โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘สงครามสตรีมด่วน’ พรีเมียร์ลีก ‘คิกออฟ’ ยุคสมัยใหม่

THE STANDARD

อัพเดต 19 มิ.ย. 2568 เวลา 12.39 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2568 เวลา 12.39 น. • thestandard.co
‘สงครามสตรีมด่วน’ พรีเมียร์ลีก ‘คิกออฟ’ ยุคสมัยใหม่

ท่ามกลางสีสันตระการตามากมายในงานแถลงข่าวเปิดตัวลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในประเทศไทยซึ่งได้เปลี่ยนมือมาอยู่กับเจ้าใหม่ใน ‘บ้านหลังใหม่’ อย่าง JAS, MONOMAX และ AIS PLAY (ใครจะคิดว่าเราจะได้เห็น Miss World 2025 มายืนคู่กับถ้วยพรีเมียร์ลีก!)

หัวใจสำคัญที่สุดของงาน ‘New Season, New Home’ คือราคาแพ็กเกจที่ทุกคนเฝ้ารอจับตามองอยู่

เพราะจากคำพูดที่เป็น ‘คำมั่น’ ของ พี่น้อย-ดร.โสรัชย์ อัศวะประภา ของคนในวงการสื่อกีฬา บิ๊กบอสแห่ง JAS ที่รับปากว่าจะพยายามทำราคาให้ดีที่สุดเพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงฟุตบอลที่ดีที่สุดของโลกอย่างพรีเมียร์ลีกได้

จากต่ำกว่า 400 ในครั้งแรก สู่ ‘สามร้อยนิดๆ’

ก่อนที่สุดท้ายจบที่ราคาต่ำที่สุด 199 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สร้างความฮือฮาได้อย่างมากในหมู่แฟนฟุตบอลอังกฤษ (ส่วนบรรดาคนที่ร่วมงานจำนวนไม่น้อยถูก ‘สปอยล์’ ไปก่อนแล้วด้วยจากข่าวที่หลุดออกมาก่อนประกาศไม่กี่นาที)

และล่าสุดสดๆ ร้อนๆ กับสุดยอดแพ็กเกจของคนออนไลน์ 1,499 สำหรับลูกค้า AIS PLAY ULTIMATE (สมชื่อ!)

เราอาจจะเรียกได้ว่านี่เป็น ‘คิกออฟ’ เขี่ยเริ่มเกม ‘สงครามสตรีมด่วน’ เลยก็ว่าได้

ย้อนกลับไปในงานเปิดตัวพรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่ 2025/26 ซึ่งถือเป็นวันฤกษ์งามยามดีของ JAS และ MONOMAX (รวมถึง AIS PLAY) มีรายละเอียดที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจออกมา

ไม่ใช่การปรากฏตัวของ โอปอล-สุชาตา ช่วงศรี นางงามโลกหรือ ‘มิสเวิลด์’ คนแรกของไทยที่มาโชว์ตัวพร้อมบทเพลง Diamondของ Rihanna ที่สะกดสายตาของคนทั้งงาน และไม่ใช่การถามตอบของ 3 นักฟุตบอลระดับตำนานของพรีเมียร์ลีก อย่าง เดวิด เจมส์, ไรอัน กิ๊กส์ และโรแบร์ (โฮแบร์ ตามการออกเสียงของเจ้าตัว) ปิแรส

แต่เป็นการเปิดเผยรายละเอียดในการเจรจาเล็กๆ น้อยๆ จาก ดร.โสรัชย์ ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (รักษาการ) บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ที่เล่าถึงขั้นตอนกระบวนการเจรจา

ว่าทางด้านพรีเมียร์ลีกเป็นฝ่าย ‘เข้าหา’ (Approach) ทาง JAS นัยว่าเพื่อชักชวนให้ร่วมประมูลลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกรอบใหม่ (New cycle) ในประเทศไทย เมื่อช่วงปีที่แล้ว

ท่าทีของพรีเมียร์ลีกเช่นนี้ผมมองว่าไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจครับ ถือเป็นกระบวนท่ามาตรฐานที่จะพยายามหา ‘คู่แข่ง’ มาแย่งลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลของตัวเอง ซึ่งสิ่งที่วงการธุรกิจกีฬาตั้งข้อสังเกตคือมูลค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกนั้นดูเหมือนใกล้จะถึง ‘ทางตัน’ แล้ว

ในหลายตลาดมูลค่าการถ่ายทอดสดไม่ได้เพิ่มขึ้น หลายตลาดมีการผูกขาดโดยผู้ให้บริการรายใหญ่ ซึ่งประเทศไทยเองก็เป็นลักษณะแบบนั้น เมื่อผู้ชนะการประมูลลิขสิทธิ์ใน 2 รอบหลังสุดคือ ‘ทรูวิชั่นส์’

