ระบบผู้ช่วยจอมขมังเวทย์ในกรุงศรีอยุธยา
ข้อมูลเบื้องต้น
วันหนึ่ง ‘กวิน’ นักโทษผู้มีวิชาอาคมได้พบกับบางอย่างที่แปลกประหลาด มีระบบผู้ช่วยปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา มิหนำซ้ำมันยังพาเขาทะลุมิติไปที่กรุงศรีอยุธยาอีก!
แต่อยุธยาที่ว่านั่นไม่ใช่อยุธยาแบบที่เขารู้จัก แต่มันกลับเป็นต่างโลกเวอร์ชั่นไทย!!!
ตอนที่ 1 จอมขมังเวทย์
ภายในห้องขังทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสปิดทึบ มีชายผมยาวรุงรังคนหนึ่งซึ่งร่างกายเต็มไปด้วยรอยสักอักขระเวทย์ยันต์นั่งอยู่ตรงกลางห้องอย่างเฉื่อยชา สภาพของเขานั้นถูกล่ามไว้ด้วยโซ่ตรวนอย่างแน่นหนา เขากวาดสายตามองผนังห้องอย่างพินิจ เพราะรอบๆ ข้างนั้นเต็มไปด้วยอักษรโบราณที่ถูกสลักไว้ใส่ทุกๆ ด้าน ราวกับว่ามันคือสิ่งที่สะกดชายคนนี้เอาไว้
นี่คือห้องขังพิเศษสำหรับผู้ต้องหาคดีเหนือธรรมชาติแห่งกรุงเทพมหานคร ‘โลกันต์’
ชายคนนั้นคือ ‘กวิน’ ผู้ที่ได้ฉายาว่าจอมขมังเวทย์ซึ่งเป็นราชาแห่งคาถาอาคม เขาคือตัวอันตรายที่แม้แต่ทางการก็ต้องระมัดระวังไว้ เป็นปีศาจร้ายในคราบมนุษย์ที่ผู้คนพากันหวาดกลัวและหวั่นเกรง
เขาแหงนหน้าขึ้นมองบางอย่างที่แสดงอยู่ตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ มันคือหน้าต่างประหลาดที่อยู่ๆ ก็ปรากฎขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ
[ต้องการติดตั้งระบบหรือไม่?]
‘นี่เราติดคุกมานานจนเกิดภาพหลอนเหรอ?’
เขามองภายตรงหน้าพลางกับเอียงคอ ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมาเขาเพิ่งจะเคยเห็นอะไรแบบนี้เป็นครั้งแรก เขาได้แต่สงสัยว่าทั้งหมดนี่มันเป็นเพราะความเหงางั้นเหรอ มันจึงเกิดภาพหลอนแบบนี้
กวินหรี่ตามองก่อนจะถอนหายใจ ถ้าเขาไม่ใช่นักโทษที่อันตรายที่สุดในประเทศไทย บางทีเขาก็คงจะได้ออกไปวิ่งเล่นบ้างแล้ว ไม่ต้องมาอุดอู้อยู่แต่ในห้องขังเป็นสิบๆ ปีจนเกิดภาพหลอนแบบนี้
[เนื่องจากไม่มีการตอบรับระบบจึงได้ทำการติดตั้งอัตโนมัติ]
[กำลังติดตั้งระบบ อาจใช่เวลาสักครู่…]
กวินไม่ได้สนใจมากนัก เขาจึงเบือนหน้าหนีจากสิ่งที่ปรากฎตรงหน้าเขา
‘ต้องหาวิธีบอกผู้คุมให้พาเราไปคุยกับจิตแพทย์ให้ได้แล้วล่ะ อาการเราคงหนักน่าดู’
ยังไม่ทันที่จะได้ทำอะไรต่อ สิ่งนั้นก็แสดงตรงหน้าเขาอีกครั้ง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
[ติดตั้งระบบเสร็จสิ้น]
[ยินต้อนรับท่านเข้าสู่การใช้งานระบบผู้ช่วยจอมขมังเวทย์]
[ชื่อ : กวิน]
[เลเวล : ???]
