มาม่า ทุ่ม 400 ล้านบาท เปิดเกมรุกตลาดต่างประเทศ บุกยุโรป-แอฟริกา-เวียดนาม
มาม่า ผุดแผนโกอินเตอร์ต่อเนื่อง ประกาศบุกตลาดแอฟริกา ขยายฐานผลิตโรงงานฮังการี คัมแบ็กประเทศเวียดนาม ตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ต่างประเทศเป็น 40% ในปี 2568
นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการสำนักกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์มาม่า เปิดเผยว่า ปี 2566 บริษัทฯ วางแผนขยายตลาดในต่างประเทศมากขึ้น ภายใต้แบรนด์มาม่า และไทยเชฟ
เบื้องต้น เล็งเพิ่มทุนในต่างประเทศ ใช้งบประมาณ 300-400 ล้านบาท ขยายกำลังการผลิตสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพิ่ม 2 เท่าตัว ที่โรงงานในประเทศฮังการี รองรับโอกาสการขยายการทำตลาดในภูมิภาคยุโรปตะวันออก
อย่างไรก็ตาม เมื่อ 10 ปีก่อน บริษัทฯได้ร่วมกับพันธมิตรธุรกิจเพื่อลงทุนตั้งโรงงานในฮังการี ประกอบด้วย 2 ประเทศสำคัญในการทำตลาดยุโรป คือ ฟินแลนด์ และ เยอรมนีด้วยสัดส่วนยอดขาย 50% จากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อ และ ไทยเชฟ มีรสชาติยอดนิยม คือ รสไก่ รสต้มยำ และรสหมูสับ
“ที่ผ่านมาแบรนด์มาม่าขยายตัวในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรป เนื่องจาก กลุ่มคนไทยอาศัยในยุโรปมากขึ้น ทำให้สินค้าเป็นที่ต้องการในตลาด สวนทางกับกำลังการผลิตในฮังการีที่เริ่มไม่พอรองรับในตลาดเดิม”
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ มีแผนนำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขยายตลาดในประเทศแอฟริกา ขณะนี้อยู่ระหว่างหาพาร์ตเนอร์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งโรงงานผลิตสินค้า
นายพันธ์ กล่าวต่อว่า บริษัทฯ มองเห็นโอกาสจากช่วงแพร่ระบาดโควิดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งเริ่มนำสินค้าทำตลาดผ่านตัวแทนจำหน่าย (Distributor) และได้การตอบรับเป็นอย่างดี ในประเทศมาดากัสการ์ และ ซูรินาม ในอเมริกาใต้ ซึ่งสินค้าขายรูปแบบลัง และมีอัตราการเติบโตสูงถึง 5-6 เท่าตัว
“ประเทศแอฟริกามีเจ้าตลาดบะหมี่ฯ อยู่ในตลาด ซึ่งเป็นผลดีที่ผู้บริโภคในประเทศมีความคุ้นเคยและรู้จักสินดีอยู่แล้ว ซึ่งบริษัทฯมองเห็นว่าเป็นโอกาสและมีช่องว่างในตลาดนี้”
คีย์ไฮไลต์อีกประการ คือ บริษัทจะนำมาม่า กลับเข้าไปทำตลาดในเวียดนามอีกครั้ง จากก่อนหน้าบริษัทได้เข้าไปทำตลาดสินค้าก่อนปิดโรงงานผลิตไปเมื่อปี 2541 หรือราว 25 ปีที่ผ่านมา โดยอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรท้องถิ่นในฐานะผู้กระจายสินค้า
จากแผนดังกล่าวบริษัทฯ ตั้งเป้าบาลานซ์พอร์ตฯ รายได้ใหม่ใน 2 ปีข้างหน้า ให้รายได้จากต่างประเทศมีสัดส่วน 40% จากปัจจุบันอยู่ที่ 25-30% และรายได้จากตลาดในประเทศเหลือ 60% จากปัจจุบันอยู่ที่ 70-75%
สำหรับตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในไทยมีมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท มีอัตราการเติบโตเชิงปริมาณอยู่ที่ 1% และในเชิงมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 6-7% ขณะที่ตลาดในต่างประเทศยังไม่อิ่มตัวและมีโอกาสอีกมาก ปัจจุบันมาม่าครองส่วนแบ่งตลาดราว 50%
ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ทางภาครัฐอนุมัติให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นราคาจำหน่ายได้ 1 บาทต่อซองไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา ส่งผลให้สถานการณ์ตลาดในภาพรวมปรับตัวดีขึ้นมาบ้าง มีความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้น 7-8% จากก่อนนี้ที่อยู่แค่ 0.3%
จากแนวโน้มดังกล่าว คาดส่งผลให้ในปีนี้ บริษัทฯจะมีรายได้รวมเติบโต 5-6% จากปีที่แล้วที่มีรายได้รวมประมาณ 27,000 กว่าล้านบาท
ส่วนในแง่ปริมาณจะเติบโต 2% โดยมียอดขายจากสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ทั้งในประเทศและส่งออก และรายได้จากธุรกิจขนมปังและผลิตภัณฑ์เบเกอรีแบรนด์ฟาร์มเฮ้าส์