โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

สภาพัฒน์ ชำแหละ “ภาษีทรัมป์” กระทบ 4 ช่องทางสะเทือนเศรษฐกิจไทย

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 00.27 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 07.29 น.

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินผลกระทบเกี่ยวกับการดำเนินมาตรการกีดกันทางภาษีของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะช่องทางการส่งผ่านผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวต่อเศรษฐกิจไทย โดยระบุว่า ปัจจุบัน สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยตลอดช่วง 6 ปีที่ผ่านมา (ปี 2562 - 2567) รองลงมาคือ จีน

ขณะที่การลงทุนโดยตรงของสหรัฐฯ ในไทย ถือเป็นอันดับ 3 ของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย สะท้อนให้เห็นบทบาทที่สำคัญของสหรัฐฯ ทั้งต่อการส่งออกและการลงทุนในไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ดังนั้น การปรับเปลี่ยนนโยบายการค้าและการลงทุนของสหรัฐฯ (นโยบาย America First) ย่อมส่งกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาข้อมูลอัตราภาษีนำเข้าใหม่ (รวมภาษีตอบโต้และอัตราภาษีที่แท้จริงเดิม) ภายหลังจากการที่สหรัฐฯ ได้ประกาศบังคับใช้มาตรการภาษีเฉพาะสินค้าสำหรับสินค้าที่มีความสำคัญต่อห่วงโซ่การผลิตของสหรัฐฯ

รวมถึงมาตรการภาษีตอบโต้ทางการค้า (Reciprocal Tariff) ต่อประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก และอัตราการพึ่งพิงสหรัฐฯ พบว่า ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการส่งออกสินค้า เนื่องจากการมีอัตราพึ่งพิงการค้ากับสหรัฐฯ สูง และยังได้รับผลกระทบจากการถูกจัดเก็บภาษีตอบโต้ทางการค้าในระดับสูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น (อัตราภาษี 36%)

ทั้งนี้ ในการประเมินช่องทางการส่งผ่านผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางภาษีของสหรัฐฯ ต่อการค้าระหว่างประเทศของไทยในเบื้องต้น คาดว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะถูกส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยผ่าน 4 ช่องทางสำคัญ ได้แก่

  • การลดลงของการส่งออกไทยไปสหรัฐฯที่เกิดจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยโดยตรง
  • การลดลงของการส่งออกไทยไปจีนจากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตให้กับสินค้าจีน
  • การเพิ่มขึ้นของสินค้านำเข้าจากจีนจากการระบายสินค้าส่งออก
  • การเสียส่วนแบ่งตลาดในการส่งออกไปตลาด ASEAN

โดยมีรายละเอียดการส่งผ่านผลกระทบของแต่ละช่องทาง ดังนี้

1. การลดลงของการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ที่เกิดจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยโดยตรง

หลังจากการเก็บอัตราภาษีพื้นฐาน (Universal Tariff) ในอัตรา 10% กับสินค้านำเข้าจากไทยทุกรายการ รวมถึงกลุ่มสินค้าส่งออกหลักที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าแบบเฉพาะเจาะจง (Sectoral Tariff) เพิ่มเติมไปก่อนหน้า เช่น กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน และกลุ่มผลิตภัณฑ์เหล็กและอะลูมิเนียม ที่เก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 25%

ขณะที่ในระยะต่อไปยังต้องติดตามสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ที่ข้อมูลในปี 2567 พบว่า ไทยส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วน 4.4% ของสินค้าส่งออกรวมไปสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาลักษณะการทุ่มตลาดและการอุดหนุนของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน 2568

เมื่อพิจารณาข้อมูลในปี 2567 พบว่า กลุ่มสินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ประกอบด้วยกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า กลุ่มเครื่องจักร อุปกรณ์และส่วนประกอบ กลุ่มสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นสำคัญ

โดยหากพิจารณาเป็นรายสินค้า จะพบว่า หน่วยเก็บเครื่องประมวลผลข้อมูล (สัดส่วนการส่งออกของไทยไปสหรัฐ 8.7% ของการส่งออกไปสหรัฐฯ รวมของไทย) เครื่องจักรสำหรับควบคุมเสียงและภาพ (สัดส่วน 8.7%) ยางรถยนต์นั่ง (สัดส่วน 3.7%) โทรศัพท์ อุปกรณ์และชิ้นส่วน (สัดส่วน 3.6%) เครื่องจักร อุปกรณ์ และส่วนประกอบ (สัดส่วน 2.7%) และยางรถบัสหรือรถบรรทุก (สัดส่วน 2.3%)

ล้วนเป็นสินค้าที่ไทยพึ่งพาตลาดส่งออกไปสหรัฐฯ ในระดับสูง โดยเฉพาะหน่วยเก็บเครื่องประมวลผลข้อมูล ยางรถยนต์นั่ง และยางรถบัสหรือบรรทุก ที่ไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ สูงถึง 46.48% 52.78% และ 45.98% ของตลาดทั้งหมด ตามลำดับ

ขณะที่สินค้าในกลุ่มดังกล่าวอยู่ภายใต้มาตรการทางกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ตามมาตรา 232 ในกลุ่มสินค้าเฉพาะ (Automobiles and Automobile Parts Tariff) จึงเป็นกลุ่มสินค้าที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ต่อไทยในระดับสูง

