โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

KKP คาด เศรษฐกิจไทย ปี 68 โตเพียง 2.6% ท่องเที่ยวแบกไม่ไหว ห่วงนโยบายทรัมป์กระทบการค้า

การเงินธนาคาร

อัพเดต 06 ก.พ. 2568 เวลา 14.05 น. • เผยแพร่ 06 ก.พ. 2568 เวลา 07.05 น.

KKP เตือน เศรษฐกิจไทย ปี 2568 เสี่ยงชะลอตัวต่อเนื่อง ห่วงท่องเที่ยวแบกรับไม่ไหว สงครามการค้ากดดันหนัก แถมพื้นที่การคลังเหลือจำกัด

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เผยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.6% ชะลอตัวจากปีก่อนหน้าที่คาดไว้ที่ 2.7% เล็กน้อย โดยมีแรงส่งสำคัญจากภาคท่องเที่ยวและภาคบริการ อย่างไรก็ตาม แรงส่งนี้มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากการฟื้นตัวกลับมาเกือบปกติของภาคท่องเที่ยว

ในขณะที่ปัญหาความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมและภาคส่งออกยังเป็นแรงกดดันที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ การหดตัวของสินเชื่อภาคธนาคารจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและภาวะเศรษฐกิจกำลังส่งผลทางลบต่อการบริโภคสินค้าคงทนและภาคอสังหาริมทรัพย์

ด้านปัจจัยภายนอก เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากนโยบายของสหรัฐฯ ที่อาจใช้นโยบายการค้าเป็นเครื่องมือในการเจรจาต่อรอง โดยไทยติดอันดับที่ 11 ของประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มากที่สุด และอาเซียนเองก็เกินดุลการค้าเป็นอันดับ 2 รองจากจีนเท่านั้น ทำให้ไทยและอาเซียนอาจตกเป็นเป้าของมาตรการทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ และส่งผลต่อภาคการค้าไทยได้

“ไทยเกินดุลกับสหรัฐค่อนข้างเร็วมาก และตอนนี้ทรัมป์กำลังจัดการกับประเทศอื่นอยู่เช่น เมกซิโก แคนนาดา และก็คงจะไล่ลงมาเรื่อยๆ ซึ่งไทยก็มีความเสี่ยงอยู่เหมือนกัน เพราะไทยเกินดุลสหรัฐพอๆกับที่ขาดดุลกับจีน ซึ่งทำให้สหรัฐอาจจะสงสัยได้ว่าที่ไทยเกินดุลเพราะนำเข้าสินค้าจากจีนส่งออกไปสหรัฐหรือไม่ ก็อาจจะถูกมาตรการจากสหรัฐได้เหมือนกัน”

ทั้งนี้ นอกจากกลุ่มสินค้าส่งออกที่อาจได้รับผลกระทบแล้ว ไทยอาจถูกกดดันให้เปิดตลาดบางกลุ่มสินค้า รวมถึงสินค้าเกษตรที่ไทยมีอัตราภาษีและมาตรการกีดกันการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในขณะที่ไทยอาจได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานลงทุน จึงมีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมในการรับมือและเจรจาต่อรองให้เกิดผลดีที่สุด

ดร.พิพัฒน์ มองว่า นอกจากนี้ยังเห็นประเด็นเรื่องสินเชื่อภาคธนาคารในประเทศไทยที่หดตัวลงในรอบ 20 ปี ซึ่งมาจากความกังวลเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อยในกลุ่มสินเชื่อรถยนต์และสินเชื่อบ้าน ซึ่งเริ่มเห็นผลกระทบไปสู่อุตสาหกรรมที่แท้จริง ตามที่ได้เห็นยอดขายรถยนต์ในภาพรวมที่ลดลง และกิจกรรมในภาคอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ซึ่งเป็นหนึ่งความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปี 2568

อย่างไรก็ดี ด้วยข้อจำกัดด้านการคลังกำลังมีมากขึ้นและหนี้สาธารณะที่ขยับใกล้แตะเพดาน 70% ของ GDP รัฐบาลอาจต้องมีการทบทวนว่าจะเลือกใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรเพื่อให้เกิดผลดีที่สุดต่อเศรษฐกิจ และเนื่องจากระดับรายได้ภาษีของรัฐบาลที่มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ ตลอดจนความจำเป็นในการใช้จ่ายภาครัฐที่มีมากขึ้น ทำให้จำเป็นต้องปฏิรูประบบราชการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐ ขยายฐานภาษี และปฏิรูประบบภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ ดูแลเรื่องปัญหาความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

โดยรัฐบาลพยายามที่จะใช้นโยบายขาดดุลทางการคลังมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการแจกเงินที่เห็นว่าผลที่เกิดขึ้นไม่ได้มีนัยยะที่สำคัญมาก แต่สะท้อนว่าต้นทุนเกิดขึ้นแต่ผลต่อเศรษฐกิจค่อนข้างจำกัด ขณะเดียวหนี้สาธารณะของประเทศในปี 2 ปี จะเข้าใกล้เพดานที่ 70 % แสดงว่าพื้นที่ทางการคลังมีข้อจำกัดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“ช่องว่างทางการคลังที่มีจำกัด ทำให้รัฐบาลจะต้องระมัดระวังในการใช้เพิ่มขึ้น เพราะอาจจะไม่ได้นำไปสู่การทำให้เศรษฐกิจโตอย่างชัดเจน และการที่สาธารณะใกล้จะชนเพดานมากขึ้นเรื่อยๆ จะกระทบความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุน ที่มองว่าจะเกิดกระทบวินัยการคลังในอนาคต”

ในระยะยาวการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจะทำให้งบประมาณ ด้านสวัสดิการทั้งของราชการและประชาชนเพิ่มขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว โดยการใช้งบประมาณทางการคลังด้านสวัสดิการโดยรวมมีสัดส่วนในงบของรัฐบาลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเมื่อเทียบในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเคยอยู่ที่ 19% เพิ่มเป็น 29% ทำให้รัฐบาลมีงบประมาณที่สามารถใช้จ่ายในด้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตน้อยลงเรื่อย ๆ

“ทรัพยากรทางการคลังมีจำกัด พื้นที่การคลังเหลือเพียงครึ่งเดียว ทำให้การพิจารณาการใช้จ่ายต้องทวีความสำคัญ ทุกบาททุกสตางค์ที่ใช้ไปต้องก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด การใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจต้องคิดว่าจะใช้จ่ายอย่างไรให้เกิดผล”

ส่วนด้านนโยบายการเงิน ระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันสูงกว่าเงินเฟ้อ และมีโอกาสที่จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายการเงินลงได้ในปี 2568

“ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีไม่แน่นอน การใช้นโยบายการคลัง และนโยบายการเงินจะมีบทบาทสำคัญในการรับมือกับความเสี่ยง นอกจากนี้ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อสนับสนุนการลงทุนและยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจยังมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยคาดว่าน่าจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกในปีนี้ และรัฐบาลยังคงใช้นโยบายขาดดุลด้านการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ”

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...