“ฉันโตมาในบ้านที่ไม่มีหนังสือสักเล่ม ความจนไม่ได้พรากแค่เงิน แต่ขโมยจินตนาการของเด็กไป” | แจ็คเกอลีน อึ๊ง : ผู้เปลี่ยนวัฒนธรรมการอ่านในอาเซียน
“การให้หนังสือแก่เด็กหนึ่งเล่ม ไม่ได้แปลว่าคุณให้แค่หนังสือ แต่คือการให้ โอกาส ให้ อนาคต และจุดเริ่มต้นให้ได้ออกวิ่งตาม ความฝัน ของพวกเขาเอง”
แจ็คเกอลีน อึ๊ง
เพราะหนังสือไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือการเรียนรู้ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสและอนาคต ความเชื่อนี้เองที่สะท้อนให้เห็นว่า เหตุใด ? การสร้างวัฒนธรรมการอ่าน จึงถูกยกให้เป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ
ย้อนกลับไปก่อนปี 2018 สถิติการอ่านหนังสือของคน มาเลเซีย เฉลี่ยอยู่ที่ราว 8–15 เล่มต่อคนต่อปี แม้จะดีขึ้นกว่าในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ที่เฉลี่ยเพียง 2 เล่มต่อปีเท่านั้น แต่ตัวเลขดังกล่าวยังคงสร้างความกังวลใจให้รัฐบาลมาเลเซียไม่น้อย เพราะการอ่านในระดับนี้อาจยังไม่เพียงพอที่จะพาประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง ไปสู่การเป็น “สังคมฐานความรู้” ได้
ด้วยเหตุนี้ ในเดือนธันวาคม 2018 มัซลี มาลิก (Maszlee Malik) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของมาเลเซียในขณะนั้น จึงประกาศเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติด้านการอ่าน ผ่านแผนแม่บท ทศวรรษแห่งการอ่าน (National Reading Decade 2021–2030) เพื่อผลักดันให้ การอ่านกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมในสังคมมาเลเซีย
และหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่พยายามขับเคลื่อนวัฒนธรรมการอ่านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ แจ็คเกอลีน อึ๊ง (Jacqueline Ng) ผู้ร่วมก่อตั้ง Big Bad Wolf Books และหัวเรือใหญ่แห่งร้านหนังสือ BookXcess มาเลเซีย
The Active ชวนสนทนากับเธอถึงความพยายามเปลี่ยนวัฒนธรรมการอ่าน ภายใต้ความเชื่อที่ว่า “หนังสือเปลี่ยนชีวิต”
พร้อมสำรวจนโยบาย ระบบนิเวศหนังสือ และการเรียนในหลากหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งหมุดหมายสำคัญของมาเลเซียที่กำลังทะยานสู่การยกระดับคุณภาพประชากรด้วยนโยบาย สังคมแห่งการอ่าน Reading Nation 2030 (Bangsa Membaca 2030) ที่ผลักดันการอ่านสู่ทุกมิติของชีวิต เพื่อทำให้การอ่านกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของชาติ และทักษะชีวิตของประชาชน
ความเหลื่อมล้ำทางจินตนาการ ในบ้านที่ไร้หนังสือ
โลกตะวันตกมีการปลูกฝังวัฒนธรรมการอ่านหยั่งรากลึกจนการอ่านหนังสือกลายเป็นส่วนหนึ่งของผู้คนตลอดช่วงชีวิต
ต่างจากสังคมฝั่งเอเชียตะออกเฉียงใต้ เราเติบโตมากับประเพณีมุขปาฐะ การเล่าเรื่องปากเปล่าเป็นหลัก การเห็นพ่อแม่อ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟังก่อนนอนดั่งในปัจจุบัน อาจไม่ใช่ธรรมเนียมปฏิบัติที่ทำกันมาแต่แรก สำหรับเด็ก ๆ ส่วนใหญ่ หนังสือประเภทเดียวที่มีในบ้านก็คือ หนังสือเรียน
ในอดีตการอ่านจึงถูกตีกรอบให้เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อความก้าวหน้าทางการศึกษามากกว่าเป็นวัฒนธรรมเพื่อการเรียนรู้และค้นพบตัวเอง นี่คือมุมคิดเดียวกันกับ แจ็คเกอลีน อึ๊ง
“ฉันโตมาในครอบครัวที่มีรายได้น้อย แม่เป็นแม่บ้าน พ่อเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัวเพียงคนเดียว พ่อแม่ของฉันได้รับการศึกษาแบบจีน และพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลยแม้แต่คำเดียว ในวัยเด็ก ฉันเติบโตในมาเลเซียในบ้านที่ไม่มีหนังสือสักเล่ม หนังสือแบบเดียวที่ฉันรู้จักคือ หนังสือเรียน พวกเราไม่เคยเที่ยวต่างประเทศ ไม่เคยได้ออกไปไหน ฉันไม่มีกระทั่งพาสปอร์ต จึงเป็นเด็กที่แทบไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย”
“แม้ฉันจะตั้งใจเรียนในห้อง ผลการเรียนโอเค แต่ความรู้รอบตัวของฉันมีจำกัดมาก สิ่งไหนที่ครูไม่ได้สอน ฉันจะไม่รู้เรื่องเลย ในขณะที่เพื่อน ๆ กลับเข้าใจมัน นี่เริ่มทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองโง่หรือเปล่า ?
