โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘7 ประจัญบาน’: ปรากฏการณ์ ‘ตลกเตะฝรั่ง’ ในภาพยนตร์ไทยหลังวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง

The101.world

อัพเดต 02 เม.ย. 2566 เวลา 21.44 น. • เผยแพร่ 02 เม.ย. 2566 เวลา 14.42 น. • The 101 World

แนวคิดของบทความนี้ เป็นแนวคิดส่วนหนึ่งจากบทความขนาดยาวของผู้เขียน ที่เคยทำการ ‘อ่านอาการ’ สังคมไทยผ่านภาพยนตร์ไทยหลังวิกฤตการณ์การต้มยำกุ้ง พ.ศ. 2540 โดยสามารถดูฉบับเต็มได้ใน อิทธิเดช พระเพ็ชร, “จาก “โหยหา” ถึง “โมโห” อ่านอาการสังคม ในภาพยนตร์ไทยหลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540-2546)”, วารสารประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม), 2561, 171 – 219.

เป็นเรื่องแปลกใจสำหรับข้าพเจ้าว่าจู่ๆ ในช่วงต้นปี 2566 นี้ ภาพยนตร์ไทยเรื่อง 7 ประจัญบาน (2545) ก็กลับมาเป็นกระแสตามเพจภาพยนตร์บนโลกออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กอีกครั้ง โดยเฉพาะการกล่าวถึงบทบาทความฮาของตัวละคร ‘ขโมยซีน’ อย่าง ‘ผู้กององอาจ’ ที่นำแสดงโดยประกาศิต โบสุวรรณ

เมื่อนึกถึง 7 ประจัญบาน (2545) ข้าพเจ้าก็อดหวนคิดถึงความสำคัญในทางประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้มิได้ โดยเฉพาะเมื่อครั้งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายในปี 2545 ที่ไม่เพียงประสบความสำเร็จในด้านรายได้และกลายเป็นภาพยนตร์ในดวงใจของแฟนๆ ภาพยนตร์ไทยหลายคนเท่านั้น แต่ทว่าสำหรับยุคสมัยหลังวิกฤตการณ์เศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540 ภาพยนตร์ 7 ประจัญบาน (2545) ยังถือเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยที่ยกระดับสถานะภาพยนตร์ไทยให้กลายเป็น ‘เครื่องบำบัด’ อาการบอบช้ำทางสังคม และกลายเป็น ‘ร่างทรง’ ทางออกแห่งอารมณ์โมโหเดือดดาลของผู้คนในสังคมไทยในช่วงเวลาแห่งวิกฤตการณ์ดังกล่าว

จาก หนึ่งต่อเจ็ด ถึง 7 ประจัญบาน

หากสืบสายประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยจะพบความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่าภาพยนตร์ชุด 7 ประจัญบาน เป็นอีกหนึ่งในชุดภาพยนตร์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนานเป็นเวลานับ 60 กว่าปีนับตั้งแต่ตัวละคร ‘มือปืนเชือกกล้วยกางเกงแดง’ อย่าง ‘จ่าดับ จำเปาะ’ ปรากฏกายในภาพยนตร์เรื่อง หนึ่งต่อเจ็ด ที่ออกฉายในปี 2501 ซึ่งมีบุคคลสำคัญอย่าง ‘ส. อาสนจินดา’ หรือสมชาย อาสนจินดา เป็นผู้ที่ให้กำเนิดและสวมบทบาทนำแสดงเป็น ‘จ่าดับ จำเปาะ’ คนแรกของเมืองไทย พร้อมด้วยตัวละครพลพรรคอีก 6 คน ได้แก่ เหมาะ เชิงมวย, ตังกวย แซ่ลี้, อัคคี เมฆยันต์, ดั่น มหิตรา, กล้า ตะลุมพุก และจุก เบี้ยวสกุล