[อายุ :???ปี]
[ความสามารถพิเศษ : เวทมนตร์ไทย]
เมื่อได้อ่านจนจบกวินก็ส่ายหน้าอ่อน นี่ความหลอนของเขามันเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนั้นเลยเหรอ? เขารู้สึกสมเพชตัวเองจริงๆ ที่มาถึงจุดนี้ได้
กวินถอนหายใจเบาๆ เพื่อระบายความหงุดหงิดใจ ถึงจะรู้อยู่แล้วเถอะว่ามันไม่ใช่ของจริง แต่มันนั้นก็น่าสนใจไม่น้อย กวินหรี่ตาก่อนจะเริ่มเปิดปาก เขาไม่มีอะไรต้องเสียอยู่แล้ว นี่มันก็แค่ภาพหลอน ถ้าตอนนี้เขาหาทางแก้ไม่ได้เขาก็แค่ต้องสนุกไปกับมัน
“นี่ระบบ แกทำอะไรได้บ้าง?”
กวินไม่นึกไม่ฝันเลยว่าสักวันหนึ่งเขาจะต้องมาคุยคนเดียวแบบนี้
[มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและให้คำแนะนำกับท่านค่ะ]
[อ๋อ ใช่ค่ะ อีกอย่างคือพาท่านออกจากคุกโลกันต์]
เมื่อกวินเห็นแบบนั้นเขาก็หัวเราะออกมาเบาๆ
‘ช่วยออกจากคุกงั้นเหรอ?’
‘ถ้านี่เป็นจิตใต้สำนึกของเรามันก็ช่างน่าตลกเหลือเกิน’
เขาหรี่ตามองระบบ ก่อนจะนึกอย่างขบขัน เขาไม่มีอะไรที่ต้องคิดมากอยู่แล้วหากจะทำอะไรเล่นๆ เพราะว่ากวินนั้นรู้ดีว่าตนนั้นไม่สามารถออกจากคุกนี้ได้
เขากวาดตามองอักขระบนผนัง
‘นั่นคือคาถาสะกดอาคมที่ใช้พระกว่า 78 องค์ จาก 44 วัดร่วมกันสร้างขึ้นมาเพื่อสะกดอาคมเรา มันคงไม่มีทางจะถอนพลังจากอักขระนั้นได้หรอก’
เมื่อเขาสรุปความคิดได้ก็หรี่สายตามองระบบอย่างนึกสนุก
“นี่เจ้าระบบ ถ้าทำได้ก็ลองดูสิ แกลองพาฉันออกไปดู”
[รับทราบค่ะนายท่าน]
ในขณะนั้นเองก็มีสัญลักษณ์รูปสี่เหลี่ยมปรากฎขึ้นที่พื้นตรงกวินนั่งอยู่ จอมขมังเวทย์เบิกตากว้างมองอย่างตกใจ ก่อนที่ทุกๆ อย่างจะสว่างจ้าไปหมด
“เฮ้ย!?”
ฟิ้วววว!
ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก กวินรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตนนั้นนอนอยู่ที่กลางป่า เขาค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นอย่างปวดเนื้อปวดตัว
‘นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะ?’
เขาบ่นอุบอิบในใจขณะปัดเสื้อผ้าตัวเอง แต่แล้วเขาก็ต้องชะงัก เสื้อผ้าที่สวมใส่นั้นไม่ใช่ชุดนักโทษ แต่เป็นเสื้อฮาวายสีดำและกางเกงยีนส์ กวินมองภาพนี้งงๆ อย่างไม่เข้าใจนัก
เขารู้สึกช็อกมากจนพูดไม่ออก นี่มันใช่ความจริงแน่เหรอ ตอนนี้เขาออกมาจากคุกแล้วจริงๆ เหรอ และเขาก็มองออกว่านี่ไม่ใช่ความฝันเพราะมันสมจริงเกินไป
‘ไอ้ระบบนั่น… มันของจริงเหรอ?’