“ฉันเรียนวิชาหนึ่งเกี่ยวกับการเขียนเรียงความ เพื่อนร่วมชั้นแทบทุกคนเรียนได้อย่างสนุนสนาน พวกเขาเขียนเรื่องราวได้ยาวเต็มหน้ากระดาษ แต่ฉันกลับเขียนเล่าเรื่องไม่ได้แม้แต่ย่อหน้าเดียว เพราะฉันจินตนาการไม่ได้ และนี่เองคือปัญหาของคนที่ไม่ได้อ่านหนังสือ”
แจ็คเกอลีน อึ๊ง
เธอเล่าว่า ทุกครั้งที่ในห้องเรียนพูดอะไรนอกเหนือหนังสือเรียน เพื่อน ๆ ต่างโต้ตอบพูดคุยกันได้อย่างมั่นใจ หลายคนที่บ้านมีสารานุกรมหรือหนังสือความรู้รอบตัว ต่างจากบ้านของเธอที่ไม่มีอะไรเลย
“ยังมีเด็กอีกหลายล้านคนบนโลกนี้ที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมเหมือนฉัน เมื่อพวกเขาไม่เคยได้อ่านหนังสือ ไม่เคยใช้จินตนาการท่องโลกกว้าง ความรู้และความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาก็แทบไม่มี”
แจ็คเกอลีน อึ๊ง
จุดเปลี่ยนในชีวิตของ แจ็คเกอลีน เริ่มต้นในวัย 14 ปี เมื่อเธอเห็นเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งอ่านหนังสือช่วงพักกลางวันเสมอ เธอดูมีสมาธิมากจนแทบยอมไปกินข้าวเที่ยง
“ทุกครั้่งที่ฉันถามเธอว่าทำไมไม่ไปกินข้าว เธอจะตอบว่าเดี๋ยวก่อน ขออ่านบทนี้ให้จบก่อน สีหน้าแววตาเธอเปี่ยมไปด้วยความอิ่มเอมใจอย่างที่สุด นาทีนั้นทำให้ฉันพบความมหัศจรรย์ของหนังสือ”
แจ็คเกอลีน อึ๊ง
หนังสือเล่มนั้นคือถ้าพรุ่งนี้มาถึง (If Tomorrow Comes) นวนิยายแนวโรแมนติก สืบสวนระทึกขวัญของ ซิดนีย์ เชลดอน (Sidney Sheldon)
แจ็คเกอลีน ขอยืมหนังสือเล่มนั้นกลับมาอ่านที่บ้าน เรื่องราวบรรยายถึงบ้านเรือน ชีวิตผู้คนทั้งในอเมริกาและอังกฤษ มันกำลังพาเธอเข้าไปอยู่ในอีกซีกโลก
“สำหรับคนไม่เคยเดินทางอย่างฉัน เราไม่มีทางรู้เลยว่าอีกซึกโลกหนึ่งเป็นอย่างไร บ้านของพวกเขาหน้าตาแบบไหน ใช้ชีวิตอย่างไร นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้ว่าไลฟ์สไตล์ของพวกฝรั่งเป็นแบบนั้นเอง”
แจ็คเกอลีน อึ๊ง
แจ็คเกอลีน ใช้เวลาเพียง 3 วันกับหนังสือเล่มแรกของเธอและกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้หลงใหลในการอ่านหนังสือ
“หนังสือทำให้ฉันมีงานอดิเรก ช่วยฉันดึงออกมาจากปัญหาและพาฉันออกไปอยู่อีกโลกหนึ่ง ฉันผ่อนคลาย และไม่เคยต้องกังวลกับอะไรเลย มันเปลี่ยนชีวิตฉันได้จริง ๆ”
แจ็คเกอลีน อึ๊ง
หนังสือ…ทรัพย์สินราคาแพงที่เข้าถึงยาก ?