เพื่อให้มูลค่าในการประมูลไม่ต่ำจนเกินไป พรีเมียร์ลีกจึงหาผู้ที่จะมาร่วมประมูลด้วย และถ้าภาษาชาวบ้านก็ต้องบอกว่า ‘แทงหวยถูก’ พอดีเมื่อพวกเขาสนใจ JAS

ในเวลาที่ JAS มีศักยภาพ มีความพร้อม และที่สำคัญ – ตามปากคำของพี่น้อยที่เคยให้สัมภาษณ์ในหลายรายการสื่อ – คือ ‘มีเงิน’ พอดี

กอปรกับการที่ ดร.โสรัชย์ มีความคลั่งไคล้ในกีฬาฟุตบอล เรียกว่าถ้าถอดหมวกผู้บริหารออกพี่น้อยก็คือ The Kop ตัวยงคนหนึ่งที่ติดตามทีมแบบไม่เคยห่างจากสายตา (ผมเชื่อว่าในระหว่างวันนี้แกน่าจะตื่นเต้นกับข่าวลือเรื่องการล่าตัว อเล็กซานเดอร์ อิซัค ของลิเวอร์พูล) ทุกอย่างเลยประจวบเหมาะกันไปหมด

คนรักฟุตบอลอังกฤษ กับโอกาสในการได้ลิขสิทธิ์ฟุตบอลอังกฤษมาครอบครอง

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาในการเจรจานั้นไม่ต่างอะไรจากบทเพลงพิเศษที่แต่งขึ้นสำหรับวาระนี้อย่าง One Shot (ที่ขับร้องโดย ตูน บอดี้สแลม และ F.HERO) คือขอโอกาสแค่ครั้งเดียวเท่านั้นในเกม

พี่น้อยและทีมงาน JAS ยิงไม่พลาด พวกเขาได้ลิขสิทธิ์มาครอบครองจริงๆ และไม่ได้เป็นการครอบครองเพียงแค่พรีเมียร์ลีก เพราะได้ฟุตบอลรายการใหญ่ซึ่งปกติถูกขายแยกอย่างฟุตบอลเอฟเอคัพพ่วงมาด้วย

โดยไม่ได้แค่ 3 ปีหรือรอบการประมูลเดียว แต่เป็น 6 ปีหรือ 2 รอบการประมูล

พรีเมียร์ลีกยิ้มเพราะได้การันตีเงินค่าลิขสิทธิ์ในราคาที่พอใจ รับได้ ขณะที่ JAS ก็ลบคำสบประมาท (จากเรื่องการประมูลคลื่นสัญญาณ 5G) ด้วยการคว้าลิขสิทธิ์มาครองได้จริงๆ

และเป็นลิขสิทธิ์กีฬาที่ดีที่สุดในโลก ในระดับ The King of Content ด้วย

สิ่งที่เหลือคือพวกเขาจะทำอย่างไรกับมันต่อไป?

นับจากช่วงเดือนพฤศจิกายนที่มีการประกาศข่าวเรื่องการคว้าลิขสิทธิ์นี้ออกมา จนถึงเมื่อวานที่ MONO STUDIO เป็นช่วงเวลาราว 7 เดือนที่ JAS ต้องไปจัดกระบวนทัพของตัวเอง

กระบวนทัพนั้นประเมินด้วยสายตาและความรู้สึกถือว่าใช้ได้ ดูไม่ขี้เหร่เลยครับ

โดยกองทัพหลักคือ MONOMAX ที่จะเป็นแพลตฟอร์มหลักสำหรับพรีเมียร์ลีก โดยจุดเด่นคือการเป็นสตรีมมิงสัญชาติไทย ซึ่งแตกต่างจากช่วงที่ทรูถือลิขสิทธิ์ที่มีการออกอากาศ 2 ระบบคือ Cable TV ผ่านทรูวิชั่นส์ และออนไลน์ผ่าน TrueID และในฤดูกาลส่งท้ายที่เพิ่ม True Visions Now (เข้ามาสร้างความสับสนให้ผู้ใช้…)

เรื่องนี้ถือเป็นการเปิดยุคใหม่ของพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว ปิดฉากธุรกิจทีวี ‘ยุคที่ 2’ อย่าง Cable TV ผันไปสู่การให้บริการใน ‘ยุคที่ 3’ อย่าง Over-the-top (OTT) แทน

เทรนด์นี้เป็นเทรนด์ที่มาแรงอย่างมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งหากจำกันได้คือการที่แพลตฟอร์มสตรีมมิงระดับโลกอย่าง Netflix คว้าลิขสิทธิ์มวยปล้ำ WWE ไปครองถึง 10 ปีเต็ม และเริ่มมีการถ่ายทอดสดกีฬามากขึ้นเรื่อยๆ เช่น NFL ในช่วงวันคริสต์มาส

