โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พันธกิจ “แอร์เอเชีย” ปูทางสู่ สายการบินสีเขียว

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 ก.ค. 2566 เวลา 10.33 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2566 เวลา 01.12 น.
ยัพ มุน ชิง

วันที่ 27 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา แอร์เอเชียจัดงานวันแห่งความยั่งยืน Airasia Sustainability Day 2023 ขึ้นเป็นครั้งแรก ที่เฮดควอเตอร์ RedQ หรือ RedQuarters ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยภายในงานมีทั้งผู้บริหาร นักลงทุน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดของแอร์เอเชีย รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการเงิน นักวิเคราะห์การบิน พันธมิตรทางธุรกิจ และสื่อมวลชนจากนานาประเทศเข้าร่วม

กล่าวกันว่าสาระสำคัญของงานคือ การเชิญชวนทุกฝ่ายร่วมทำความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นความยั่งยืนของธุรกิจการบิน เนื่องจากแอร์เอเชียมีเป้าหมายว่าจะมุ่งสู่การเป็นสายการบินสีเขียว ทั้งยังนำประเด็นเรื่อง environment, social และ governance หรือ ESG มาปรับใช้ในการบริหารจัดการฝูงบิน

เพื่อให้เข้ากับกฎระเบียบที่ออกใหม่เกี่ยวกับด้านสิ่งแวดล้อม ที่มีวัตถุประสงค์ในการลดผลกระทบต่อสภาพอากาศขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO)

“ยัพ มุน ชิง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านความยั่งยืน กลุ่มแคปปิตอล เอ กล่าวว่า การจัดงานความยั่งยืนเกิดขึ้นเพื่อสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเชิงลึกในการสร้างสรรค์ และสานต่อเส้นทางสู่การลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของแอร์เอเชีย ตลอดจนความท้าทาย และโอกาสในการนำกลยุทธ์เหล่านี้ไปปฏิบัติใช้ เพื่อหันมาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

รวมถึงโอกาสในการจัดหาเงินทุนด้าน ESG และการจัดการพัฒนาบุคลากรเฉพาะทาง เพื่อเสริมแกร่งศักยภาพ และองค์ความรู้ เพื่อตอบสนองความต้องการ และก้าวทันการเติบโตอย่างยั่งยืนสู่อนาคต

“ในขณะที่กำลังฟื้นฟูธุรกิจหลังการแพร่ระบาดโควิด เราพร้อมขยายขอบเขตวาระความยั่งยืนของเราให้กว้างและลึกยิ่งขึ้น โดยผสมผสานแนวทางปฏิบัติด้าน ESG ที่แข็งแกร่ง เข้ากับลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของเรา เพื่อให้บริษัทฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งและดีขึ้น

รวมถึงการลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมและธุรกิจการบินเป็นเรื่องที่ยากและท้าทาย จึงต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจทุกมิติ ไม่เพียงแค่สายการบินเท่านั้น แต่ต้องมาจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมทั้งหมด เพราะเราต้องการบรรลุเป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2593”

ชู 4 กลยุทธ์ลดก๊าซเรือนกระจก

“ยัพ มุน ชิง” กล่าวต่อว่า แผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแอร์เอเชีย ทุกสายการบินต้องมี 4 แนวทางในการดำเนินการ ได้แก่ 1) การบริหารจัดการฝูงบินอย่างมีประสิทธิภาพ 2) การยกระดับการดำเนินการตามขั้นตอนปฏิบัติการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 3) การเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ (Sustainable aviation fuels : SAF) และ 4) การชดเชยการปล่อยมลพิษหรือการซื้อคาร์บอนเครดิต

สำหรับรายละเอียดทั้ง 4 แนวทางดังกล่าว สิ่งที่แอร์เอเชียให้ความสำคัญสูงสุด คือการอัพเกรดฝูงบินเป็นแอร์บัส A321neo ซึ่งเป็นเครื่องบินรุ่นที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ว่าประหยัดเชื้อเพลิงที่สุดในตลาดปัจจุบัน ซึ่งจะมาแทนที่อากาศยานแบบ A320 ทั้งหมดที่มีอยู่ภายในปี 2578 เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติของกลุ่มแอร์เอเชียในการรักษารูปแบบของที่นั่งผู้โดยสารให้เป็นรูปแบบเดียวทั้งอากาศยาน