ชีวิตวัยเด็กของ แจ็คเกอลีน แทบไม่ต่างกับเด็ก ๆ อีกหลายล้านคนทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตราบใดที่หนังสือยังเป็นสินค้าราคาแพงและสังคมไม่มีวัฒนธรรมการอ่านเป็นพื้นฐาน เด็ก ๆ ก็จะอ่านหนังสือเพียงเพื่อไปสอบเท่านั้น
สิ่งที่ท้าทายที่สุดของการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมนี้คือการทำให้เกิดวัฒนธรรมใหม่ ดังนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือการค้นหาอุปสรรคที่ทำให้คนไม่อ่านหนังสือ เธอมองว่าต้นตอทีาสำคัญที่สุดคือ ราคา และโอกาสการเข้าถึง
“ต่อให้พ่อแม่อยากซื้อหนังสือให้ลูกสักเล่ม แต่ถ้าราคาสูงถึง 60 ริงกิต (350-400 บาท) ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจ่าย แทนที่จะพาลูกไปร้านหนังสือ หากพาไปกินฟาสต์ฟู๊ดแทนน่าจะประหยัดเงินได้มากกว่าเพราะไอศกรีมที่นั่นราคาเพียง 1 ริงกิตเท่านั้น”
แจ็คเกอลีน อึ๊ง
เธอมองว่าด็ก ๆ ต้องการได้รับแรงบันดาลใจและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ละช่วงวัยจึงมีความต้องการประเภทของหนังสือแตกต่างกัน หมายความว่าหากบ้านไหนมีกำลังก็ควรจะซื้อหนังสือให้ลูก ๆ เรื่อย ๆ ตามช่วงวัย
แต่หนังสือราคาแพงคือกำแพงด่านแรก หนังสือส่วนมากมีราคาสูง แต่เด็กสามารถอ่านจบได้ในเวลาเพียง 5-10 นาที ดังนั้นระหว่างทางของการเติบโต พ่อแม่จะต้องเสียเงินซื้อหนังสืออีกไม่น้อย หลายคนจึงเลือกพาลูกไปเที่ยวในห้างสรรพสินค้าแทน เพราะง่าย สะดวก และเสียเงินน้อยกว่าร้านหนังสือ
“คุณควรดีใจเมื่อลูกหยิบหนังสือขึ้นมาแล้วบอกว่า แม่คะ หนูอยากได้เล่มนี้ แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าเมื่อความเป็นจริงคุณแทบจะจ่ายไม่ไหว นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเราจำเป็นต้องลดราคาของหนังสือลงมา”
แจ็คเกอลีน อึ๊ง
กำแพงที่สองคือ การเข้าถึง เธออธิบายว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้มีนิสัยรักการอ่าน การเดินเข้าร้านหนังสือแต่ละครั้งจึงต้องไปด้วยเจตนาที่เจาะจงไปซื้อหนังสือบางเล่มที่จำเป็นเท่านั้น ดังนั้น การสร้างนิสัยรักการอ่านและการเข้าถึงได้ง่ายจำเป็นต้องเกิดควบคู่กัน
“ถ้าคุณชอบดื่มกาแฟ คุณจะเดิินเข้าร้านกาแฟเป็นนิสัย เช่นเดียวกับร้านหนังสือ ถ้าคุณไม่ใช่นักอ่าน คุณก็จะไม่มีวันเดินเล่น ๆ เข้าร้านหนังสือแน่ ๆ ดังนั้น การเข้าถึงหนังสือได้ง่ายจะช่วยให้คนคุ้นเคยกับสังคมการอ่านไม่ต่างกับการเข้าร้านกาแฟ”
แจ็คเกอลีน อึ๊ง
วัฒนธรรมการอ่านที่ต่างขั้ว
ประสบการณ์การเดินทางของ แจ็คเกอลีน เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ เธอเดินทางไปทั่วโลกเพื่อทำงานด้านหนังสือ โดยเฉพาะสิงคโปร์และฟิลิปปินส์พร้อมกับข้อสังเกตด้านวัฒนธรรมการอ่านหลายประการ
“สิงคโปร์มีความพิเศษมาก เมืองนี้เต็มไปด้วยความพร้อมในการพาคนเข้าถึงหนังสือ ผู้คนใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างดี หอสมุดแห่งชาติและห้องสมุดโรงเรียนถูกบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ”
แจ็คเกอลีน อึ๊ง
การมีภาษาอังกฤษเป็นหนึ่งในภาษาหลักของชาวสิงคโปร์ เป็นใบเบิกทางสำคัญในการนำมาสู่การจัดสรรทรัพยากรที่เอื้อต่อการกระจายความรู้ แม้จะเป็นแบบอย่างที่น่าชื่นชมเพียงใด แต่เป็นเรื่องยากที่จะนำมาเปรียบเทียบในบริบทเดียวกับประเทศตะวันออกเฉียงใต้อื่น ๆ โดยเฉพาะเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ
“ค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์แข็งแรงมาก แม้รายได้ของคนมาเลเซียจะได้เท่ากับคนสิงคโปร์ แต่เมื่อแปลงค่าเงินแล้ว คนสิงคโปร์มีมีรายได้มากกว่าถึง 3 เท่า หากหนังสือเล่มหนึ่งมีราคา 16 ดอลลาร์สิงคโปร์ พวกเขาย่อมจ่ายได้สบายมาก แต่พอหนังสือเล่มเดียวกันมาอยู่ที่มาเลเซีย จะมีราคาราว 70 ริงกิต ซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่สำหรับพวกเรา นั่นหมายความพวกเขามีโอกาสเข้าถึงหนังสือมากกว่าคนประเทศอื่น”
แจ็คเกอลีน อึ๊ง
บริบทของ ฟิลิปปินส์ อาจใกล้เคียงกับอีกหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้มีเงินเหลือใช้มากพอสำหรับการซื้อหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือนำเข้าจากต่างประเทศที่ถูกกำหนดราคาตามค่าเงินดอลลาร์สหรัฐหรือปอนด์ สุดท้ายหนังสือก็ไม่ต่างจากการเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยหรูหรา และกลายเป็นสินค้าเฉพาะสำหรับคนบางกลุ่มเท่านั้น
“แม้ฟิลิปปินส์ยังมีประชากรกลุ่มใหญ่ที่เป็นคนจน แต่น่าสนใจว่าเริ่มเห็นคนรุ่นใหม่ชอบอ่านหนังสือมาก แม้ว่าจะไม่มีกำลังในการซื้อมากนักก็ตาม”
แจ็คเกอลีน อึ๊ง
แจ็คเกอลีน เล่าประสบการณ์ในช่วงปี 2018 ที่เธอเริ่มไปเปิดตลาด Big Bad Wolf ในฟิลิปปินส์ ในช่วงแรกทีมงานต่างประเมินว่าอาจมียอดขายไม่ดีนัก เนื่องจากเมืองยังเต็มไปด้วยคนยากจน และคนไร้บ้าน ทำให้ประชาชนมีกำลังจ่ายไม่สูงมาก แต่เรื่องราวกลับไม่เป็นเช่นนั้น ยอดขายสูงกว่าที่ตั้งเป้าไว้ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่
“ปีแรกที่เราเข้าไปเปิดตลาดในฟิลิปปินส์ วัยรุ่นมาต่อคิวเข้างานทั้งชุดนักเรียน หมายความว่า เด็กวัยรุ่นฟิลิปปินส์เป็นนักอ่านอยู่แล้วก่อนที่เราจะเข้าไปเปิิดตลาดเสียอีกเมื่อเทียบกับไทยและมาเลเซียสิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมการอ่านที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ”
แจ็คเกอลีน อึ๊ง
ฟิลิปปินส์เคยตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของสเปนยาวนานถึง 333 ปี แม้อาจไม่ใช่คำตอบว่าสัมพันธ์กับวัฒนธรรมการอ่านของชาวฟิลิปปินส์โดยตรงหรือไม่ แต่สิ่งที่สเปนทิ้งไว้คือความมรดกทางศรัทธาคาทอลิกที่หลงเหลือ ทำให้ผูกพันกับวรรณกรรมทางศาสนาและคัมภีร์ไบเบิล
ประเภทหนังสือที่คนฟิลิปปินส์อ่านมากที่สุดอันดับ 1 มาตลอดคือ พระคัมภีร์ไบเบิลและหนังสือทางศาสนา รองลงมาคือ หนังสือเรียน ในขณะที่ นวนิยาย วรรณกรรมเยาวชน สารคดี หรือหนังสืออ่านเล่นทั่วไป มีสัดส่วนการอ่านที่น้อยกว่ามาก และยังเป็นประเทศที่ประชากรเผชิญปัญหาใหญ่ด้านคุณภาพการอ่าน แต่ในวันนี้เราเห็นวัฒนธรรมที่กำลังเปลี่ยนไปทีละน้อย
“ในมาเลเซียและไทย เรามักเห็นพ่อแม่จัดสรรงบส่วนใหญ่ไว้สำหรับซื้อหนังสือให้ลูกเพราะเชื่อว่ามันดีสำหรับเขา ขณะที่ตัวพ่อแม่เองกลับไม่ใช่นักอ่าน (หรืออ่านหนังสือน้อยมาก) แต่พ่อแม่ชาวฟิลิปปินส์ไม่เป็นเช่นนั้น พวกเขามาเดินเลือกซื้อหนังสือให้ลูกก็จริง แต่ยังจัดสรรเงินไว้สำหรับซื้อหนังสือให้ตัวเองด้วย โดยเฉพาะนวนิยายและสารคดี”
แจ็คเกอลีน อึ๊ง
เธอเชื่อว่าแม้ชาวฟิลิปปินส์จะไม่ได้มีกำลังทรัพย์พอจะซื้อหนังสือ (โดยเฉพาะหนังสือต่างประเทศ) ได้ในราคาเต็มอย่างทั่วถึง แต่ประชากรส่วนใหญ่นั้นรักการอ่านอย่างแท้จริง จึงจำเป็นต้องมีนโยบายด้านการอ่านที่สร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่ชีวิตพวกเขา