เขานิ่งตะลึงงันจนทำตัวไม่ถูก แต่อยู่ๆ ในขณะนั้นเองก็มีบางอย่างมาดึงเขาออกจากภวังค์
กรร
โฮ้ก!
เสียงคำรามของสิ่งมีชีวิตประหลาดมีรูปร่างคล้ายเสือโคร่งปรากฎตัวออกมาจากกอไผ่ หางทั้งสิบของมันโบกสะบัดพร้อมกับแยกเขี้ยวร้องคำรามอีกครั้ง
โฮ้กกก!
กวินหรี่ตามองสัตว์ประหลาดอย่างพินิจ
“นี่มันตัวอะไรวะเนี่ย?”
ทันใดนั้นเองระบบก็ปรากฎขึ้นตรงหน้าเขา
[ยินดีต้อนรับสู่กรุงศรีอยุธยาค่ะนายท่าน]
“กรุงศรีอยุธยางั้นเหรอ?”
กวินรีบหันไปทางระบบแล้วกล่าวออกมาอย่างฉงน
[จะพูดให้ถูกคือกรุงศรีอยุธยาในโลกคู่ขนานน่ะค่ะ เป็นโลกที่เหมือนกับอยุธยาแค่บางอย่าง แล้วก็มีเรื่องราวของสัตว์ประหลาดและเวทมนตร์มากกว่า]
พออ่านจบกวินก็พยักหน้า
“เหมือนต่างโลกเวอร์ชั่นไทยงั้นสินะ?”
[เข้าใจถูกแล้วค่ะ!]
เมื่อเห็นแบบนั้นกวินก็หันไปจ้องเจ้าเสือโคร่งยิ้มๆ
“รูปร่างสวยมาก ถ้าลอกหนังไปขายคงมีเงินตั้งต้นชีวิตใหม่เยอะพอตัว”
[เห็นด้วยเลยค่ะ]
ตอนที่ 2 กรุงศรีอยุธยา
กวินมองเสือร้ายสิบหางอย่างขบขันก่อนจะย่อตัวลงนั่งยองๆ มองมันอย่างพินิจ ส่วนมันก็จ้องเขากลับพร้อมแยกเขี้ยวคำรามแสดงความดุดันเช่นกัน เขายกยิ้มมุมปากอย่างสนอกสนใจเจ้าเสือตัวนั้นมาก มันมีลักษณะที่แปลกประหลาดแตกต่างจากเสือทั่วไปและดูพิเศษ ตอนนี้เขาชักสนใจต่างโลกนี่เข้าให้แล้ว
ทันใดนั้นเขาก็เริ่มสังเกตถึงความแปลกประหลาดอีกอย่าง ตอนนี้รอยสักอักขระบนตัวเขานั้นหายไปหมดแล้ว มีเพียงแค่ที่หลังมือขวาเท่านั้นที่มีรอยสักประหลาดสีแดงปรากฎอยู่
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
เขายกหลังมือชูขึ้นและเพ่งสายตามอง นี่เป็นรอยสักที่ทั้งชีวิตเขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
ตอนนี้คำถามมากมายเกิดขึ้นเต็มห้วงความคิด กวินมีแต่ความสงสัยต่อเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทั้งการเดินทางข้ามมิติ รูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไป ตอนนี้พอหายตกใจทุกอย่างก็เปลี่ยนมาเป็นความฉงน และสิ่งเดียวที่ให้คำตอบเขาได้ก็คือระบบ
กวินแหงนหน้าขึ้นมองสูง ก่อนที่จะกล่าวคำถาม
“ระบบ… ช่วยอธิบายทุกอย่างทีได้รึเปล่า ว่ามันมีที่มาที่ไปเป็นยังไง?”
