“โซลาร์ ภาคประชาชน” ผู้รับเหมารายย่อย "ถอย" สู่ปมกินหัวคิวส่วนต่าง
จากจุดเริ่มต้นประชาชนสนใจหลายหมื่นราย
โครงการโซลาร์ภาคประชาชน เริ่มคิกออฟตั้งแต่ 27 ต.ค.2569 มีเป้าหมายเพื่อช่วยลดค่าครองชีพและลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน ด้วยการที่รัฐช่วยจ่าย 5 หมื่นบาท เป็นค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ โดยรัฐสนับสนุนทั้งสิ้น 1 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศรวมมูลค่า 5 หมื่นล้านบาท เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 27 ต.ค.2569 ถึง 31 ม.ค.2570 วันแรกที่เปิดระบบมีประชาชนลงทะเบียนทะลุ 56,000 ราย
สำหรับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการเน้นให้ผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองภายในบ้านก่อน หากเหลือใช้สามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้ภาครัฐได้สูงสุด 5 กิโลวัตต์ (kW) ในอัตรารับซื้อ 2.20 บาทต่อหน่วย
ประชาชนที่ขาดเงินก้อนในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ รัฐบาลได้ดึง 3 ธนาคารรัฐ คือ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) ธนาคารออมสิน และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ให้สินเชื่อโซลาร์ภาคประชาชน โดยจะปล่อยกู้วงเงิน 9 หมื่นบาทต่อราย ซึ่งเป็นส่วนต่างที่ประชาชนต้องจ่ายเองจากที่รัฐสนับสนุน 5 หมื่นบาท จากราคามาตรฐาน 1.4 แสนบาทต่อบ้านหนึ่งหลัง
คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ 2.5% คงที่นาน 7 ปี ผ่อนชำระประมาณ 1,200 บาทต่อเดือน ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน พิจารณาจากประวัติการชำระค่าไฟฟ้าที่ดี ย้อนหลัง 12 เดือน
ผู้รับเหมารายย่อยถอย ถูกวิพากษ์วิจารณ์เอื้อทุนใหญ่หรือไม่
แม้กระแสตอบรับจะดี แต่โครงการนี้ก็มีเสียงวิจารณ์และข้อกังวลในประเด็น เอื้อทุนใหญ่จริงหรือไม่? เพราะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (SME) รวมถึงนักวิชาการบางส่วนแสดงความกังวลว่า เงื่อนไขหรือเงินค้ำประกันที่ผู้รับเหมาต้องจ่าย อาจไม่เอื้อต่อผู้รับเหมารายย่อยที่มีทุนหมุนเวียนน้อย
ขณะที่พรรคประชาชน โดยนายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ ออกมาเผยข้อมูลเมื่อ 1 พ.ย. 2569 ว่า พบรายชื่อบริษัทที่เข้าร่วมโครงการกว่า 60 บริษัทที่ตั้งชื่อซ้ำกัน และกว่า 120 บริษัทมีกรรมการถือหุ้นไขว้กัน ซึ่งส่อเค้าว่าอาจมีการใช้วิชา "แยกร่าง" เพื่อล็อกสเปกและสกัดผู้ประกอบการรายย่อยไม่ให้เข้าถึงโครงการ
แต่นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ออกมายืนยันว่า “รับรองได้ว่าไม่มีการล็อกสเปก และไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งอย่างแน่นอน”
เหตุที่ต้องมีเงินค้ำประกันหรือแบงก์การันตี 50,000 บาท ก็เพื่อป้องกันปัญหาผู้ประกอบการทิ้งงาน ซึ่งจะสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในระยะยาว โดยหากติดตั้งเสร็จสิ้นจะคืนเงินให้ภายใน 7 วัน
ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังกำลังปรับเกณฑ์ร่วมกับ บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อย) เปลี่ยนจากการบังคับวางเงินก้อน 50,000 บาท เป็นการจ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกันแทน ซึ่งคาดว่าจะเหลือเพียงไม่เกิน 500 บาทต่อปี เพื่อช่วยให้ผู้รับเหมา SME รายเล็กเข้าถึงโครงการได้โดยตรงไม่ต้องผ่านทุนใหญ่
ถูกตั้งข้อสังเกต มีการกินหัวคิวผู้รับเหมาหรือไม่?
ล่าสุดวันที่ 1 พ.ย. 2569 นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ทีมเศรษฐกิจด้านพลังงานของ พรรคประชาธิปัตย์ เผยแพร่เอกสารสำรวจความพร้อมในการติดตั้งโซลาร์ภาคประชาชนผ่าน PEA ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 1 ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ โดยมีข้อหนึ่งตั้งคำถามว่า พร้อมรับงานติดตั้งขนาด 5 kWP 1 เฟส ในราคาชุดละประมาณ 110,000 บาท (หรือ 117,700 บาทรวม VAT) ได้หรือไม่ ทั้งราคาที่เสนอขายต่อประชาชนขั้นต่ำอยู่ที่ชุดละ 140,000 บาท
นายตรีรัตน์ จึงตั้งคำถามว่า “แทนที่จะให้ประชาชนได้ใช้ของถูกๆ กินส่วนต่างเข้ากระเป๋า สรุปแล้วโครงการโซลาร์ประชาชนนี้ เพื่อใครกันแน่?”
ขณะที่ครม.เงาของพรรคประชาชน โดยนายศุภโชติ ไชยสัจ และ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ ออกมาแถลงเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการ หากไม่สามารถชี้แจงในประเด็นต่างๆ ที่เป็นข้อสงสัยได้
อ่านข่าว :
"โครงการโซลาร์ภาคประชาชน" ลดภาระค่าไฟ "ระยาว" ใครได้-ใครเสีย
แก้ปมเงินค้ำ 5 หมื่นบาท "คลัง" ดึงแบงก์รัฐการันตี SMEs โซลาร์ภาคประชาชน
"โซลาร์ภาคประชาชน" เปิดลงทะเบียนถึง 31 ม.ค.70 ใช้สิทธิภาษีซ้ำไม่ได้