การอ่านสร้างชาติ-นโยบายโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาของ “มาเลเซีย”
ก่อนปี 2018 สถิติการอ่านหนังสือของคนมาเลเซียเฉลี่ยอยู่ที่ราว 8–15 เล่มต่อคนต่อปี (ซึ่งสูงกว่าต้นทศวรรษ 2000 ที่มีเพียง 2 เล่มต่อปีเท่านั้น) สถิตินี้สร้างความกังวลใจต่อรัฐบาลมาเลเซียไม่น้อย เพราะลำพังตัวเลขเพียงเท่านี้คงไม่เพียงพอที่จะพาประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางสู่ สังคมฐานความรู้ ได้
ธันวาคม 2018 มัซลี มาลิก (Maszlee Malik) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของมาเลเซียในขณะนั้น ได้ประกาศเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติอย่าง Reading Nation 2030 (Bangsa Membaca 2030) ผ่านแผนแม่บท ทศวรรษแห่งการอ่าน (National Reading Decade 2021–2030) ซึ่งถือเป็นการรื้อวิธีคิดใหม่ จากเดิมที่การอ่านเป็นเพียงข้อปฏิบัติตามหลักสูตรการศึกษาของนักเรียนหรือเป็นเพียงงานอดิเรกของผู้สนใจ ถูกผลักดันบรรจุเข้าสู่นโยบายแทบทุกมิติเพื่อทำให้การอ่านกลายเป็นทักษะชีวิตและโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาของพลเมืองมาเลเซีย
นโยบายนี้เริ่มตั้งแต่การปลูกฝังพฤติกรรมการอ่านในรั้วสถานศึกษาผ่านโครงการ NILAM (Nadi Ilmu Amalan Membaca) ภายใต้การดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ ให้นักเรียนบันทึกสถิติการอ่านเพื่อเก็บสะสมคะแนนกิจกรรมสำหรับใช้ยื่นศึกษาต่อ ควบคู่กับมาตรการทางเศรษฐกิจอย่างสิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้จากการซื้อหนังสือสูงสุด 2,500 ริงกิตต่อปีภาษี ครอบคลุมหนังสือ สิ่งพิมพ์ วารสาร และ e-Book แจกคูปองหนังสือ (Baucer Buku) แก่นักเรียน นักศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
นอกจากนี้ยังต่อยอดแนวคิด Reading City สู่พื้นที่สาธารณะ และเชื่อมโยงผ่านระบบห้องสมุดดิจิทัลแห่งชาติ (u-Pustaka) กระจายหนังสือราคาถูกในชุมชนห่างไกล เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมหนังสือและวัฒนธรรมการอ่านอย่างเป็นระบบ พร้อมหนุนอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์และการแปลเพื่อผลักดันหนังสือเป็นซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ
นักเรียนทุกคนจะได้รับคูปองคนละประมาณ 100 ริงกิต (750 บาท) โดยสามารถนำไปซื้อได้เฉพาะหนังสือ และต้องเป็นหนังสือที่ผ่านการตรวจสอบอนุมัติแล้วเท่านั้น ครอบคลุมทั้งหนังสือจากสำนักพิมพ์ท้องถิ่น หนังสือภาษามาเลเซีย และหนังสือภาษาอังกฤษ โดยไม่สามารถนำไปใช้จ่ายอย่างอื่นได้เลย และหากไม่ใช้ก็จะถูกตัดสิทธิ์ไปภายในระยะเวลา 3 เดือน
ในฐานะของชาวมาเลเซียผู้ใกล้ชิดกับวงการหนังสือ แจ็คเกอลีน มองว่า นโยบายนี้ของรัฐบาลมีเจตนารมณ์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะการให้คูปองซื้อหนังสือสำหรับนักเรียน-นักศึกษาที่มีความเข้มงวดมาก แม้ตอนนี้รัฐบาลมาเลเซียยังไม่มีนโยบายสนับสนุนหรือให้เงินอุดหนุนสำนักพิมพ์ ร้านหนังสือ หรือผู้ขายหนังสือโดยตรง แต่สำหรับเธอแล้วในเวลานี้ก็เป็นหมุดหมายที่ดี
“รัฐบาลทุ่มเงินก้อนใหญ่เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนอ่านหนังสือ แม้จะมีเด็ก ๆ จำนวนมากที่ไม่ยอมใช้คูปองนี้ แต่อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการกระตุ้นให้เยาวชนเข้าถึงหนังสือได้ง่ายขึ้นและปลูกฝังให้คุ้นเคยกับการอ่าน ฉันคิดว่านี่คือก้าวสำคัญของมาเลเซียที่แสดงให้เห็นว่าประเทศของเราตระหนักถึงความสำคัญของการอ่านมากแค่ไหน”
