โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

กองทัพเมียนมาสูญเสียเครื่องบินรบ ปฏิบัติการทางทหารต่อฝ่ายต่อต้านรัฐบาล จำนวน 13 ลำ

สยามรัฐ

อัพเดต 04 ก.ค. 2568 เวลา 08.29 น. • เผยแพร่ 04 ก.ค. 2568 เวลา 08.16 น.

กองทัพเมียนมา สูญเสียเครื่องบินรบในการปฏิบัติการทางทหารต่อฝ่ายต่อต้านรัฐบาล จำนวน 13 ลำ ในห้วงตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 จนถึงปัจจุบันล่าสุด ถูกยิงตกในเมืองผาซอง รัฐคาเรนนี โดยมีทหารเสียชีวิตจำนวน 43 นาย

วันที่ 4 กรกฎาคม 2568 แหล่งข่าวผู้นำระดับสูงของกองทัพกะเหรี่ยงคาเรนนี KA เปิดเผยว่า ในห้วงตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2561 เป็นต้นมา กองทัพเมียนมา ได้สูญเสียเครื่องบินรบและเครื่องบินลำเลียง รวมถึง 13 ลำ ประกอบด้วย เฮลิคอปเตอร์ แบบ MI-35 จำนวน 4 ลำ , เฮลิคอปเตอร์แบบ MI-17 จำนวน 3 ลำ , เครื่องบินขับไล่ K-8 จำนวน 2 ลำ , เครื่องบินขับไล่ แบบ F- 7 จำนวน 1 ลำ , เฮลิคอปเตอร์ แบบ Eurocopter AS 365 Dauphin จำนวน 1 ลำ และ และเครื่องบินขับไล่ แบบ FTC 2000 G จำนวน 2 ลำ และมีทหารบนเครื่องบินเสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 43 นาย

แหล่งข่าวระบุต่อไปว่า เครื่องบินเหล่านั้นถูกยิงตกในพื้นที่รัฐคะฉิ่น , รัฐยะไข่ , รัฐฉาน ,ภาคพะโค และ รัฐคาเรนนี โดยในพื้นที่รัฐคาเรนนี กองทัพคาเรนนี สามารถยิงเครื่องบินรบของกองทัพเมียนมาตกถึง 5 ลำ สาเหตุหลักที่ถูกยิงตกเนื่องจากนักบินประมาท และบินต่ำ โดยทางกองทัพคาเรนนี ยังไม่ได้ใช้อาวุธต่อสู้อากาศยานแบบ พื้นสู่อากาศแต่อย่างใด โดยมีการใช้เพียง ปืนกลต่อสู้อากาศยาน ขนาด .50 คาลิเบอร์ เท่านั้น ( ปก.93 ) ซึ่ง ปืนกลต่อสู้อากาศยานแบบ ปก.93 มีระยะยิง 6 กม. หากเครื่องบินของทหารเมียนมาบินต่ำกว่าระยะดังกล่าวจึงมีโอกาศถูกยิงตกสูงมาก

ในแต่ละครั้งที่เครื่องบินรบของทหารรัฐบาลเมียนมาถูกยิงตก ทางการจะรีบออกมาปฏิเสธว่า สาเหตุมาจากเครื่องขัดข้องและไม่มีการส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบหาสาเหตุของการตกหรือเก็บกู้ซากเครื่องบินและกล่องดำแต่อย่างใด


ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...