โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท “พายุหมุนเศรษฐกิจ” หรือแค่ “สายลม” ที่พัดผ่าน?

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 19 มี.ค. 2568 เวลา 06.28 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

โครงการ ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000บาท เรียกว่าเป็นโครงการที่หมายมั่นปั้นมือของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่สมัยนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน เรื่อยมาจนถึงยุคของนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ด้วยเหตุผลที่ว่า เมื่อภาครัฐอัดเม็ดเงินเข้าสู่ฐานรากของระบบเศรษฐกิจของประเทศ จะเกิดการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายของประชาชนกว่า 50 ล้านคน จนกลายเป็น “พายุหมุนทางเศรษฐกิจ”

แต่ทว่าเส้นทาง “เงินหมื่น” ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยคิดไว้ กลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ทุกอย่างดูเหมือนจะผิดแผนไปเสียทั้งหมด จากเดิมที่ตั้งใจแจกเงินให้ประชาชนคราวเดียว 50 ล้านคน เปลี่ยนเป็นการปรับให้ในรูปแบบเฟสต่าง ๆ อาทิ

  • เฟสแรก (25ก.ย. – 19ธ.ค.67) แจกให้กลุ่มเปราะบาง ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ รวม 14.5ล้านคน ใช้งบประมาณ 1.45แสนล้านบาท

  • เฟส 2 (27ม.ค.68) แจกให้ ผู้สูงอายุ 60ปีขึ้นไป 02ล้านคน ใช้งบประมาณ กว่า 30,000 ล้านบาท

  • เฟส 3 (คาด มิ.ย.68) แจกให้ วัยรุ่นอายุ 16-20ปี 7ล้านคน ใช้งบประมาณ 27,000ล้านบาท

คำถามที่ตามมาและหลายคนยังมีความสงสัยนั้นคือ โครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ที่ทยอยแจกแบบกะปริบกะปรอย สามารถกระตุ้นให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงไร

โดยเฉพาะในกลุ่มล่าสุด ซึ่งสังคมพากันเรียก “เงินหมื่น เฟส 3” ว่า “เงินหมื่นเฟสวัยรุ่น” รัฐบาลให้เหตุผลที่แจกเงินคนกลุ่มนี้ก่อนว่า เป็นกลุ่มที่ตื่นรู้ทางเทคโนโลยี เพราะการแจกครั้งนี้ต้องรับเงินผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” ไม่ใช่รับเงินสดเหมือน 2 เฟสแรก

จะทำให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตรงตามเป้าที่รัฐบาลตั้งใจไว้หรือไม่?

เสียงสะท้อนจากนักเศรษฐศาสตร์ “แจกเงินหมื่น” เป็นผลบวก แต่อาจยังไม่ตรงจุด

(บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและ Chief Economist บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด)

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและ Chief Economist บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ให้ความเห็นกับทีมข่าว “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า มาตรการรอบล่าสุดในกลุ่มอายุ 16-20 ปี จำนวน 2.7 ล้านคน รวมเป็นงบประมาณ 27,000 ล้านบาท อาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้างแต่ผลลัพธ์อาจไม่สูงมากนัก และต้องพิจารณาเงื่อนไขของมาตรการอย่างละเอียด

นายบุรินทร์ กล่าวต่อว่า ปีที่แล้วการขยายตัวของเศรษฐกิจมาจากการบริโภคเป็นหลัก แต่มาตรการลักษณะนี้อาจยังไม่ตอบโจทย์ที่ประเทศกำลังต้องการ และไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาในระยะยาว ซึ่งการแจกเงินหมื่นเฟสที่ผ่านมา ยังไม่ได้มีผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในระดับที่มีนัยสำคัญ

นักเศรษฐศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งที่ต้องการมากกว่าคือการการแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง และการลงทุนที่ยังขาดไป ส่วนการบริโภคยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ การแจกเงินหมื่นมีผลเชิงบวก แต่อาจจะบวกได้เล็กน้อย และความคุ้มค่าของการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ต้องเทียบกับหลาย ๆ อย่างด้วย

การแจกเงินอาจเพิ่มการบริโภคในระยะสั้น แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาภาคเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าได้

นายบุรินทร์ อธิบายว่า “ตัวคูณทางเศรษฐกิจต่ำ (Multiplier Effect) หมายถึง เงินที่แจกไปไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับที่คาดหวัง เพราะถูกใช้ไปกับสินค้าและบริการที่ประชาชนซื้ออยู่แล้ว ไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายหรือส่งเสริมการลงทุนในระบบ” โดยคาดว่าการอัดฉีดงบประมาณ 0.3% ของ GDP อาจกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียง 0.1% เท่านั้น

การแจกเงินเฟสก่อนหน้าส่งผลต่อ GDP เพียงเล็กน้อย

  • เฟส 1 มีแรงกระตุ้นสูงสุดราว 1% ของ GDP แต่ผลลัพธ์จริงอาจอยู่ที่ 0.3% ของ GDP
  • เฟส 2 มีผลกระทบต่อ GDP 0.03 - 0.05%
  • เฟส 3 น่าจะให้ผลลัพธ์ในระดับเดียวกันกับเฟส 2

อีกทั้งผลประโยชน์ส่วนหนึ่งตกอยู่กับผู้เล่นรายใหญ่ โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าและร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) มากกว่าผู้ประกอบการรายย่อย

“พายุหมุนเศรษฐกิจอาจจะยาก ผลจากเฟสที่ผ่านมาเศรษฐกิจก็ยังซึมอยู่ ระยะสั้น ๆ ยอดค้าปลีกขยับขึ้น แต่ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง”

นายบุรินทร์ กล่าวด้วยว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงเชิงลบค่อนข้างสูง เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ประกอบกับปัจจัยภายนอกที่ไม่เอื้ออำนวย เช่น การชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยว และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ดังนั้นโอกาสที่ GDP จะเติบโตตามเป้าหมายของรัฐบาลที่ 3-3.5% อาจเป็นไปได้ยาก

สำหรับนักลงทุนแนะนำว่า หากต้องการลงทุนในตลาดหุ้น อาจพิจารณาหุ้นในกลุ่ม Modern Trade และค้าปลีก เช่น ห้างสรรพสินค้า, ร้านค้าสะดวกซื้อ, Makro, 7-Eleven และร้านคอมพิวเตอร์ ที่อาจได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

แจกเงินกระตุ้น GDP ได้ แต่ยังไม่พลิกฟื้นเศรษฐกิจ

สอดคล้องกับข้อมูลของกระทรวงการคลัง นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และโฆษกกระทรวงการคลัง เคยให้ข้อมูลไว้ว่า เงินหมื่นเฟส 1 ช่วยให้ GDP ขยายตัว 0.3% ใกล้เคียงคาดการณ์ที่ 0.35%

ขณะที่รายงาน Thailand Economic Monitor ธันวาคม 2566 ของธนาคารโลก ได้วิเคราะห์ว่า โครงการแจกเงินดิจิทัล คิดเป็นงบประมาณ 2.7% ของ GDP จะช่วยเศรษฐกิจขยายตัว 0.5-1.0% ของ GDP ในช่วงระยะเวลา 2 ปี และอาจทำให้ขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้น 4-5% ของ GDP ใกล้ระดับเฉลี่ยช่วงวิกฤตโควิด ในปี 2563-2565

การเดินหน้าสู่เฟสที่ 3 ของมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการบริโภค แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจนถึงตอนนี้ ยังไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น “พายุหมุนเศรษฐกิจ” อย่างที่ตั้งเป้าไว้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...