ภาพยนตร์หนึ่งต่อเจ็ด ของ ส. อาสนจินดา ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากจนทำให้ ส. อาสนจินดา สร้างภาคต่อออกมาเป็นจำนวนมากตั้งแต่ในช่วงทศวรรษ 2500-2520 โดยมีการเปลี่ยนชื่อและเพิ่มลดตัวละครไปตามความเหมาะสม อันได้แก่ นักเลงเดี่ยว (2501) เจ็ดแหลก (2501) สิบสองนักสู้ (2502) เจ็ดประจัญบาน (2506) เจ็ดตลุมบอน (2506) ชุมทางหาดใหญ่ (2509) 1 ต่อ 7 ประจัญบาน (2510) และหาดใหญ่ใจสู้ (2512)

ต่อมาในปี 2520 ส.อาสนจินดาก็นำเอาหนึ่งต่อเจ็ดกลับมาสร้างอีกครั้ง โดยในครั้งนี้มอบให้ทักษิณ แจ่มผล รับบทแสดงเป็น จ่าดับ จำเปาะ ผลปรากฏว่าภาพยนตร์หนึ่งต่อเจ็ดก็ยังได้รับกระแสตอบรับจากผู้ชมเป็นอย่างดี จนทำให้มีการสร้างภาคต่อออกฉายในช่วงปลายปีเดียวกันในชื่อ 7 ประจัญบาน

กล่าวได้ว่าตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีตั้งแต่ในช่วงทศวรรษ 2500-2520 ภาพยนตร์ชุด 7 ประจัญบาน ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยอัตลักษณ์สำคัญของภาพยนตร์ชุด 7 ประจัญบาน ก็คือการเป็นภาพยนตร์บู๊-แอ็กชัน แนว ‘รักชาติ’ ที่นำเอาสถานการณ์ทางการเมืองไทยในยุคสมัยสงครามเย็นมาเป็นสถานการณ์หลักของเรื่อง โดยเล่าผ่านการต่อสู้ของบรรดาตัวละครเหล่านักสู้ ‘7 ประจัญบาน’ ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นการกล่าวถึงภัยจากการขยายอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภารกิจหลักของทั้งตัวละครและตัวภาพยนตร์ชุด 7 ประจัญบาน ก็คือการต่อต้านคอมมิวนิสต์

7 ประจัญบาน จึงถือเป็นภาพยนตร์ที่มีความเป็นการเมืองเรื่องหนึ่ง ดังจะเห็นได้จากบรรดา ‘ศัตรู’ ที่เหล่าตัวละคร 7 ประจัญบานต้องเตะ ต่อย และกระทืบในช่วงทศวรรษ 2500-2520 ล้วนวางอยู่บนฐานของอุดมการณ์ทางการเมืองในยุคสงครามเย็นมากกว่าจะเป็นมิติด้านเชื้อชาติหรือชาติพันธุ์ หมายความว่าไม่ว่าจะเป็นฝรั่งหรือคนไทย เชื้อชาติหรือชาติพันธุ์ใดๆ ก็แล้วแต่ หากแต่เป็น ‘คอมมิวนิสต์’ ซึ่งถือเป็นฝ่าย ‘อธรรม’ เสียแล้ว พวกเขาเหล่านั้นก็ล้วนต้องโดนเหล่าบรรดาตัวละคร 7 ประจัญบาน เตะ ต่อย และกระทืบ ได้ทั้งสิ้น

7 ประจัญบาน ปี 2545 ในปรากฏการณ์ ‘ตลกเตะฝรั่ง’

หลังอิทธิพลของสงครามเย็นทางการเมืองโลกค่อยๆ เริ่มสลาย และหลังสภาวะ ‘ป่าแตก’ ในสังคมไทยตั้งแต่ประมาณช่วงราวต้นถึงกลางทศวรรษ 2520 เมื่อบรรดาปัญญาชนและนักศึกษาต่างออกจากป่ากลับคืนสู่เมือง การต่อสู้ทางอุดมการณ์แบบคอมมิวนิสต์ก็กลายเป็นเรื่องของวันวาน จวบจนถึงช่วงปลายทศวรรษ 2530 สังคมไทยก็ใส่เกียร์ห้าเดินหน้าเข้าสู่การพัฒนาประเทศในมิติด้านอุตสาหกรรม ธุรกิจ และการท่องเที่ยว อย่างเต็มตัว ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาเกือบ 20 กว่าปีนี้เอง ที่เหล่าบรรดานักสู้ 7 ประจัญบานหายหน้าหายตาไปจากวงการภาพยนตร์ไทย

