โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ตราสารหนี้ผลตอบแทนติดลบ กำลังจะ “สูญพันธุ์”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 31 ส.ค. 2565 เวลา 04.22 น. • เผยแพร่ 31 ส.ค. 2565 เวลา 04.21 น.

คอลัมน์ : สถานีลงทุน ผู้เขียน : ทศพล รอดยิ้ม สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย

เป็นเวลากว่า 8 ปีที่มีตราสารหนี้ผลตอบแทนติดลบเกิดขึ้นในโลกการเงิน โดยมีนักลงทุนยินยอมเข้าลงทุนรับผลตอบแทนติดลบนี้ด้วย มูลค่าของตราสารหนี้ผลตอบแทนติดลบทั่วโลกเคยมีมูลค่าสูงสุดที่ 18 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ช่วงปลายปี 2020

อย่างไรก็ตาม ตราสารหนี้ผลตอบแทนติดลบเหล่านี้ อาจกำลังจะหายไปในไม่ช้า หลังจากที่เริ่มเข้าสู่ยุคของดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง

ตราสารหนี้ผลตอบแทนติดลบเกิดขึ้นเป็นที่แรกในกลุ่มประเทศแถบยุโรปเนื่องจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับธนาคารกลางจนติดลบ

และยังเสริมสภาพคล่องในระบบการเงินด้วยการเข้าซื้อตราสารหนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2014 หลังจากนั้นธนาคารกลางญี่ปุ่นก็เป็นธนาคารกลางอีกแห่งที่ได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจนติดลบในปี 2016 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ตราสารหนี้ผลตอบแทนติดลบ ไม่ได้หมายความว่านักลงทุนจะต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ออก แต่ตราสารหนี้เหล่านี้จะมีราคาสูงมากจนดอกเบี้ยที่ได้รับไม่คุ้มกับผลขาดทุนที่เกิดจากส่วนต่างราคาซื้อและมูลค่าหน้าตั๋วที่นักลงทุนจะได้คืนเมื่อถือจนครบกำหนด

ตราสารหนี้ผลตอบแทนติดลบทั่วโลกเคยมีมูลค่ารวมกันสูงถึง 18 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงเดือนธันวาคมปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่ COVID-19 กำลังระบาดทั่วโลก เศรษฐกิจโลกหดตัวจนธนาคารกลางของแต่ละประเทศต่างดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย

เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยลดอัตราดอกเบี้ยตลอดจนการอัดฉีดสภาพคล่องในระบบการเงินด้วยการเข้าซื้อตราสารหนี้ต่าง ๆ ในตลาด ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ต่ำลงจนติดลบมากขึ้นเรื่อย ๆ ตราสารหนี้ผลตอบแทนติดลบจึงมีมูลค่ารวมเพิ่มขึ้น กว่า 70% ของตราสารหนี้ผลตอบแทนติดลบเป็นพันธบัตรรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ

ส่วนอีก 30% ที่เหลือเป็น Government-related bond, Securitized bond และหุ้นกู้ หากแยกเป็นประเทศผู้ออกหลัก กว่า 50% ออกโดยประเทศในกลุ่มยุโรป ส่วนอีก 30% เป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยประเทศญี่ปุ่น

จนกระทั่งในปี 2021 มูลค่าตราสารหนี้ผลตอบแทนติดลบทั่วโลกเริ่มลดลงหลังจากหลายประเทศทั่วโลกเริ่มเปิดเมือง เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจนสามารถขยายตัวได้อย่างร้อนแรง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกโดยเฉพาะในยุโรปปรับตัวสูงขึ้นซึ่งราคาตราสารหนี้ก็จะต่ำลง

และเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการขาดทุนจากราคาที่ปรับตัวต่ำลง นักลงทุนต่างขายตราสารหนี้และเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นแทนเพื่อตอบรับเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวที่เป็นปัจจัยเสริมให้อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ยิ่งสูงขึ้น

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือน พ.ค. 2022 ตราสารหนี้ผลตอบแทนติดลบทั่วโลกมีมูลค่ารวมลดลงเหลือเพียง 2.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จากที่เคยสูงถึง 18 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ในปีนี้ อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากจากที่ธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกปรับขึ้นดอกเบี้ยและค่อย ๆ ถอนมาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์เพื่อเสริมสภาพคล่องในระบบการเงิน ปัจจัยต่าง ๆ ที่เคยทำให้เกิดตราสารหนี้ผลตอบแทนติดลบน่าจะกำลังค่อย ๆ หมดไป อีกไม่นานนัก ตราสารหนี้ผลตอบแทนติดลบก็น่าจะ “สูญพันธุ์” ไปในที่สุด

หลังจากนี้อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะเห็นปรากฏการณ์ประหลาดแบบนี้อีก โดยพิจารณาจากนโยบายการเงินแบบตึงตัวจากธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะธนาคารกลางยุโรปที่ได้ขึ้นดอกเบี้ย 50 bps ไปในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายกลับมาเป็นบวกได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2014

นอกจากนี้ คาดการณ์เงินเฟ้อในยุโรปปีนี้ก็คาดว่าจะสูงถึง 6.8% และจะชะลอตัวลงเหลือ 3.5% และ 2.1% ในปี 2023 และ 2024 ตามลำดับ เราจึงอาจไม่ได้เห็นตราสารหนี้ผลตอบแทนติดลบจากยุโรปไปอีกนาน

ธนาคารกลางญี่ปุ่นเอง แม้จะยังไม่มีวี่แววว่าจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย แต่นักวิเคราะห์หลายสำนักก็เริ่มคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นอาจต้องเริ่มขึ้นดอกเบี้ยนโยบายบ้างเพื่อไม่ให้อัตราดอกเบี้ยต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่นับวันจะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ แล้วจึงไม่ง่ายที่จะเกิดตราสารหนี้ผลตอบแทนติดลบอีก

ช่วงที่ผ่านมาจึงน่าบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่า ครั้งหนึ่งผู้ออกตราสารหนี้เหล่านี้เสมือนกับว่าได้กู้เงินโดยที่ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยแถมยังได้ผลตอบแทนคืนมาอีกด้วย !!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...