โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

วันโรคหอบหืดโลก : เข้าใจอาการ "โรคหอบหืด" และวิธีการดูแลตัวเอง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 พ.ค. 2566 เวลา 14.05 น. • เผยแพร่ 02 พ.ค. 2566 เวลา 10.28 น.

วันโรคหอบหืดโลก (World Asthma Day) ทุกวันอังคารแรกของเดือนพฤษภาคม ทำความเข้าใจอาการของโรคหอบหืด เป็นอย่างไร แล้วสามารถรักษาหรือดูแลตัวเองได้อย่างไร?

องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การหืดโลก กำหนดให้ทุกวันอังคารแรกของเดือนพฤษภาคม เป็น “วันโรคหอบหืดโลก (World Asthma Day)” เพื่อสร้างความตระหนักถึงการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคหืด และการดูแลตัวเอง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิต โดยในปี 2566 นี ตรงกับวันที่ 2 พฤษภาคม 2566

The Coverage รายงานการเปิดเผยจาก ศ.ดร.พญ.อรพรรณ โพชนุกูล นายกสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) เมื่อปี 2563 ประเทศไทยพบผู้ป่วยเสียชีวิตจากอาการของโรคหืด 4,182 รายต่อปี คิดเป็นวันละ 11-12 ราย หรืออัตรา 3.93 ต่อประชากร 1 แสนคน โดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการไม่ได้พ่นยาควบคุมการรักษาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อมีอาการกำเริบก็จะพ่นยาไม่ทันหรือไม่ถูกวิธี

ขณะเดียวกัน เมื่อประกอบกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกร้อน ส่งผลให้ละอองเกสรและเชื้อราเพิ่มขึ้น และยังส่งผลให้เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี มีอาการหอบเร็วขึ้นและนอนโรงพยาบาลพุ่งขึ้นถึง 15% และยังพบว่าทุกๆ ค่า PM 2.5 ที่เพิ่มขึ้น 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะเพิ่มการหอบกำเริบ 0.2 ครั้ง”

จากข้อมูลดังกล่าว จะเห็นได้ว่า สภาพอากาศและปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนไป มีผลต่อโรคหอบหืดมากขึ้น ทั้งในแง่การเจ็บป่วยและการเสียชีวิต

“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนทุกคนทำความรู้จักโรคหอบหืด และรู้เท่าทันอาการของโรคให้มากขึ้น

โรคหอบหืด คืออะไร?

โรคหอบหืด (Asthma) คือ โรคที่มีการอักเสบเรื้อรังของหลอดลมร่วมกับมีภาวะหลอดลมไวและหลอดลมตีบแคบ เกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหลอดลม ซึ่งเป็นๆ หายๆ

อาการของโรคนั้น จะเกิดจากการหดตัวหรือตีบตันของช่องทางเดินหายใจส่วนหลอดลม ทำให้อากาศเข้าสู่ปอดน้อยลง แท้จริงแล้วเป็นผลจากการอักเสบของเยื่อบุหลอดลม ชื่อโรคหอบหืดนี้เรียกตามอาการของคนไข้ โรคนี้ต่างจากโรคอื่น ๆ คือคนไข้บางคนมีอาการน้อย บางคนมีอาการมากและอาจเสียชีวิตได้ โดยภาวะที่กระตุ้นให้โรคกำเริบต่างกันในคนไข้แต่ละคน

ปัจจัยที่ทำให้เกิดการตีบตันของหลอดลม คือ

  • การหดตัวของกล้ามเนื้อรอบ ๆ หลอดลม
  • การบวมอักเสบของเยื่อบุภายในหลอดลม
  • เสมหะจำนวนมากที่คั่งค้างอยู่ภายในหลอดลม

การหดตัวของกล้ามเนื้อรอบ ๆ หลอดลม แท้จริงแล้วเป็นผลจากการอักเสบของเยื่อบุหลอดลม การอักเสบส่วนใหญ่จะเป็นการอักเสบเรื้อรังจากภาวะที่มีการตอบสนองรุนแรงเกินเหตุ

โรคหอบหืด เกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุหลัก ดังนี้

  • พันธุกรรม : หากพ่อแม่เป็นโรคหืด ลูกจะมีโอกาสเป็นโรคหืดเพิ่มขึ้น
  • สิ่งแวดล้อม : มลพิษทางอากาศ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ร้อนจัด เย็นจัด ฝนตก อากาศชื้นหรือชื้น สารก่อภูมิแพ้ น้ำหอม น้ำยาหรือสารเคมี สัตว์เลี้ยง ไรฝุ่น ฝุ่นละออง PM 2.5