แต่แล้วหลังวิกฤตการณ์เศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540 จ่าดับ จำเปาะพร้อมด้วยพลพรรคในนาม 7 ประจัญบาน ก็กลับมาปรากฏตัวอีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง7 ประจัญบาน ในปี 2545 โดยที่ยุคสมัยในเนื้อหาของภาพยนตร์ก็ยังคงเป็นการเล่าถึงช่วงสมัยของยุคสงครามเย็น ภายใต้บรรยากาศสงครามเวียดนามที่กองทัพสหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย

แต่ทว่าภาพยนตร์ 7 ประจัญบาน (2545) มีความน่าสนใจอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับทุกฉบับที่ผ่านมา กล่าวคือ ภาพยนตร์ชุด 7 ประจัญบาน ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะมีแกนเรื่องหลักร่วมกันในประเด็นการต่อสู้เพื่อกอบกู้ชาติไทยของบรรดาเหล่านักรบทหารชายไทย 7 คน โดยจะมีศัตรูที่เปลี่ยนไปบ้างตามยุคสมัย เช่น การต่อสู้กอบกู้เอกราชในสงครามโลกครั้งที่สอง การต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายที่หาดใหญ่ และการต่อสู้ตามแนวชายแดนในยุคอิทธิพลคอมมิวนิสต์ [1] แต่ 7 ประจัญบาน (2545) กลับเป็นการต่อสู้กับ ‘ฝรั่ง’ ทหารอเมริกันที่เข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย และทำการลำเลียงอาวุธชีวภาพสำหรับทำสงครามเวียดนาม ภายใต้เนื้อเรื่องบรรยากาศที่คนหนุ่มสาวสมัยนั้นมีแนวคิดขับไล่ทหารอเมริกาและต่อต้านสงคราม อันเป็นโลกทัศน์ที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากเรื่อง 7 ประจัญบาน (2520) ที่ศัตรูของยุคสมัยดังกล่าวนั้นคือคอมมิวนิสต์

7 ประจัญบาน (2545) ประกอบสร้างภาพของฝรั่งตะวันตกโดยเฉพาะทหารอเมริกันและประเทศสหรัฐอเมริกาในฐานะ ‘คนอื่น’ ที่มิใช่ฝ่าย ‘ธรรมะ’ ผู้อยู่เคียงข้างกับประเทศไทยดังเช่นในสมัยสงครามเย็นอีกต่อไปแล้ว หากแต่กลับกลายเป็น ‘ศัตรู’ ผู้รุกรานเอกราชของไทยที่มุ่งหวังกลืนกินและครอบงำประเทศไทยในฐานะเจ้าอาณานิคมสมัยใหม่ ซึ่งน่าสนใจว่าภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของฝรั่งใน 7 ประจัญบาน (2545) ยังสัมพันธ์ร่วมสมัยไปกับภาพลักษณ์ฝรั่งที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง มือปืน/โลก/พระ/จัน (2544) ที่มิได้มองภาพความเป็นฝรั่งตะวันตกด้วยความคุ้นเคยหรือนิยมเลื่อมใส แต่เป็นในลักษณะแบบเคลือบแคลงและหวาดระแวง (suspicious/paranoid) ว่าคือภัยคุกคามต่อสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมความเป็นไทย

กระนั้นสภาวะความเคลือบแคลงหรือหวาดระแวงฝรั่งก็ดูจะเบากว่าความเป็นจริงอยู่มาก หากอ่านอาการของเหล่าบรรดานักสู้ 7 ประจัญบาน ที่มีลักษณะรุนแรงกว่าเพียงความเคลือบแคลงหรือหวาดระแวง เนื่องจากพวกเขาล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์และอาการโกรธ โมโห เดือด แค้น พวกฝรั่งตะวันตก (ทหารอเมริกัน) ที่เข้ามารุกรานประเทศไทย และต้องการจะต่อสู้เอาคืนฝรั่งในฐานะศัตรูผู้รุกราน