อย่างไรก็ดี พบว่า ไทยยังมีตลาดส่งออกอื่นที่เป็นทางเลือกสำหรับการส่งออกสินค้า อาทิ เครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติและชิ้นส่วน ที่มีตลาดจีน ฮ่องกง และสิงคโปร์ เป็นตลาดที่มีความสำคัญรองลงมา ยางรถยนต์นั่ง ที่มีตลาดเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และมาเลเซีย เป็นตลาดที่มีความสำคัญรองลงมา และยางรถยนต์รถบัสหรือรถบรรทุก ที่มีตลาดออสเตรเลีย รัสเซีย และเวียดนาม เป็นตลาดที่มีความสำคัญรองลงมาเป็นทางเลือกในตลาดส่งออก

2. การลดลงของการส่งออกไทยไปจีนจากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตให้กับสินค้าจีน

การลดลงของการส่งออกไทยจากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตของประเทศที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการส่งออกสินค้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางของไทยไปยังจีน เพื่อผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปและส่งออกไปยังสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบหากสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้ากับจีนในอัตรา 30% ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2568

ขณะเดียวกันจีนถูกดำเนินมาตรการเรียกเก็บภาษีในกลุ่มสินค้าสำคัญ เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน และผลิตภัณฑ์เหล็กและอะลูมิเนียมเช่นเดียวกับไทย

จากการพิจารณา พบว่า สินค้าขั้นกลางสำคัญที่ไทยส่งออกไปจีน ประกอบด้วย กลุ่มสินค้ายานยนต์ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า กลุ่มเครื่องจักรและก่อสร้าง และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเมื่อจีนมีการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ลดลง จะส่งผลให้ไทยส่งออกไปยังจีนลดลงด้วย

ทำให้ในระยะถัดไปหากสหรัฐฯ และจีนมีการดำเนินมาตรการทางการค้าระหว่างกันที่รุนแรงมากขึ้น สินค้ากลุ่มดังกล่าวนี้มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย โดยเฉพาะยางรถยนต์นั่ง ซึ่งไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปจีน 2.4% และเครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ (เงิน) ซึ่งไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปจีนร้อยละ 1.8 เป็นต้น

3. การเพิ่มขึ้นของสินค้านำเข้าจากจีนจากการระบายสินค้าส่งออก

โดยเฉพาะสินค้าจีนที่จะเข้ามาในกลุ่มอาเซียนมากขึ้น โดยไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีโอกาสจะได้รับผลกระทบมากขึ้น เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา กลุ่มสินค้านำเข้าสำคัญ ๆ จากจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มสินค้า สอดคล้องกับราคาสินค้านำเข้าที่ปรับตัวลดลง

โดยในปี 2567 กลุ่มสินค้าที่มีสัญญาณการนำเข้าจากจีนเร่งตัวขึ้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนการนำเข้าจากจีนในระดับสูง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าวัตถุดิบ และสินค้าอุปโภคบริโภคที่สินค้ามีสัญญาณการเข้ามาของสินค้านำเข้าจากจีนมีสัดส่วนสูงถึง 69.7% และ 63.3% ตามลำดับ

เมื่อพิจารณาเป็นรายสินค้าในกลุ่มสินค้า พบว่า กลุ่มที่การนำเข้าเร่งตัวขึ้นในหมวดสินค้าวัตถุดิบ ได้แก่ ชิ้นส่วนทำด้วยเหล็กชิ้นส่วนที่ทำจากพลาสติก เหล็กแผ่นรีด และสิ่งก่อสร้างและส่วนประกอบ ล้วนเป็นสินค้าที่มีปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้นระดับสูง 33.5% 46.6% 36.8% และ 109.4% ตามลำดับ

ขณะที่ราคานำเข้าลดลง 2.7% 17.5% 21.0% และ 19.3% ตามลำดับ ซึ่งในกรณีสินค้านำเข้ากลุ่มเหล็กและผลิตภัณฑ์จะอยู่ภายใต้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ( Anti-Dumping: AD) อยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน กลุ่มที่มีสัญญาณการนำเข้าจากจีนเร่งตัวในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะชิ้นส่วนทำจากพลาสติก และอาหารปรุงแต่งที่มีปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้นระดับสูง

โดยหลังจากที่สหรัฐฯ มีการประกาศขึ้นภาษีทุกสินค้าจากจีน 30% (ลดลงจาก 145% เป็นเวลา 90 วัน) เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2568 อาจจะทำให้สินค้าที่มีสัญญาณการทุ่มตลาดมีความรุนแรงยิ่งขึ้น และจะส่งกระทบต่อผู้ประกอบการไทยในประเทศ จึงควรเฝ้าและระวังและติดตามสินค้าในกลุ่มดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

4. การเสียส่วนแบ่งตลาดในการส่งออกไปตลาด ASEAN

การเสียส่วนแบ่งตลาดในการส่งออกไปตลาด ASEAN (สัดส่วน 23.3% ของตลาดส่งออกรวมของไทย ในปี 2567) โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ไทยพึ่งพาตลาดส่งออกไปอาเซียน 9 ประเทศ เมื่อจำแนกออกเป็นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าขั้นกลางและวัตถุดิบ และสินค้าทุน ในปี 2567 พบว่า สินค้าหลายรายการที่การส่งออกของไทยไปอาเซียนปรับตัวลดลงแต่การส่งออกโดยจีนมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น หากมาตรการกีดกันทางการค้ายังมีความยืดเยื้อและรุนแรงมากขึ้น อาจส่งให้ไทยเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับสินค้าจากจีน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...