มีข้อมูลระบุว่า ในเด็กที่เป็นโรคหอบหืดส่วนใหญ่ 2 ใน 3 จะมีภาวะภูมิแพ้ด้วย แต่ในผู้ใหญ่ต่างกันที่ส่วนใหญ่จะไม่มีภาวะภูมิแพ้ ความเข้าใจผิดคือความเข้าใจที่ว่าโรคหอบหืดเป็นผลจากภาวะภูมิแพ้ซึ่งไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป ผู้ป่วยโรคนี้มีมากประมาณ 10 – 13% ของเด็กและผู้ใหญ่ และเป็นเด็กชายมากกว่าเด็กหญิงเล็กน้อย

นอกจากนี้ เด็กที่มีอาการหอบหืด ภูมิแพ้ เมื่อผู้ป่วยเด็กมีอาการทางจมูกมากขึ้น ก็จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการหอบมากขึ้นได้ และในทางตรงกันข้ามถ้าได้ควบคุมอาการของโรคทางจมูกได้ดี ก็จะทำให้อาการหอบหืดน้อยลงด้วย

อาการของโรคหอบหืด

นายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคหอบหืดมักจะพบอาการ คือ

  • ไอเรื้อรัง ส่วนมากไอมีเสมหะ
  • หายใจมีเสียงวิ๊ด มักมีอาการมากในช่วงอากาศเย็นอนกลางคืน
  • มีความแปรปรวนของโรค คือ ในช่วงสงบผู้ป่วยจะมีอาการปกติ และในช่วงที่ได้รับการกระตุ้น ผู้ป่วยจะมีอาการเด่นขึ้น เช่น หลังติดเชื้อไวรัส อากาศเปลี่ยน ได้รับมลพิษทางอากาศ
  • อาจมีอาการร่วมกับโรคภูมิแพ้ได้ เช่น มีน้ำมูก คัดจมูก

โรคหอบหืด รักษาอย่างไร?

ปัจจุบันโรคหอบหืดยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการได้ หากได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีและเคร่งครัด ทั้งนี้แพทย์จะทำการวินิจฉัยผู้ป่วยถึงความรุนแรงของอาการผู้ป่วย เพื่อนำไปสู่แนวทางการรักษาและการป้องกันความรุนแรงของโรค ดังนี้

1. การรักษาด้วยการใช้ยาพ่นควบคุม ปัจจุบันแนะนำการใช้ยาพ่นควบคุมด้วยยา 2 ชนิด ในกระบอกเดียวเป็นหลัก ได้แก่ ยากลุ่มฉีดพ่นควบคุมชนิด steroid ร่วมกับยาขยายหลอดลมชนิดยา (inhaled corticosteroid/ long acting beta2 agonist) โดยใช้ประจำทุกวัน เพื่อลดการอักเสบของหลอดลมและช่วยขยายหลอดลม ซึ่งมีประโยชน์กว่าการกินเฉพาะยาขยายหลอดลม

2. การปรับการใช้ยาพ่นเฉพาะเวลามีอาการ ไม่แนะนำให้ใช้ยาพ่นฤทธิ์สั้น short acting beta2 agonist แต่เพียงอย่างเดียว แนะนำให้ใช้ยาผสม inhaled corticosteroid/ long acting beta2 agonist (formeterol) ที่มีขนาด inhaled corticosteroid ขนาดต่ำแทน และผู้ป่วยที่เหมาะสมในการใช้ยาพ่นเฉพาะเวลาที่มีอาการ ต้องอยู่ในระยะสงบ คือ อาการน้อยกว่า 4 ครั้งต่ออาทิตย์ จึงจะเลือกใช้ยาเฉพาะมีอาการได้

3.การออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น การว่ายน้ำ การวิ่ง การเดินไว เพื่อลดการอักเสบของหลอดลม ทำให้การควบคุมโรคหอบหืดดีขึ้น

4.การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น เช่น การหลีกเลี่ยงมลพิษทางอากาศ และฝุ่น PM 2.5 เป็นสิ่งสำคัญที่จะลดการกำเริบของโรค และควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี

นอกจากนี้ ผู้ป่วยควรดูแลตนเองและควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างถูกต้องและสม่ำเสมอและที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่คิดว่าจะทำให้เกิดอาการกำเริบ เพื่อลดการเกิดความรุนแรงของโรค ลดโอกาสการเสียชีวิต เพื่อให้ผู้ป่วยโรคหอบหืดมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป

ข้อมูลจาก โรงพยาบาลกรุงเทพ, โรงพยาบาลสมิติเวช, กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...