ความน่าสนใจอย่างมากในทางประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยช่วงหลังวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งนั้นคือภาพปรากฏการณ์ ‘ตลกเตะฝรั่ง’ กล่าวคือแม้นักแสดงตลกจะปรากฏในภาพยนตร์ไทยมาก่อนหน้าแล้ว แต่ก็ยังมิใช่ในฐานะนักนำแสดง จนกระทั่งยุทธเลิศ สิปปภาค ผู้กำกับ มือปืน/โลก/พระ/จัน นำดาวตลกชั้นนำของเมืองไทยสี่คน ได้แก่ เทพ โพธิ์งาม หม่ำ จ๊กมก ถั่วแระ เชิญยิ้ม และเท่ง เถิดเทิง มารับบทนำในภาพยนตร์ อันรวมไปถึง7 ประจัญบาน (2545) ที่ยังคงนำเอาสองดาวตลกอย่าง เท่ง เถิดเทิง มารับบทเป็น ‘เหมาะ เชิงมวย’ และ ค่อม ชวนชื่น มารับบทเป็น ‘จุก เบี้ยวสกุล’

การใช้นักแสดงตลกมารับบทนำในภาพยนตร์แนวบู๊-แอ็กชันนับว่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์เชิงวัฒนธรรมของสังคมไทยในการ ‘ต่อต้านฝรั่ง’ ซึ่งก็คือการแสดงนัยแห่งการต่อสู้กับความรู้สึกในการตกเป็นทาสทางเศรษฐกิจต่อสถาบันกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งก็คือภาพตัวแทนของความเป็นฝรั่งตะวันตกในช่วงวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง

เหตุผลในการนำเอา ‘ตลกมาเตะฝรั่ง’ ในช่วงหลังวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งของภาพยนตร์ไทย อาจพอวิเคราะห์ในเชิงวัฒนธรรมได้ว่าสังคมไทยมีพื้นฐานทางวัฒนธรรมดั้งเดิมแต่โบราณที่ยึดถือเอาความสนุกสนานเป็นหลัก โดยเฉพาะในเรื่องของประเพณีหรือพิธีกรรมต่างๆ ของชาวบ้านที่ก็มักสอดแทรกความบันเทิงควบคู่ไปด้วยเสมอ ซึ่งเมื่อยุคของภาพยนตร์ได้กลายมาเป็นสื่อทางวัฒนธรรม ผู้สร้างภาพยนตร์ก็ยังคงนำเอากลยุทธ์การเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมออกมาใช้ได้อยู่เสมอ รวมทั้ง ความตลกขบขันก็อาจมีวัตถุประสงค์ในการใช้บันทึกภาพสังคมในลักษณะของการเสียดสีประชดประชัน หรือเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาที่ผู้ชมไม่รู้สึกว่ากำลังถูกยัดเยียดจนเกินไป[2] ซึ่งแน่นอนว่าผู้ที่จะสร้างความตลกขบขันในภาพยนตร์ไทยได้ดีที่สุดก็คือนักแสดงตลก

นอกจากนี้ในเชิงแนวคิดทฤษฎีจากบทความเชิงวิชาการภาพยนตร์ศึกษาของนิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยเสนออย่างน่าสนใจว่า สำหรับวัฒนธรรมในการแสดงไทยนั้น ‘ตัวตลก’ ทำหน้าที่ ‘สนทนา’ กับคนดูได้สะดวกที่สุดเพราะ