แจ็คเกอลีน อึ๊ง
เธอมองว่าในมาเลเซียยังมีเด็กส่วนใหญ่ที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย ไม่มีโอกาสเรียนในโรงเรียนเอกชน โรงเรียนนานาชาติ หรือเดินทางไปนอกประเทศเช่นเดียวกับเธอในวัยเด็ก
ทรัพยากรที่จำกัดของพ่อแม่ย่อมจำกัดขอบเขตสิ่งแวดล้อมในการเติบโต และอาจกำหนดอนาคตของพวกเขาด้วย
“การให้หนังสือแก่เด็กเพียงหนึ่งเล่ม มันไม่ได้แปลว่าคุณให้แค่หนังสือ แต่มันให้โอกาส ให้ความฝัน และให้อนาคต หากหนังสือเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายหรือมีราคาจับต้องได้ มันจะเปิดโลกทัศน์ของพวกเขา และกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ได้ออกวิ่งตามความฝันของพวกเขาเอง”
แจ็คเกอลีน อึ๊ง
พลังของหนังสือ: สัมผัสที่โลกดิจิทัลมิอาจแทนที่
หนังสือเล่มหนึ่ง ไม่เพียงมีต้นทุนการผลิตสูงแต่ยังมีค่าใช้จ่ายในเรื่องการกระจายสินค้า การขนส่ง ค่าพื้นที่หน้าร้านค้าปลีก และการจัดเก็บในคลังที่สูงมาก นับวันต้นทุนเหล่านี้ก็จะพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ หลายสำนักพิมพ์มองว่า อีบุ๊ก กำลังเป็นคำตอบสำหรับอุตสาหกรรมนี้และมองว่านักอ่านจะค่อย ๆ เริ่มปรับตัวได้
กระแสอีบุ๊กไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เกือบ 20 ปีก่อน ที่ Kindle เริ่มเปิดตัวอุตสาหกรรมหนังสือและสำนักพิมพ์ต่างตื่นตัวกันมาก ในยุคนั้นสำนักพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดคือ Random House ซึ่งในเวลานี้ควบรวมกิจการในนาม Penguin Random House และกลายเป็นสำนักพิมพ์เพื่อการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ในช่วงเวลานั้น พวกเขาเคยคาดการณ์ไว้ว่าอีบุ๊กจะเข้ามาครองสัดส่วนถึง 80% ของตลาด และหนังสือเล่มกระดาษจะลดลงจนเหลือเพียงแค่ 20% แต่ในวันนี้กลับตาลปัตร
ตุลาคม 2022 มาร์คุส โดห์เลอ (Markus Dohle) ซีอีโอของ Penguin Random House ในเวลานั้นกล่าวสุนทรพจน์ในงาน Frankfurt Book Fair ว่า หนังสือเล่มจริงกำลังครองตลาดถึง 80% สวนทางกับอีบุ๊กที่อิ่มตัวอยู่ราว 20%
ต่อมาในปี 2023 ซีอีโอคนใหม่อย่าง นิฮาร์ มาลาวิยา (Nihar Malaviya) ก็ออกมาย้ำตัวเลข 80:20 นี้อีกครั้ง เขาอธิบายว่าพลังจากนักอ่าน Gen Z และเทรนด์ BookTok คือแรงส่งสำคัญที่ทำให้ผู้คนหันกลับมาหาสัมผัสและกลิ่นอายของกระดาษ เพื่อเป็นพื้นที่พักใจและหลบหนีจากความเหนื่อยล้าของโลกหน้าจอ และเป็นความสุขที่โลกดิจิทัลไม่สามารถมอบให้ได้
“ฉันมองว่าสถิตินี้มันบอกอะไรได้มากมาย เราเข้าใจดีกว่าทำไมคนยังต้องการหนังสือเล่มจริงอยู่ เช่น หนังสือเด็กจะไม่มีวันถูกแทนที่ได้เลย เพราะเด็กจำเป็นต้องได้สัมผัสพื้นผิว เห็นสีสัน มันเป็นส่วนสำคัญของพัฒนาการในวัยเด็กตอนต้น ความผูกพันระหว่างการอ่านของพ่อแม่ให้เด็ก ๆ ฟัง เป็นสิ่งที่โลกดิจิทัลไม่สามารถมอบให้ได้”
แจ็คเกอลีน อึ๊ง
แจ็คเกอลีน ชวนมองไปยังประเทศฝั่งยุโรปอย่างฟินแลนด์ที่กำลังพาเด็ก ๆ ในระบบการศึกษากลับไปยังโลกอนาล็อก
“ฟินแลนด์เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่ริเริ่มการเปลี่ยนระบบการศึกษา พวกเขาเคยเปลี่ยนจากหนังสือเล่มไปเป็นแล็ปท็อปและคอมพิวเตอร์ ใช่ไหม ? แต่วันนี้พวกเขากลายมาเป็นประเทศแรกที่พาเด็ก ๆ กลับมาใช้หนังสือเล่มแทนอุปกรณ์ดิจิทัล”