ต่อมาคือพันธมิตร ‘เพื่อนแท้’ อย่าง AIS ที่เกื้อกูลกันมาตลอดมาช่วยประกอบภาพให้สมบูรณ์ขึ้นด้วย AIS PLAY โดยที่ไม่ว่า AIS จะลงทุนกับเรื่องนี้เท่าไรก็ตาม การได้พรีเมียร์ลีกมาออนบน AIS PLAY ด้วยถูกมองว่าเป็น Game Changer ของวงการสื่อโทรทัศน์ได้เลยทีเดียว

และองค์ประกอบสุดท้ายคืออินเทอร์เน็ตอย่าง 3BB และ AIS Fiber ที่ทำให้ทุกอย่าง ‘ครบลูป’

ภาพใหญ่ถือว่าต่อจิ๊กซอว์กันได้ครบ

ที่เหลือคือภาพย่อยที่จะเป็นรายละเอียดที่เล็กน้อยแต่สำคัญ เช่น UX และ UI ของแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะ MONOMAX ที่จะต้องเจอกับบททดสอบที่หนักหน่วงอย่างแน่นอนในการรับมือกับมวลมหาประชาแฟนบอลผู้มีขีดความอดทนอดกลั้นไม่สูงมาก และพร้อมระเบิดลงทันทีหากมีข้อผิดพลาดของระบบ เช่น ล่มในเกม ‘แดงเดือด’ หากเกิดขึ้นวันนั้นคือวันโลกาวินาศอย่างแท้จริง

หรือเรื่องของ Content แวดล้อมที่นอกจากพรีเมียร์ลีกจะมี Content ซึ่งผลิตด้วยพวกเขาเองแล้วในนาม Premier League Studio (หลายชิ้นดีมากแต่คนไม่ค่อยรู้หรือไม่ค่อยได้ดูกัน และเข้าถึงยากเพราะไม่ใช่ทุกชิ้นจะมีบรรยายหรือพากย์ไทย) ก็น่าจับตามองว่า Content ในแบบ OG โดย MONOMAX จะออกมาเป็นอย่างไร

ไม่ว่าจะเป็นรายการฟุตบอลวิเคราะห์ก่อนและหลังเกม (ได้ข่าวว่าความฝันคือการมี Match of the Day แบบของไทย)

ไปจนถึงผู้บรรยายไทย ที่บอกเลยว่าสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการทำตลาดในไทย ผู้บรรยายจำเป็นต้องมีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์สูงพอที่จะทำหน้าที่นี้ ซึ่งขออนุญาตแนะนำว่าควรสกรีนกันอย่างเข้มข้น และไม่ควรบรรยายแบบเอามันอย่างเดียว

อย่างไรก็ดีตรงนี้ต้องให้เวลาและให้โอกาสกัน

ไม่ต่างอะไรจากนักฟุตบอลเวลาย้ายทีม การเปลี่ยนทีมงานที่ทำงานเหล่านี้ก็ต้องใช้เวลาในการปรับตัวบ้าง เพียงแต่ผมเชื่อและหวังว่าสุดท้ายทุกอย่างจะออกมาด้วยดี

เพราะ ‘เท่าที่ได้ยินมา’ คนที่จะมาทำหน้าที่บนหน้าจอหรือบรรยายนั้นเป็นคนดีมีคุณภาพทั้งสิ้น

ความท้าทายที่สุดสำหรับเรื่องนี้ในความรู้สึกส่วนตัวกลับเป็นเรื่องของ ‘คู่แข่งที่แท้จริง’ ของ JAS ซึ่งไม่ใช่บริษัทคู่แข่งหรือใคร

แต่เป็น ‘ผู้ชม’ จำนวนมากมายมหาศาลในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ แต่ละเดือน และแต่ละปี

ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ (Piracy) สูงชาติหนึ่งของโลก ซึ่งขัดแย้งกับความจริงว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ดูฟุตบอลพรีเมียร์ลีกได้ถูกที่สุดในโลกแล้ว

พฤติกรรมของแฟนฟุตบอลจำนวนมากคือการชมผ่านช่องทางผิดกฎหมาย ซึ่งหลายคนพยายามเรียกขำๆว่า ‘ช่องทางธรรมชาติ’ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วมันเป็น ‘ช่องทางผิดธรรมชาติ’

หลายคนคิดว่าก็แค่ดูฟุตบอลออนไลน์นัดสองนัด กดดูแค่นี้จะเป็นอะไรไป เงินก็แค่ไม่กี่บาทหรอก บริษัทพวกนี้รวยจะตายไม่เจ๊งง่ายๆ หรอก

แต่ในความเป็นจริงแล้วการละเมิดลิขสิทธิ์ (Piracy) นั้นสร้างปัญหาให้แก่วงการฟุตบอลทั้งระบบอย่างร้ายกาจ เรียกว่าพังกันทั้ง Ecosystem เลยทีเดียว