ตัวตลกในการแสดงของไทยมักมิได้เป็นตัวละครที่สำคัญแก่ท้องเรื่อง กล่าวคือ การกระทำของเขาไม่มีผลกระทบต่อท้องเรื่องอย่างหนึ่งอย่างใด เขาจึงเป็นผู้ที่มีอิสรภาพมากที่สุดที่จะสื่อสารกับคนดู และเพราะอิสรภาพที่เขามีมากนี้เอง เขาจึงสามารถทำหน้าที่แทนคนดูเพื่อวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของตัวละครอื่นๆ ได้อีกด้วย เขามีอิสรภาพที่จะวิจารณ์การกระทำแม้การกระทำของตัวเอก…คนเหล่านี้ ‘สนทนา’ กับคนดูมากกว่าตัวละครทุกตัว เขาคือคนที่ใช้ปฏิภาณในการแสดงเพราะเป็นพวกที่ไม่มีบทตายตัว เขาเป็นคนคอยบอกคนดูว่าหนังคือหนังและชีวิตคือชีวิต แต่แล้วก็ผกผันให้คนดูงุนงงว่าหนังคือชีวิตและชีวิตคือหนัง…”[3]

บทวิเคราะห์นี้ของนิธิ เอียวศรีวงศ์แสดงให้เห็นถึงมิติวัฒนธรรมของตัวตลกหรือนักแสดงตลกในภาพยนตร์ไทยว่ามีวัฒนธรรมใกล้ชิดกับคนดูเป็นอย่างมาก ซึ่งก็สอดคล้องในเชิงทฤษฎีตลกที่ว่าอารมณ์ขันมีส่วนช่วยลดระยะทางสังคมและเพิ่มความใกล้ชิดสนิทสนม[4] ที่ทำให้ส่งผลต่อความรู้สึกและความสัมพันธ์ของผู้ชมต่อนักแสดงตลกที่มีลักษณะใกล้ชิดกัน

ในแง่หนึ่งการนำเสนอภาพยนตร์แนวบู๊-แอ็กชันแบบแนวล้างผลาญโดยตรง จึงอาจเป็นการกลยุทธ์ที่โจ่งแจ้งเกินไปสำหรับการ ‘เอาคืน’ ฝรั่งตะวันตกในฐานะภาพแทนของ ‘เจ้าหนี้’ หลังวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง ด้วยเหตุนี้นักแสดงตลกจึงกลายเป็นตัวแทนสำคัญของภาพยนตร์ไทยที่ได้ทำการต่อสู้กับฝรั่ง เพราะนักแสดงตลกมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดต่อความรู้สึกของคนดูชาวไทยมากที่สุด ซึ่งพวกเขาก็มิได้มีเพียงแต่อารมณ์ขันเท่านั้น หากแต่ความตลกยังถือเป็นกลยุทธ์ทางวัฒนธรรมของไทยที่ใช้อารมณ์ขันให้กลายเป็นเครื่องมือแสดงอำนาจและท้าทายอำนาจฝรั่งอีกด้วย

น่าสนใจว่าลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่งของภาษาภาพยนตร์ในเรื่อง มือปืน/โลก/พระ/จัน และ 7 ประจัญบาน (2545) คือ การใช้กลวิธี ‘ตลกด้วยการนำเสนอของตัวละคร’ (inconsistency of character) กล่าวคือเป็นการใช้ลักษณะ บุคลิก ท่าทางนิสัยของมนุษย์หรือตัวละครมาทำให้เกิดความตลก โดยอาจเป็นการนำลักษณะเด่นของบุคคลดังๆ ในสังคมที่เป็นที่รู้จักมาทำเป็นบุคลิกของตัวละคร เสมือนเป็นการล้อเลียนคนดังในสังคมเพื่อให้เกิดเสียงหัวเราะ[5]

