โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เลิกกิจการพุ่ง 8.34% ช่วง 4 เดือนปี 68 ซมพิษภาษีสหรัฐ-หนี้ธุรกิจ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 17 มิ.ย. 2568 เวลา 22.33 น. • เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 05.33 น.

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนพ.ค. 68 อยู่ที่ระดับ 88.1 ปรับตัวลดลง จาก 89.9 ในเดือนเม.ย. 68 ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์อุทกภัยและการรั่วไหลของสารเคมีในภาคเหนือ กระทบต่อภาคเกษตรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ประกอบกับคู่ค้าในต่างประเทศมีแนวโน้มชะลอการสั่งซื้อสินค้า จากการเร่งสต็อกสินค้าในช่วงก่อนหน้า

โดยเฉพาะในกลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้นความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการค้าชายแดนในระยะสั้น อีกทั้งค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค ส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ส่งออก

รวมถึงราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เช่น ข้าว ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง กระทบกำลังซื้อในภูมิภาค ภาวะอุปทานส่วนเกินในจีนและความไม่แน่นอนของการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ยังคงส่งผลให้เกิดการทะลักเข้ามาของสินค้าจีนเพิ่มขึ้นกระทบยอดขายผู้ผลิตในประเทศ

และปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ ส่งผลให้เกิดการชะลอการลงทุนสะท้อนจากยอดการจัดตั้งธุรกิจ (ช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย. 68) ลดลง -4.39%(YoY) ขณะที่ยอดการเลิกกิจการเพิ่มขึ้น 8.34%(YoY)

เลิกกิจการพุ่ง 8.34% ช่วง 4 เดือนปี 68 ซมพิษภาษีสหรัฐ-หนี้ธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม ในเดือนพ.ค. ยังคงมีปัจจัยบวกจากธนาคารพาณิชย์มีการทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ทำให้ช่วยบรรเทาภาระทางการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือน รวมถึงต้นทุนค่าพลังงานยังคงทรงตัวจากมาตรการตรึงราคาของภาครัฐ เช่น ค่าไฟฟ้า 3.98 บาท/หน่วย (งวดเดือน พฤษภาคม–สิงหาคม 2568) และน้ำมันดีเซล 31.94 บาท/ลิตร

จากการสำรวจผู้ประกอบการ 1,351 ราย ครอบคลุม 47 กลุ่มอุตสาหกรรมของส.อ.ท. ในเดือนพ.ค. 68 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ เศรษฐกิจในประเทศ 64.2% เศรษฐกิจโลก 61.2% สถานการณ์การเมืองในประเทศ 50.3% ราคาน้ำมัน 26.5% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 17.6% ส่วนปัจจัยที่มีความกังวลลดลง ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยน (มุมมองผู้ส่งออก) 32.8%

ขณะที่ดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวลดลงเช่นกัน อยู่ที่ระดับ 91.7 ลดลงจาก 93.3 ในเดือนเมษายน 2568 เนื่องจากผู้ประกอบยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับ Reciprocal Tariff จากความไม่แน่นอนการเจรจาทางภาษีกับสหรัฐอเมริกา อาจกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก จากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสนับสนุนที่คาดว่าจะมาจากมาตรการลงทุนภาครัฐ 1.57 แสนล้านบาทครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม และท่องเที่ยว คาดว่าจะหนุนจ้างงาน สร้างรายได้ และเสริมศักยภาพการเติบโตเศรษฐกิจในระยะยาว

สำหรับข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ประกอบด้วย

  • ขอให้ภาครัฐเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายและออกมาตรการป้องกันการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าไทย เช่น พัฒนาระบบข้อมูลติดตามข้อมูลการนำเข้าและส่งออกไปยังสหรัฐฯ การตรวจสอบย้อนกลับโรงงานที่ยื่นขอใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) และการทบทวนเงื่อนไขการประกอบกิจการในเขตปลอดอากร (Free Zone) เป็นต้น
  • ขอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและการขึ้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ รวมถึงธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) อาทิ การขยายตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศ สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง การลดต้นทุนการผลิต
  • ขอให้ภาครัฐจัดสรรงบประมาณในการส่งเสริมผลิตภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ สําหรับ SMEs และการนําเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Automation & Robotic) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...