แจ็คเกอลีน อึ๊ง
เราเริ่มเห็นแนวโน้มระดับโลกที่หันกลับมาทบทวนการใช้หน้าจอ ฟินแลนด์มีนโยบายนำหนังสือเรียนกระดาษมาใช้แทนที่หน้าจอหลังพบผลข้างเคียงต่อพัฒนาการของเด็ก
ในขณะที่หลายประเทศอย่างออสเตรเลียและสหราชอาณาจักรเริ่มสั่งแบนโทรศัพท์มือถือในโรงเรียน และบางประเทศยังเริ่มผลักดันกฎหมายห้ามเยาวชนเข้าใช้งานโซเชียลมีเดีย เหล่านี้เป็นความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ที่เราเห็นรััฐบาลในประเทศต่าง ๆ เริ่มตื่นตัวเพราะเห็นผลกระทบเชิงลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเยาวชน
หากถามถึงผลกระทบด้านธุรกิจ แจ็คเกอลีน อธิบายว่า รายได้จากการตีพิมพ์หนังสือมันมาจากการขายหนังสือ ซึ่งสัมพันธ์กับเรื่องของลิขสิทธิ์เป็นหลัก หากมีการพิมพ์เป็นหนังสือเล่มจริง จะสามารถควบคุมจำนวนยอดพิมพ์ได้ คำนวณตัวเลข และประเมินผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ ในช่วงแรกที่อีบุ็คเข้ามา ผู้กระกอบการสิ่งพิมพ์ต่างคิดว่าจะทำแบบเดียวกันได้แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น
“การละเมิดลิขสิทธิ์อีบุ๊กระบาดหนักและแพร่หลายมาก พวกเขาไม่สามารถควบคุมทั้งเรื่อง สต็อกและการกระจายหนังสือได้เลย ผู้คนแค่เปิดไฟล์นั้นขึ้นมา ก็อปปี้ และส่งต่อ เนื้อหาทั้งหมดถูกละเมิดลิขสิทธิ์ พวกเขาเคยคิดว่าอีบุ๊กคือคำตอบ แต่สุดท้ายมันคือปัญหา”
แจ็คเกอลีน อึ๊ง
อย่างไรก็ตาม ในสายตาของแจ็คเกอลีน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือรูปแบบใดก็ตาม แต่หนังสือทุกเล่มต่างทำหน้าที่เติมเต็มผู้คนตามแต่ละจังหวะที่แตกต่างกันไป
“สำหรับคนต้องเดินทาง การพกหนังสือเป็นสิบ ๆ เล่ม คงเป็นไปไม่ได้ Kindle จึงตอบโจทย์มากกว่า หรือในชั่วโมงเร่งด่วนบนท้องถนน การฟัง audio book หรือพอดแคสต์ก็กลายเป็นทางเลือกที่ลงตัว ทุกอย่างมีเวลาและพื้นที่ของมันเสมอ แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณต้องการ อ่านอย่างแท้จริง ฉันเชื่อว่าสัมผัสของการหยิบหนังสือเล่มขึ้นมาก็ยังไม่มีสิ่งใดทดแทนได้”
แจ็คเกอลีน อึ๊ง
เข้าถึง รู้จัก และหยิบมันขึ้นมาอ่าน
คนไทยคุ้นเคยกับ Big Bad Wolf Books ในฐานะมหกรรมจำหน่ายหนังสือภาษาอังกฤษลดราคาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกจากมาเลเซีย แท้จริงแล้วเริ่มต้นจากร้านหนังสือเล็ก ๆ อย่าง BookXcess ในกรุงกัวลาลัมเปอร์
ในมาเลเซียประสบปัญหาไม่ต่างจากไทยและประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ คนไม่ได้มีวัฒนธรรมเข้าร้านหนังสือเป็นนิสัย หากไม่มีธุระต้องไปซื้อหนังสือเรียนหรืออุปกรณ์การเรียนโดยเฉพาะ แจ็คกาลีนจึงใช้กลยุทธ์การจัดงานอิเวนต์ในร้านหนังสือ และจัดสรรหนังสือราคาถูกเพื่อให้เฟรนด์ลี่กับคนทั่วไปมากขึ้น
“อิเวนต์ทำให้ร้านหนังสือลดความน่าเกรงขามลง คุณสามารถชวนใครต่อใครแค่แวะมาดูก็ได้โดยไม่ต้องซื้ออะไร หลังจากนั้นพวกเขาจะพบว่า หนังสือเล่มนี้ราคาแค่นี้เองหรอ ถ้าอย่างนั้นลองซื้อดูหน่อยแล้วกัน นี่คือวิธีการพาพวกเขามาเจอหนังสือ”
แจ็คเกอลีน อึ๊ง
ตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปี ของ BookXcess แจ็คเกอลีน พยายามเดินหน้าสร้างกลยุทธ์ให้คนเข้่าเดินหาหนังสือ และให้หนังสือดึงดูดคนมาตลอด อีกหนึ่งกลยุทธ์ คือ Destination Bookstore หรือ การสร้างร้านหนังสือที่เป็นจุดหมายปลายทาง