“โดย A321neo แต่ละลำจะมีที่นั่งทั้งหมด 236 ที่นั่ง ซึ่งเป็นการเพิ่มความจุของผู้โดยสาร ลดค่าใช้จ่ายต้นทุนต่อที่นั่ง และลดค่าการปล่อยมลพิษสูงถึงร้อยละ 20 ควบคู่ไปกับลดปริมาณก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ และระดับเสียงรบกวน ที่สำคัญ ปัจจุบันแอร์เอเชียมียอดสั่งซื้อเครื่องบิน A321neo ใหม่ 362 ลํา พร้อมจะส่งมอบระหว่างปี 2567-2578”

พร้อมเดินหน้าประหยัดเชื้อเพลิง

นอกจากนั้น แอร์เอเชียยังมีโครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัท ซึ่งเริ่มดำเนินการมาก่อนแล้ว แต่ในส่วนของไทยแอร์เอเชียเมื่อปี 2565 ปริมาณคาร์บอนที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมการบินนั้นลดลงร้อยละ 5.6 อันเป็นผลเนื่องมาจากอัตราการปฏิบัติตามมาตรการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงของกลุ่มบริษัท คือ

1) การใช้เครื่องเพิ่มแรงยกในการลงสนามอย่างเหมาะสม ช่วยลดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 2 ลิตรต่อเที่ยวบิน ซึ่งช่วยลดปริมาณคาร์บอนจำนวน 2,166 ตัน 2) การปรับค่าเครื่องปรับอากาศบนเครื่องบินอย่างเหมาะสมระหว่างการวิ่งขึ้น ที่ช่วยลดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 3 ลิตรต่อเที่ยวบิน ลดปริมาณคาร์บอนจำนวน 448 ตัน

3) การใช้อุปกรณ์เปลี่ยนทิศทางแรงขับในปริมาณที่เหมาะสม ช่วยลดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 6 ลิตรต่อเที่ยวบิน ลดปริมาณคาร์บอนจำนวน 1,214 ตัน 4) การขับเคลื่อนอากาศยานด้วยเครื่องยนต์เดี่ยวหลังการลงสนามบิน เพื่อเข้าหลุมจอด ช่วยลดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 7 ลิตรต่อนาที ลดปริมาณคาร์บอนฯจำนวน 1,432 ตัน

5) การลดน้ำหนักจากเอกสารเครื่องบิน ช่วยลดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 1.5 ลิตรต่อชั่วโมงบิน ลดปริมาณคาร์บอน 200 ตัน 6) การขับเคลื่อนอากาศยานด้วยเครื่องยนต์เดียวระหว่างรอทำการวิ่งขึ้น ช่วยลดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 7 ลิตรต่อนาทีโดยประมาณ ลดปริมาณคาร์บอนจำนวน 1,606 ตัน

สนับสนุนเชื้อเพลิง SAF มาใช้

“ยัพ มุน ชิง” กล่าวว่า นอกจากนี้ ไทยแอร์เอเชียยังหารือกับสํานักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เพื่อร่างแผนปฏิบัติการให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (net zero carbon) ภายในปี 2593 โดยทาง CAAT ได้ออกนโยบายและมาตรการเชิงปฏิบัติที่หลากหลาย รวมถึงการสนับสนุนการนำเชื้อเพลิงยั่งยืน หรือ SAF มาใช้

ถึงแม้ว่าองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศจะออกมาสนับสนุนให้มีการทดแทนเชื้อเพลิงอากาศยาน หรือน้ำมัน Jet A-1 ที่ผลิตจากฟอสซิลด้วยการใช้ SAF ในสัดส่วนที่เหมาะสมภายในปี 2593 โดย SAF จะสามารถช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึงร้อยละ 80 เมื่อเทียบกับน้ำมัน JET A-1

แต่ต้องยอมรับว่าด้วยราคาของ SAF ที่สูงกว่าราคาน้ำมัน JET A-1 ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน 2-3 เท่าตัว ทำให้ยังไม่มีสายการบินไหนในโลกที่นํา SAF มาใช้ทำการบินในเชิงพาณิชย์อย่างจริงจัง

