โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แม่และเด็ก

ลูกผู้ชายไม่ร้องไห้: คุณพ่อคุณแม่ควรสอนลูกชายแบบนี้จริงเหรอ?!

Mood of the Motherhood

เผยแพร่ 15 ม.ค. 2566 เวลา 11.39 น. • Features

เมื่อลูกชายร้องไห้ คุณพ่อคุณแม่อาจคิดว่าต้องพยายามสอนให้ลูกเข้มแข็ง ด้วยคำพูดที่คิดว่าจะทำให้ลูกหยุดร้องไห้ได้ เช่น ลูกผู้ชายไม่ร้องไห้ คนเก่งไม่ร้องไห้นะ เป็นผู้ชายต้องอดทน Brene Brown นักวิจัยและศาสตราจารย์ด้านสังคมสงเคราะห์แห่งรัฐเท็กซัส ระบุว่า เมื่อเด็กถูกสอนให้กลั้นน้ำตาเอาไว้ เวลาที่รู้สึกเสียใจหรือผิดหวัง จะทำให้เด็กแสดงออกด้วยการกล่าวโทษหรือตำหนิคนอื่น หรือระบายอารมณ์กับสิ่งของรอบตัวแทนได้สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำเมื่อลูกร้องไห้ ไม่ใช่การห้ามหรือบอกให้ลูกหยุดร้องเดี๋ยวนั้น โดยเฉพาะลูกชายที่มักถูกสอนว่า ลูกผู้ชายไม่ร้องไห้ และรู้จักอดทนไม่ให้แสดงความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองออกมา แต่เป็นการรับฟัง ทำความเข้าใจ และสะท้อนความรู้สึกให้ลูกเข้าใจอารมณ์และจิตใจของตัวเองได้เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีกับคุณพ่อคุณแม่ เราลองมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการร้องไห้ และเหตุผลว่าจำเป็นต้องสอนให้ลูกผู้ชายไม่ร้องไห้จริงเหรอ ไปพร้อมกันนะคะ1. ผลกระทบจากการกลั้นน้ำตา

#การร้องไห้ไม่ได้แปลว่าอ่อนแอเสมอไป ความเชื่อที่ว่าคนร้องไห้เป็นคนอ่อนแอ และลูกผู้ชายต้องเข้มแข็ง อดทน และไม่ร้องไห้นั้นจะส่งผลเสียต่อลูกชายในวันที่เขาเติบโตได้Dr. Michael C. Reichert, ผู้เขียน How To Raise A Boy อธิบายเรื่องนี้ว่า เด็กผู้ชายส่วนใหญ่มักถูกสอนให้เรียนรู้ที่จะกดความรู้สึกของตัวเองไว้โดยเฉพาะความรู้สึกด้านลบที่จะแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอ แต่ยกเว้นความโกรธหรือพฤติกรรมก้าวร้าวที่เด็กผู้ชายมักจะแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาเมื่อเก็บกดความรู้สึกด้านลบของตัวเองไว้ตั้งแต่เด็กเรื่อยไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ อาจเกิดเป็นความเครียดที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น ปัญหาทางสุขภาพจิต โรคที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด ผลการเรียนอาจตกลง มีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวมากขึ้น และอาจนำไปสู่การใช้สารเสพติดได้2. สอนลูกชายให้รู้จัก ‘น้ำตา’

การร้องไห้คือ การปลดปล่อยฮอร์โมนความเครียด และกระตุ้นการผลิตสารเคมีในสมองที่มีฤทธิ์ระงับความเจ็บปวดตามธรรมชาติเพื่อรักษาและทำให้ร่างกายได้รับการเยียวยาอีกครั้งการที่ลูกชายร้องไห้ ถือว่าเป็นบทเรียนทางด้านอารมณ์อย่างหนึ่ง ลูกจะการเรียนรู้วิธีสงบสติอารมณ์ ระบายความเครียด ปลดปล่อยความกดดัน และทำให้รู้ว่า ความเจ็บปวดในใจ บางครั้งสามารถบรรเทาได้ด้วยน้ำตา#ร้องไห้ได้แต่ฮึบให้ไว เมื่อลูกชายรู้สึกกลัว เศร้า เสียใจ หรือผิดหวัง คุณพ่อคุณแม่สามารถบอกให้ลูกร้องไห้ออกมา ไม่จำเป็นที่จะต้องกดความรู้สึกเอาไว้ ให้เวลาลูกอยู่กับความเศร้าเสียใจแล้วสอนให้ลูกรู้วิธียอมรับความรู้สึกนั้นก่อนที่จะลุกขึ้นใช้ชีวิตของตัวเองต่อไป3. การร้องไห้ของลูกทำให้พ่อแม่ฝึกการเป็นผู้ฟังที่ดี

#ปล่อยให้ลูกได้ร้องไห้ โดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยรับฟังอยู่ข้างๆ และเมื่อลูกสงบสติอารมณ์ได้แล้ว คุณพ่อคุณแม่จะกลายเป็นผู้ฟังที่ดีและพ่อแม่ที่น่าไว้วางใจสำหรับลูก#ฟังก่อนสอนทีหลัง ปล่อยให้ลูกได้ระบายความรู้สึกของตัวเองออกมา จากนั้นคุณพ่อคุณแม่ค่อยใช้วิธีตั้งคำถามหรือชวนลูกพูดคุยปลายเปิดแทนการสอนหรือสั่งว่าลูกควรทำอย่างไรต่อไปเมื่อลูกรู้ว่าพ่อแม่ยินดีที่จะรับฟังโดยไม่ตัดสิน ก็จะอยากบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้คุณพ่อคุณแม่ฟังด้วยความสบายใจมากขึ้น#ร้องไห้ได้พ่อแม่จะอยู่ตรงนี้เสมอ เมื่อลูกชายเรียนรู้ว่า เขาสามารถร้องไห้เพื่อบรรเทาและระบายความรู้สึกเจ็บปวดออกมา โดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกเสมอ ลูกก็จะมีความมั่นใจในการจัดการกับอารมณ์ของตัวเองมากขึ้น4. ให้ลูกได้เรียนรู้การร้องไห้ ผ่านรอยน้ำตาของผู้ใหญ่

#ยอมให้ลูกเห็นน้ำตาของพ่อแม่บ้าง คุณพ่อคุณแม่อาจจะพยายามเป็นตัวอย่างของความเข้มแข็งให้ลูกด้วยการอดทนและเก็บกลั้นความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ เพราะไม่อยากให้ลูกเห็นคุณพ่อคุณแม่เวลาร้องไห้ แต่ความจริงแล้วการให้ลูกได้รับรู้ความรู้สึกของคุณพ่อคุณแม่ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายเช่น เมื่อลูกถามว่า ร้องไห้ทำไม คุณพ่อคุณแม่สามารถบอกเพียงความรู้สึกกับลูกไปตรงๆ เช่น กำลังรู้สึกเศร้า เสียใจ ผิดหวัง หรือแค่รู้สึกเหนื่อยเกินไปเท่านั้นหลีกเลี่ยงการบอกกับลูกว่า ไม่เป็นอะไร และเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้คำว่า ‘ไม่เป็นไร’ จากสถานการณ์ที่ไม่เป็นไรจริงๆ จะดีกว่านะคะอ่านบทความ: ลูกร้องไห้ไม่ใช่เรื่องผิด: 5 ประโยคบอกให้ลูกหยุดร้องไห้ ที่ควรใช้แต่พอดีอ้างอิงtodaysparentparentsstonewaterrecovery

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...