ไม่ทันที่ระบบจะได้โต้ตอบ เจ้าเสือร้ายสิบหางที่เฝ้าดูเชิงมานานก็เริ่มกระโจนเข้าใส่ กวินหันไปมองทางมันที่กระโจนเข้ามาพร้อมกับเริ่มพึมพำอะไรบางอย่าง ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นภาษาอะไร ก่อนจะตวาดออกมาเสียงดังลั่นอย่างดุดัน
“เฮ้ย!”
ทันใดที่สิ้นเสียงร่างเสือร้ายก็หยุดค้างกลางอากาศราวกับเวลาถูกหยุด มันแน่นิ่งก่อนจะร่วงลงที่พื้นนอนไม่ขยับ
[คาถา : นะจังงัง]
[ผลลัพธ์ : หยุดทุกการเคลื่อนไหวของเป้าหมายที่เลือก]
กวินที่เห็นแจ้งเตือนขมวดคิ้ว ระบบนี่มันตั้งใจกวนเขารึเปล่า ทำไมมันต้องขึ้นชื่อคาถาของเขาอย่างป่าวประกาศด้วย มันทำกวินรู้สึกว่าตนนั้นกลายเป็นพระเอกของการ์ตูนเด็ก
และใช่ นะจังงังคือคาถาที่เขาใช้กับเสือร้ายสิบหางที่กำลังจะมารบกวนการหาคำตอบของเขา กวินหันไปมองระบบอีกครั้ง แต่เหมือนว่าคำตอบที่ได้จะทำเขาหงุดหงิดใจไม่น้อยเลย
[ไม่สามารถให้คำตอบได้ เพราะนั่นถือเป็นข้อมูลระดับสูง ท่านต้องผ่านเควสระดับ 7 ดาว ให้ได้ก่อนถึงจะสามารถเข้าถึงข้อมูลพวกนั้นได้]
“เควส?”
กวินถอนหายใจอ่อนระบบนี่มันช่างลึกลับจริงๆ แต่ช่างมันเถอะ เพราะตอนนี้ถ้ามองในแง่ดี เขาก็ได้ออกจากคุกแล้ว
กวินสูดหายใจเข้าปอดสยบความสงสัย ก่อนจะหันมองไปทางเสือสิบหาง
“โอเค งั้นอย่างน้อยช่วยอธิบายข้อมูลที่ควรรู้ของโลกนี้ที”
[ได้เลยค่ะ]
กวินพยักหน้าอย่างพึงใจ
[ที่นี่คือกรุงศรีอยุธยาซึ่งเป็นมิติคู่ขนานกับมิติที่ท่านเคยอาศัย]
[ที่นี่คืออาณาจักรไอยรา อันมีกรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองหลวง และมีเมืองรอบๆ อีก รวมแล้วสิบสองเมือง]
[ในมิตินี้ถึงจะมีหลายอย่างคล้ายคลึงกับมิติที่ท่านจากมา แต่ก็มีสิ่งที่แตกต่างจากมิติของท่านอยู่หลายอย่าง เช่นในมิตินี้มีภัยคุกคามจากสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ ซึ่งคนที่นี่เรียกมันว่า ‘อสูร’ อาศัยอยู่ในป่าและสร้างเดือดร้อนให้ชาวบ้านชาวเมืองเสมอ]
กวินที่อ่านมาถึงตรงนี้ยกมือขึ้นกอดอก ตอนนี้โลกคู่ขนานดูน่าสนใจมากๆ เลยในสายตาเขา
[และในมิตินี้ก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่โลกของท่านไม่มี นั่นคือ ‘พรานทมิฬ’]
กวินเลิกคิ้วสูง
‘พรานทมิฬ’
[พรานทมิฬคือเหล่านักล่าอสูรที่ขึ้นตรงกับกระทรวงเวทมนตร์แห่งอาณาจักรไอยรา]
[ข้อมูลสำคัญ : ในโลกนี้มีการแบ่งระดับอสูรและพรานทมิฬเป็น 7 ระดับ นั่นคือ 1-7 ดาว ยิ่งดาวเยอะก็แสดงถึงความเก่งกาจและอันตราย]
กวินที่อ่านจนจบก็หันไปทางเจ้าเสือสิบหางที่นอนแน่นิ่ง
“งั้นไอ้นี่มันกี่ดาว แล้วมันคืออสูรที่มีชื่อว่าอะไร?”