ลักษณะดังกล่าวนี้จะเห็นได้จากตัวละครอย่าง ‘โอ๋ เอ็ม 16 หมื่นศพสิงห์สำอาง’ ในมือปืน/โลก/พระ/จัน ที่คิดว่าตัวเองเป็น เอลวิส เพรสลีย์ กระนั้นมุกตลกนี้มิได้เป็นแนวการมองฝรั่งตะวันตกแบบชื่นชม หากแต่เป็นการเสียดสี (satire) สังคมไทยที่คลั่งไคล้ตะวันตก ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อโอ๋คิดว่าตนเองเป็นเอลวิส ฉายาของเขาก็ถูกเปลี่ยนเป็น ‘เอ๋อ เอลวิส’ เช่นเดียวกับ 7 ประจัญบาน ที่จะพบว่าลักษณะบุคลิกและความสามารถของแต่ตัวละครล้วนมีความโดดเด่น เช่น บุคลิกและกางเกงแดงของจ่าดับ จำเปาะ ลีลามวยไทยของเหมาะ เชิงมวย และความสามารถด้านระเบิดของจุก เบี้ยวสกุล ที่ภายใต้ความสามารถและกระบวนท่าทางอันชวนตลกขับขัน กลับสามารถต่อสู้จัดการกับฝรั่งตัวร้ายได้อย่างทรงประสิทธิภาพไปพร้อมๆ กับสร้างเสียงหัวเราะต่อผู้ชม ซึ่งเท่ากับว่าภาพลักษณ์อันดุดันแข็งแกร่งของฝรั่งตะวันตกถูกเหล่านักสู้ 7 ประจัญบานทั้งเตะ ต่อย กระทืบ ให้เปลี่ยนสภาพกลายเป็นเพียงตัวตลกผู้ถูกกระทำ

มุกตลกและอารมณ์ขันใน 7 ประจัญบาน (2545) จึงกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางอำนาจที่ท้าทายและลดทอนภาพลักษณ์ฝรั่งผู้แข็งกร้าวให้เป็นเพียงภาพของตัวตลกไร้ความสามารถ

ในแง่หนึ่ง ‘เสียงหัวเราะ’ ของคนไทยที่เห็นฝรั่งตัวใหญ่ถูกคนไทยโดยเฉพาะเหล่านักแสดงตลกเตะ ต่อย และกระทืบ จึงกลายเป็นเครื่องบำบัดความอัดอั้น เดือดดาล และโมโหในยุคสมัยที่ฝรั่งตะวันตก (โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา) ถูกสร้างภาพลักษณ์ให้กลายเป็น ‘คนอื่น’ และ ‘ศัตรู’ ผู้รุกรานแผ่นดินไทยและทำลายความสวยงามของสังคมไทยหลังวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง อันเห็นได้จากการวิเคราะห์ในบทความร่วมสมัยของอัญชลี ชัยวรพร ในปี 2545 ที่มองเห็นว่า

เนื้อหาต่อต้านอเมริกาในหนังไทย 2 เรื่องนี้ (มือปืน/โลก/พระ/จัน และ 7 ประจัญบาน – ผู้เขียน) น่าจะเป็นผลพวงมาจากวิกฤตเศรษฐกิจไทยยุคหลังไอเอ็มเอฟเป็นต้นมา ทำให้สายตาที่เรามองอเมริกาเริ่มเป็นอย่างอื่นบ้าง มิได้เป็นสายตาบวกอย่างที่เคยเป็นมาอีกต่อไป อเมริกาไม่ได้เป็นพระเอกเสมอไป แต่เริ่มเป็นผู้ร้ายเสียบ้าง เหมือนอย่างที่หนังฮอลีวู้ดเคยด่าชาวบ้านเป็นผู้ร้ายแต่ฝ่ายเดียว”[6]

จึงน่าสนใจว่าภาพแห่งวินาทีชัยชนะในฉากตะลุมบอนช่วงท้ายของภาพยนตร์ 7 ประจัญบาน (2545) คือภาพในช่วงสถานการณ์อันคับขันของเหล่านักสู้กู้ชาติไทย 7 ประจัญบาน ณ วินาทีนั้น จ่าดับ จำเปาะ นักรบ ‘มือปืนเชือกกล้วยกางเกงแดง’ ก็ปรากฏกายขึ้นพร้อม ‘ปืนใหญ่บางระจัน’ ซึ่งเป็นภาพตัวแทนของอาวุธแห่ง ‘ความเป็นไทย’ ที่หันปากกระบอกปืนใหญ่ยิงตรงเข้าใส่ ‘รถถัง’ อาวุธที่เป็นภาพแทนความทันสมัยของทหารอเมริกาจนพังเสียหายยับเยิน และจากนั้นเหล่านักสู้กู้ชาติ 7 ประจัญบาน ก็ประเคนทั้งหมัด เท้า เข่า ศอก ใส่พวกทหารอเมริกันจนพ่ายแพ้ไปในที่สุด