เพราะฟุตบอลเถื่อนนั้นแย่งผู้ชม (Eyeball) ไปจากเจ้าของลิขสิทธิ์ที่ลำบากตรากตรำไปเจรจา หาเงิน คิดสูตรมากมายทางการตลาดเพื่อจะซื้อใจทุกคน โดยคนทำลิงก์เถื่อนไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่าแค่การก๊อปลิงก์มาวางบน Tools

ผู้ชมที่หายไปจากระบบที่ถูกต้องจำนวนมหาศาลนั้นมีผลมากนะครับ ไม่ใช่แค่เรื่องของค่าสมาชิก (Subscription) แต่เป็นเรื่องของโฆษณาจากสปอนเซอร์ที่จะลังเลไม่กล้ากระโจนเข้ามาร่วมวงด้วย ไปจนถึงกิจกรรมทางการตลาดต่างๆ ที่จะทำให้ทุกคนได้สนุกไปกับประสบการณ์ฟุตบอลดีๆ ที่ควรจะมีกัน

เหมือนเช่นในตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดใหม่ พรีเมียร์ลีกมีการจัด Football Festival ที่ไม่ได้แค่ชวนคนมานั่งดูฟุตบอลด้วยกัน แต่มาทำกิจกรรมร่วมสนุกกัน ไปจนถึงได้พบเจอกับตำนานนักเตะที่เคยได้เห็นทางโทรทัศน์

บรรยากาศมันก็สนุก สดใส ดีต่อใจไปเสียหมด

การประกาศตั้งราคา 199 บาทสำหรับลูกค้า AIS (และ 299 บาทสำหรับลูกค้าทั่วไป) จึงถือเป็นการ ‘วัดใจ’ กับคนไทย

199 บาทนั้นในยุคปัจจุบันทำอะไรไม่ได้มากนัก กินข้าวอาจจะได้ 2-3 จาน หรือแค่จานเดียวหากไปนั่งกินในห้างหรือร้านดีๆ

199 บาทอาจจะได้กาแฟร้านดีๆ สัก 2 แก้ว หรืออาจจะแก้วเดียวสำหรับเมล็ดกาแฟพันธุ์ดีจากต่างประเทศที่คั่วมาอย่างประณีต

199 บาทอาจจะดูหนังได้เรื่องนึง

ตอนนี้คนซื้อลิขสิทธิ์ขอแลกเงิน 199 บาทนี้กับความสุขตลอดทั้งเดือนของทุกคนด้วยฟุตบอลที่ดีที่สุดของโลก เจ้าของสมญา The Greatest Show on Earth

จากการประเมินแล้ว จุดที่พอจะ ‘ชื่นใจ’ สำหรับเจ้าของลิขสิทธิ์ใหม่อยู่ที่ลูกค้าจำนวน 2 ล้านคน ซึ่งแม้ว่าฐานลูกค้าของ MONOMAX รวมถึง AIS (ที่ประกาศว่ามีฐานลูกค้าเดิมถึง 50 ล้านคน) จะมีจำนวนไม่น้อย แต่ก็ถือเป็นความท้าทายและการวัดใจกัน

โดยที่ล่าสุด ‘ม้าด่วน’ ส่งข่าวมาบอกว่า AIS ประกาศ ‘ไม้เด็ด’ ของตัวเองบ้าง โดยเฉพาะ 2 ท่าไม้ตายใหญ่อย่างแพ็กเกจ AIS PLAY ULTIMATE ในสนนราคา 1,499 บาท/เดือน โดยที่นอกจากจะได้ชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ยังพ่วงบริการสตรีมมิงแพลตฟอร์มอื่นๆ ด้วยอย่าง Netflix, Disney+, HBO Max, Prime Video, IQIYI, VIU, WeTV และ NBA Prime Video

เข้าทำนองจ่าย ‘หนเดียวจบ’ ไม่ต้องจ่ายจุกจิกวุ่นวายอีก

และสำหรับลูกค้าที่สนใจอยากจะ ‘ย้ายค่าย’ (มันก็เหลือ 2 ค่ายแค่นั้นแหละนะ…) จะได้สิทธิ์ชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ‘ฟรีตลอดทั้งฤดูกาล’ (แต่แนะนำอ่านเงื่อนไขกันให้ละเอียด)

ในเชิงของภาพรวมธุรกิจแล้ว นี่ไม่ต่างอะไรจากการประกาศ ‘สงครามสตรีมด่วน’ ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง โดยมีฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนปรากฏการณ์ครั้งนี้

ส่วนมันจะนำพาพวกเราไปจุดไหนกันนั้น

เกมเพิ่งจะเริ่ม เวลายังเหลืออีก 90 นาทีเต็ม ติดตามกันให้ดีครับ!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...