ระบบตอบสนองต่อคำถามทันที
[เสือไฟ ระดับ 3 ดาว]
‘เป็นแค่ระดับ 3 ดาวสินะ ถึงว่าทำไมถึงอ่อนแอจัง’
กวินใช้เท้าเขี่ยหน้าเสือร้ายสิบหางหรือเสือไฟ เขาชอบเจ้าเสือตัวนี้จริงๆ รูปร่างหน้าตามันดูสวยมากเกินกว่าจะปล่อยทิ้งไว้
‘ไม่อยากฆ่ามันเลยแฮะ พอคิดดูดีๆ แล้ว’
กวินส่ายหน้าไปมา เขาตัดสินใจบางอย่างได้แล้ว เขาจึงง้างปากเจ้าเสือไฟ ก่อนจะใช้มือออกแรงดึงเขี้ยวนั้นด้วยพละกำลังทั้งหมดจนหลุดออกมาทั้งรากฟัน
ฉึ่ก!
เลือดสีแดงกระฉูดออกมาเลอะมือจอมขมังเวทย์เล็กน้อย แต่เขาก็ไม่ได้สนใจและเพียงแค่สะบัดมือไปมาสองสามครั้งเท่านั้น
[ท่านจะทำอะไรเหรอคะ?]
“ไม่ต้องรู้หรอก”
กวินตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
แต่ในขณะที่ทั้งคู่กำลังพูดคุยกวินก็ได้ยินเสียงของใบไม้แห้งที่ถูกเหยียบ ก่อนในชั่วเสี้ยววินาทีนั้นจะมีกลุ่มคนมากกว่าสิบคนโผล่มาล้อมเขาไว้ ลักษณะการแต่งกายของคนพวกนี้นั้นค่อนข้างจะแปลกประหลาดในสายตากวิน มันคือกลุ่มชายฉกรรจ์ที่เปลือยท่อนบนสวมแค่จงกระเบนสีแดงท่อนล่างเพียงแค่อย่างเดียว
ทุกๆ คนมีอาวุธครบมือทั้ง ดาบ ขวาน ทวน ธนู ซึ่งดูเจตนาออกได้ไม่ยากเลยว่ามาอย่างมิตรหรือศัตรู
ในขณะที่กวินกำลังมองสำรวจกลุ่มคนปริศนาอย่างพินิจ ชายคนหนึ่งก็เดินตรงเข้ามาหาเขา ชายคนนี้แต่งตัวแตกต่างจากทุกคน เขาสวมเสื้อลงอักขระสีแดง และทุกย่างก้าวที่เดินดูมีบารมีและมีอำนาจในการข่มขวัญผู้คน
เขาชี้ดาบหัวปลาหลดมาที่หน้ากวินพร้อมกับเพ่งสายตามอง
“เอ็งเป็นใครไอ้หนุ่ม การแต่งตัวดูเหมือนจะไม่ใช่คนที่นี่?”