เธออธิบายว่าวิธีนี้ต้องทำให้ร้านหนังสือต้องสวยมาก ๆ เพื่อดึงดูดให้คนที่ไม่ใช่นักอ่านอยากเข้ามา แม้จะแค่ถ่ายรูปแล้วโพสต์บนอินสตาแกรมก็ตาม แต่เป็นโอกาสที่จะเปิดตาเปิดใจให้พวกเขา และหวังว่าร้านสวย ๆ จะพาให้ผู้คนเข้ามาอยู่ในบรรยากาศของหนังสือที่เต็มไปด้วยสิ่งที่พวกเขาสนใจ
“สมมติว่าคุณเริ่มหัดดื่มไวน์ แล้วมาเห็นหนังสือสวย ๆ เกี่ยวกับไวน์ ในร้านสวย ๆ แถมยังราคาไม่แพง แน่นอนว่าคุณต้องสนใจ และนี่คือจุดที่ทำให้คุณอยากหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน ทุกอย่างที่เราทำคือการมีเป้าหมายว่าทำให้ผู้คนเข้าถึงหนังสือ รู้จักกับหนังสือ และหยิบหนังสือมาอ่าน”
แจ็คเกอลีน อึ๊ง
ปัจจุบัน BookXcess ขยายสาขาไปแล้วเกือบ 20 แห่งทั่วมาเลเซีย โดยเฉพาะสาขา REXKL ย่านไชน่าทาวน์ ที่กลายหมุดหมายสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือน
อย่างไรก็ตาม แจ็คเกอลีน ยังคงยอมรับว่าการเปิดร้านหนังสือมีค่าใช้จ่ายสูงมาก แทบเป็นไปไม่ได้เลยหากขาดผู้สนับสนุน โดยเฉพาะเจ้าของพื้นที่อย่างห้างสรรพสินค้า
“นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมร้านหนังสือทั่วโลกต่างทยอยปิดตัวลงเหมือนกันหมด คุณไม่สามารถขยายร้านต่อไปได้เรื่อย ๆ เพราะคุณยังคงให้บริการลูกค้ากลุ่มเดิม แต่ค่าต้้นทุน ค่าที่ ค่าแรงล้วนพุ่งสูงขึ้น”
แจ็คเกอลีน อึ๊ง
เธอมองว่าการจะพาธุรกิจร้านหนังสือให้ไปรอดจำเป็นต้องมีผู้ประกอบการที่เชื่อมั่นและอยากให้ศูนย์กลางทางธุรกิจของพวกเขามีร้านหนังสืออยู่ในระบบนิเวศ ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษาหรือห้างสรรพสินค้าเช่นเดียวกับการสร้างฟู๊ดคอร์ด เพราะหนังสือเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่ต่างกัน
หนังสือ…เครื่องมือพาใจกลับบ้าน
คุยมาถึงตรงนี้ เราเองก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุใด แจ็คเกอลีน จึงเชื่อมันในพลังของการอ่านมากเพียงนี้ เมื่อขอให้เอ่ยถึงหนังสือสักเล่มที่เธอยกให้ขึ้นหิ้ง แจ็คเกอลีน ไม่รีรอที่จะเอ่ยถึง The Wisdom of Sundays: Life-Changing Insights from Super Soul Conversations ของ โอปราห์ วินฟรีย์ (Oprah Winfrey)
เธออธิบายว่าหนังสือเล่มนี้พูดเรื่อง การรักตัวเอง (Self-love) ซึ่งก่อนหน้านี้แทบไม่มีใครพูดถึงมากนักจนกระทั่งยุคโควิด-19 มันสร้างแรงสะเทือนภายในและเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธออย่างมาก
“เราทุกคนต่างเติบโตโดยผ่านความผิดหวัง การถูกปฏิเสธ การถูกทำร้าย การเจ็บแค้น ขุ่นเคืองใจใครบางคน บาดแผลทางใจเกิดขึ้นและซ่อนอยู่ในร่างกายคุณนับครั้งไม่ถ้วน สิ่งเหล่านี้กระทบต่อตัวเรา และวิธีคิดของเรา แม้คุณจะพยายามกดมันเอาไว้แค่ไหน แต่มันล้วนส่งผลต่อวิธีที่คุณปฏิบัติต่อผู้อื่น และวิธีที่คุณปฏิบัติต่อตัวคุณเอง”
“หนังสือเล่มนี้พูดเรื่องการปล่อยวาง ให้อภัย และทำให้ฉันเห็นความสำคัญของการรักตัวเองโดยเฉพาะในฐานะผู้หญิง เรามักจะนึกถึงคนอื่นก่อนเสมอ คุณเป็นลูกสาวของพ่อแม่ เป็นพี่สาวน้องสาว เป็นแม่ของลูก หรือเป็นภรรยาของสามี ลำดับความสำคัญของคุณมักจะเป็นคนอื่นไม่เคยเป็นตัวคุณเองเลย”
“หนังสือเล่มนั้นสอนให้ฉันได้รู้ถึงความสำคัญของการรักตัวเองและจำเป็นต้องดูแลตัวเราเองให้ดีก่อนเป็นอันดับแรก แล้วเราจะสามารถรักคนอื่นได้อย่างถูกต้องและสมบูรณ์ หนังสือเล่มนั้นเปลี่ยนตัวฉันไปมากจริง ๆ”
แจ็คเกอลีน อึ๊ง
และทั้งหมดคือหน้าที่ของหนังสือ ที่อาจเปลี่ยนชีวิตและวิธีคิดของผู้คนที่ได้พบเจอมันไปตลอดกาล