ดังนั้น เมื่อปี 2565 เมื่อมีหน่วยงานภาคเอกชนของไทยเข้ามาลงทุนในการผลิต SAF จึงทำให้ช่วยรองรับปริมาณความต้องการใช้ SAF ที่ทยอยเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต จนทำให้ไทยแอร์เอเชีย เริ่มมองเห็นถึงความเป็นไปได้ในการที่จะนํา SAF มาใช้ในการบินเชิงพาณิชย์อย่างจริงจัง และเริ่มเตรียมความพร้อมในส่วนนี้

โดยการตรวจสอบข้อมูลจากผู้ผลิตเครื่องบินตระกูล Airbus A320 ซึ่งเป็นฝูงบินหลักของไทยแอร์เอเชียว่าสามารถรองรับการใช้งาน SAF ได้ในอัตราส่วนผสมร้อยละ 50 กับเชื้อเพลิงอากาศยานแบบ JET A-1 ต่อไปได้

“อุปสรรคสำคัญในปัจจุบันที่มีผลต่อการใช้เชื้อเพลิงการบินอย่างยั่งยืนของสายการบินแอร์เอเชียคือราคาที่สูงกว่าน้ำมันทั่วไป แต่ทั้งนี้เราต้องขับเคลื่อนให้เกิดการนำมาใช้จริงในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งไม่ได้คิดว่าจะต้องเป็นสายการบินแรกในอาเซียนที่จะนำ SAF มาใช้

เพราะทุก ๆ สายการบินก็เริ่มเห็นความสำคัญไปพร้อม ๆ กันว่าจะทำอย่างไรให้ธุรกิจการบินมีความยั่งยืน และปล่อยมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง ดิฉันคิดว่าหัวใจสำคัญที่สุดที่จะทำได้คือทุกประเทศจะต้องมีการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรม

หรือแม้แต่ภาครัฐก็ต้องมีส่วนสนับสนุนด้วย เช่น ช่วยในเรื่องการจัดการขนส่งทางอากาศให้มีประสิทธิภาพ ช่วยเหลือด้านโครงสร้างอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสนามบินมาช่วยสนับสนุนให้ทุกคนรู้ถึงความสำคัญด้านความยั่งยืน และอีกหลาย ๆ ประเด็น”

มุ่งสู่การซื้อขายคาร์บอนเครดิต

“ยัพ มุน ชิง” กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นยังมีเรื่องของระบบคาร์บอนเครดิตในประเทศ สำหรับการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนภายในสายการบินที่เข้าร่วมโครงการชดเชย และการลดคาร์บอนสำหรับการบินระหว่างประเทศ (CORSIA) เพื่อนำไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในปี 2559

ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศแรก ๆ ที่ลงนามเพื่อเข้าร่วมในโครงการ CORSIA ของสํานักงานการบินพลเรือนระหว่างประเทศโดยสมัครใจ ซึ่งมีข้อกําหนดให้สายการบินที่จดทะเบียนในประเทศไทยทั้งหมดปฏิบัติตามระยะเวลาและเป้าหมายของ CORSIA

นับตั้งแต่โครงการมีผลบังคับใช้ในปี 2562 ซึ่งไทยแอร์เอเชียจำเป็นต้องบรรลุเป้าหมายสำคัญคือ การตรวจวัดการปล่อยคาร์บอนของบริษัทจากเที่ยวบินระหว่างประเทศ และส่งรายงานประจำปีที่ผ่านการตรวจสอบแล้วไปยังสํานักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เพื่อส่งไปยังสำนักทะเบียนกลางของการบินพลเรือนระหว่างประเทศต่อไป

“เพราะทั้งหมดจะเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจในอนาคตที่กำลังวางแผนพัฒนาโครงการเพื่อให้ผู้โดยสารสามารถชดเชยคาร์บอนโดยสมัครใจ เมื่อจองเที่ยวบินของแอร์เอเชีย ที่สำคัญโครงการนี้มีกำหนดเปิดตัวในปี 2566 และคาดว่าจะช่วยให้บริษัทสามารถพัฒนาศักยภาพภายในองค์กร สําหรับสํารวจตลาดคาร์บอน และซื้อคาร์บอนเครดิตให้เป็นไปตามข้อกําหนด CORSIA ต่อไปในที่สุด”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...