต่หลังการรัฐประหารในปี 2564 ซึ่งโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งของเมียนมา และนำไปสู่การประณามอย่างกว้างขวางในประเด็นสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐไม่ได้ให้คำอธิบายถึงเหตุผลการปลดชื่อออกจากบัญชีคว่ำบาตรในครั้งนี้ ขณะที่ฝ่ายเมียนมายื่นข้อเสนอปรับลดโครงสร้างภาษี และผ่อนปรนกำแพงการค้า เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการเติบโตร่วมกัน

สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความต้องการทรัพยากรแร่หายาก (Rare Earth) ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ซึ่งเมียนมาถือเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตที่สำคัญ โดยแร่ดังกล่าวมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมไฮเทคและป้องกันประเทศ ทำให้ชาติตะวันตกมองหาแหล่งนำเข้าอื่น ๆ เพื่อลดการพึ่งพาจากประเทศจีน

โดยการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ อาจนำไปสู่การกลับมาของการลงทุน และการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจระหว่างบริษัทต่างชาติ และเมียนมาในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม โอกาสเหล่านี้ยังมาพร้อมกับความเสี่ยง โดยบริษัทข้ามชาติที่ต้องการเข้าไปลงทุน หรือเจาะตลาดเมียนมายังต้องพิจารณาประเด็นด้านชื่อเสียง และข้อจำกัดทางกฎระเบียบอย่างรอบคอบ เนื่องจากเมียนมายังคงอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร และเป็นที่จับตามองจากนานาชาติอย่างเข้มงวด

สำหรับบริษัทไทย เช่น บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP มีรายได้จากเมียนมาในสัดส่วนราว 15-17% โดยบริษัทฯ ได้ขายโรงงานผลิตขวดในเมียนมาไปแล้ว ขณะที่ คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG มีรายได้จากเมียนมาประมาณ 9% และอีกหนึ่งบริษัทคือ บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ MEGA ซึ่งมีสัดส่วนรายได้จากเมียนมาราว 10-12% (ข้อมูลจากรายงานเก่า)

ด้าน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ไม่ได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตร หรือสถานการณ์ในประเทศแต่อย่างใด โดยยังคงการดำเนินงานตามเดิมในโครงการแก๊สธรรมชาติ Yanada และ Zawtika ซึ่งตั้งอยู่นอกชายฝั่งทะเลอันดามันของเมียนมา

ทั้งนี้ มูลค่าการค้าระหว่างเมียนมากับไทยในปี 2567 อยู่ที่ราว 250,000 ล้านบาท ซึ่งลดลง 1.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเมียนมามีมูลค่าการส่งออกมายังประเทศไทยราว 106,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 1.69% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มีมูลค่าการนำเข้าจากไทยอยู่ที่ 146,000 ล้านบาท ซึ่งลดลง 3.72% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้เมียนมาขาดดุลการค้ากับไทยราว 39,294.65 ล้านบาท

ในปัจจุบัน หากนับรวมทุกประเทศคู่ค้าทั่วโลก เมียนมาถือเป็นคู่ค้าอันดับ 20 ของไทย และรั้งอันดับ 8 หากนับเฉพาะประเทศในอาเซียน โดยตกเป็นรองมาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และลาว

หลายประเทศกำลังจับตามองโอกาสการลงทุนในเมียนมา เนื่องจากประเทศอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติทั้งน้ำมัน ก๊าซ อัญมณี และแร่หายาก อีกทั้งยังตั้งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ระหว่างอินเดีย จีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเหมาะต่อการเป็นศูนย์กลางการค้า และการเชื่อมโยงในภูมิภาค ส่งผลให้เมียนมามีศักยภาพสูงในด้านโครงสร้างพื้นฐาน และโลจิสติกส์

นอกจากนี้ ตัวแปรสำคัญอย่าง อายุแรงงาน และต้นทุนการผลิตที่ต่ำ ยังเป็นทางเลือกให้กับอุตสาหกรรมการผลิต และการเกษตรอีกด้วย การที่สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรในครั้งนี้จึงอาจถูกมองว่าเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อความพยายามลดความขัดแย้งภายในประเทศ พร้อมบทบาทของอาเซียนในฐานะคนกลาง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...