กล่าวได้ว่าปรากฏการณ์ ‘ตลกเตะฝรั่ง’ ในภาพยนตร์ 7 ประจัญบาน (2545) มิได้จบลงเพียงด้วยความตลกขบขัน แต่ยังเป็น ‘สื่อบันทึก’ ยุคสมัยทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจของไทยหลังวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง โดยเฉพาะการสร้างภาพฝรั่งให้กลายเป็นศัตรูผู้รุกรานผืนแผ่นดินไทยและเป็นผู้ทำลายความสวยงามของสังคมไทย ที่แม้ในความเป็นจริงผู้ชมคนไทยจะจัดการกับฝรั่งแบบเหล่านักรบ 7 ประจัญบาน ไม่ได้ แต่หากพิจารณาตามแนวคิดจิตวิทยาของซิกมุนด์ ฟรอยด์[7] แล้ว นอกจากความตลกขบขันในการต่อต้านและท้าทายอำนาจแล้ว ปรากฏการณ์ ‘ตลกเตะฝรั่ง’ ในภาพยนตร์ 7 ประจัญบาน (2545) ยังกลายเป็นภาพตัวแทนแห่งความอัดอั้นและเดือดดาลของคนในสังคมไทยที่มีต่อฝรั่งตะวันตก และขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ไทยที่ยกสถานะให้ภาพยนตร์ไทยกลายเป็นทางออกหรือ ‘เครื่องบำบัด’ แห่งความโมโหเดือดดาลฝรั่งตะวันตกในช่วงหลังวิกฤตการณ์เศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ผ่านการเตะ ต่อย และกระทืบ ของเหล่าบรรดานักสู้ 7 ประจัญบาน นั่นเอง

 [+]

References ↑1 ดูเนื้อหาโดยย่อของภาพยนตร์ชุด “7 ประจัญบาน” ในช่วงทศวรรษ 2500 – 2520 ได้ใน หนึ่งเดียว (นามแฝง),
บู๊แซ่บ! สุดยอดหนังบู๊ระดับตำนาน, (กรุงเทพฯ: popcorn,2550), 19-26. ↑2 อดิศร จันทรสุข. “แอ็กแซ็กท์ กับการผลิตละครตลกแนว SITCOM”. สารนิพนธ์วารสารบัณฑิต สาขาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2540, 5. ↑3 นิธิ เอียวศรีวงศ์, “ความล้ำลึกของ “น้ำเน่า” ในหนังไทย,” ใน โขน, คาราบาว, น้ำเน่า และหนังไทย, (กรุงเทพฯ: มติชน, 2539), 86-88. ↑4 จันทิมา หวังสมโชค. กลวิธีสื่ออารมณ์ขันในละครตลกสถานการณ์ของไทย. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาศาสตร์เพื่อการสื่อสาร คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2549, 3. ↑5 ดูขั้นบันไดของประเภทตลก (Ladder of Comedy) ใน ดุสิตา หนูนิมิตร. “กระบวนการสร้างสรรค์มุขตลกในรายการซิทคอมของบริษัท Exact and Scenario.” สารนิพนธ์วารสารศาสตรบัณฑิต กลุ่มวิชาวิทยุและโทรทัศน์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2558, 10-11. ↑6 อัญชลี ชัยวรพร, ภาพยนตร์ในชีวิตไทย มุมมองของภาพยนตร์ศึกษา, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วราพร, 2559), 43. ↑7 ดู กาญจนา แก้วเทพ, การวิเคราะห์สื่อ แนวคิดและเทคนิค,พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพฯ: คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2542), 294.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...