ตอนที่ 3 นาย จันทร์ หนวดเขี้ยว
กวินหรี่ตามองรอบข้างซึ่งเต็มไปด้วยชายฉกรรจ์แต่งตัวโบราณถืออาวุธครบมือ ก่อนจะหันมามองชายที่น่าจะเป็นหัวหน้ากลุ่มซึ่งกำลังชี้ปลายดาบมาทางเขา
‘คนในมิตินี้เป็นมิตรชะมัดเลย’
‘เท่าที่ดูในละครหลังข่าวมา การแต่งตัวแบบนี้น่าจะเป็นแค่ชาวบ้าน’
‘เราต้องพูดจาให้กลมกลืนกับยุคสมัย’
‘ไม่จำเป็นต้องต่อสู้…’
“ข้าเป็นแค่นักเดินทางพเนจรที่ผ่านทางมาเท่านั้น”
กวินว่าพร้อมกับยกมือชูขึ้นเหนือศีรษะแสดงความจำยอม เขาไม่อยากสู้กับคนพวกนี้ถ้าไม่จำเป็น
ชายผู้ซึ่งดูจะเป็นหัวหน้าเพ่งสายตามองกวินอย่างพินิจ ก่อนจะเบือนหน้าไปหาเจ้าเสือไฟที่นอนแน่นิ่งหายใจโรยริน
“พวกข้าคือพรานทมิฬแห่งบ้านระจัน ไอ้เสือไฟนั่นคืออสูรที่พวกข้าตามล่าอยู่”
“พอเห็นว่าเอ็งจัดการมันได้ ก็เลยอยากจะทดสอบดูเพียงเท่านั้นว่าเป็นศัตรูหรือมิตร”
พอว่าจบชายคนนั้นก็เก็บดาบเข้าฝักซึ่งห้อยไว้กลางหลัง
กวินที่เห็นแบบนั้นยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะลดมือลง ดูเหมือนว่าคำพูดที่เขาโกหกนั้นจะได้ผล ท่าทีของชาวบ้านโบราณที่ล้อมอยู่รอบๆ จึงพากันสงบลงและเริ่มเก็บอาวุธ
ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้ากวินหันไปส่งซิกบอกคนอื่นๆ ก่อนจะมีคนในกลุ่มสี่ถึงห้าคนเข้ามาจัดการกับร่างเสือไฟ
ชายคนนั้นหันมองกวินจรดจากหัวจนถึงปลายเท้า
“เอ็งมาจากที่ใดกัน ข้าไม่ยักจะเคยเห็นว่ามีใครแต่งตัวประหลาดเช่นนี้”
“ข้ามาจากที่ซึ่งไกลห่างพอสมควร”
กวินว่าตอบ
ชายแปลกหน้าเผยยิ้มบาง ก่อนที่ใบหน้าจะเริ่มเปลี่ยนไปและแสดงออกว่าเป็นมิตรมากขึ้น
“จัดการกับอสูรได้ แสดงว่าฝีมือเอ็งนั้นก็คงไม่ธรรมดา”
พอว่าจบเขาก็หันมองสหายซึ่งรุมล้อมอยู่รอบตัวเขา
“ข้าชื่อ ‘จันทร์’ คนระแวกนี้เรียกข้าว่าจันทร์ หนวดเขี้ยว”
เมื่อได้ยินแบบนั้นกวินก็ชะงัก ตอนแรกเขาได้ยินว่าบ้านระจันก็มองข้ามไป แต่พอได้ยินชื่อของชายตรงหน้ามันก็กระตุ้นให้เขานึกออก เพราะในยุคของเขามีเรื่องเล่าของชายคนนี้ ตำนานวีรชนผู้กล้าหาญแห่งบางระจัน นายจันทร์หนวดเขี้ยว
“ระบบอธิบายที”
กวินส่งเสียงกระซิบเบาๆ ออกมาเพื่อถามระบบ
[ใช่ค่ะ ชายคนนี้คือวีรชนชาวบ้านบางระจัน นายจันทร์ หนวดเขี้ยว แต่ถ้าจะพูดให้ถูกคือเขาคือนายจันทร์ในโลกคู่ขนานค่ะ ตอนนี้เขาคือพรานทมิฬ ระดับ 5 ดาว]
กวินยิ้มแห้งเมื่ออ่านข้อความทั้งหมดจบ ดูเหมือนโลกนี้จะมีแต่อะไรน่าสนุกเต็มไปหมดเลย
“ข้ามีชื่อว่ากวิน เป็นนักพเนจร”
นายจันทร์ยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตร
“อือ ถ้าเอ็งไม่รังเกียจ คืนนี้ก็ไปพักที่บ้านระจันก่อนจะเป็นอะไรไป ตอนนี้ก็ใกล้จะมืดค่ำแล้ว”
กวินที่ได้ยินแบบนั้นก็แหงนหน้ามองฟ้า อย่างที่นายจันทร์ว่า ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้วและวันนี้เขาก็เหนื่อยมามากพอ เขาควรหาที่พัก
กวินยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย แต่สิ่งที่กวินสนใจที่สุดคือหมู่บ้านบางระจันในมิตินี้ ตอนเด็กเขาชอบดูหนังเรื่องนี้มาก เขาอยากจะรู้จริงๆ หมู่บ้านบางระจันมันเป็นยังไง
“เอ็งพูดถูก”
ความวุ่นวายจบลงอย่างไม่ยากเย็น หลังจากทำความเข้าใจกันรู้เรื่อง กวินก็ถูกพาตัวเดินทางไปที่หมู่บ้านและหาที่พักให้อย่างมีน้ำใจ
หมู่บ้านนี้นั้นไม่ได้ใหญ่โตอย่างที่กวินคิด มันเป็นชุมชนขนาดเล็กที่มีบ้านไม่ถึงสามสิบหลังคาเรือน บ้านส่วนใหญ่นั้นเป็นบ้านฟางคล้ายกระท่อมซะมากกว่า แต่ก็มีบางหลังที่แตกต่างเพราะทำจากไม้ไผ่
‘นี่สินะ หมู่บ้านบางระจันในตำนาน’
กวินคิดขณะถูกพาสำรวจหมู่บ้าน ถึงจะเป็นหมู่บ้านบางระจัน แต่ดูเหมือนว่านอกจากนายจันทร์แล้วจะไม่มีวีรชนคนอื่นเลย ในมิตินี้หมู่บ้านบางระจันมีเพียงแค่นายจันทร์คนเดียวเท่านั้น และในมิตินี้เขายังเป็นนายบ้านอีกด้วย
ที่พักที่กวินได้นั้นคือกระท่อมชายป่าซึ่งมีหมอนผ้าห่มอำนวยความสะดวกครบครัน ถึงจะแค่นั้นแต่กวินที่ติดคุกมาแสนนานจนพอเห็นของพวกนี้เขาก็แทบจะน้ำตาไหล
หลังจากคนที่มาส่งกวินกลับกันไปหมดแล้ว กวินก็เข้ามาในกระท่อมแล้วทิ้งตัวลงนอนอย่างสบายอุรา ไม่รู้ว่าผ่านมากี่สิบกี่ร้อยปีแล้วที่เขาไม่ได้นอนเอนหลังสบายกายเช่นนี้ พอได้นอนมันก็ทำให้หนังตากวินแทบปิด
แต่…
กวินลุกขึ้นนั่งพร้อมกับมองหลังมือตน ตอนนี้เขายังไม่เข้าใจเกี่ยวกับทุกอย่างมากนัก ว่าเพราะอะไรเขาถูกส่งมาที่นี่ ทำไมรูปลักษณ์การแต่งตัวของเขาถึงเปลี่ยนไป ทำไมเขาถึงมีระบบ และระบบก็ไม่สามารถตอบคำถามพวกนี้ได้เช่นกัน
ตอนนี้เขาจะมองข้ามมันไปก่อน เพราะส่วนที่เขาควรคิดที่สุดคือการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในโลกใบนี้
เขาหยิบเขี้ยวเสือไฟจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาจ้องมอง
‘เราควรเรียนรู้โลกนี้ให้ไวที่คิดสุด และเจ้าเขี้ยวนี่มันจะช่วยเราได้’
กวินยกยิ้มมุมปากก่อนจะทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง
‘ตอนนี้ก็พักผ่อนก่อนแล้วกัน’
เขาหยิบผ้าขึ้นมาห่มร่างตัวเอง ตอนนี้คงเป็นช่วงเวลาที่สงบที่สุดในหลายสิบปีที่เขาเคยติดคุกมา สายลมพัดผ่านหน้าต่าง เสียงนกและแมลงคอยบรรเลงขับกล่อม
‘นี่สินะ บรรยากาศคลาสสิคแห่งยุคไทยโบราณ’