โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เก็บภาษีลงทุนต่างประเทศคุ้มค่าหรือ? คำถามจาก “กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์” กูรูกฎหมายภาษี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 30 ก.ย 2566 เวลา 11.00 น. • เผยแพร่ 30 ก.ย 2566 เวลา 06.27 น.
ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒพงศ์ อดีตประธานกรรมการ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด และในฐานะผู้เชี่ยวชาญกฎหมายภาษี ได้เขียนบทความ เสนอให้รัฐบาลพิจารณา กรณีการเก็บภาษีเงินได้จากการลงทุนต่างประเทศ ว่าด้วยเรื่อง “คำสั่งของกรมสรรพากร กับแหล่งเงินได้ต่างประเทศ : คุ้มค่าหรือไม่?

โดยเสนอให้รัฐบาลพิจารณา 3 ประเด็น คือ 1.ความชอบด้วยกฎหมายของคําสั่งกรมสรรพากรดังกล่าว 2.ความคุ้มค่าและผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และ 3.ข้อเสนอการจัดเก็บภาษีจากแหล่งภาษีเงินได้จากต่างประเทศที่เป็นธรรมและเหมาะสม เป็นประโยชน์ต่อประเทศ และสามารถแข่งขันกับต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์หรือฮ่องกงได้

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒพงศ์ ระบุว่า คําสั่งกรมสรรพากร ป161/2566 ลงวันที่ 15 กันยายน 2566 ที่กําหนดให้ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีเงินได้ในต่างประเทศ ไม่ว่าจากการทํางานหรือทรัพย์สินที่อยู่ต่างประเทศ หากมีการนําเงินได้ดังกล่าวเข้ามาใน ประเทศไทยว่าในปีภาษีใดก็จะต้องนํามารวมคํานวณภาษีเงินได้ในปีที่นําเข้า

โดยจะเริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 ถึงแม้รัฐบาลจะมีจุดมุ่งหมายในการปิดช่องว่างทางกฎหมายและเพิ่มรายได้ภาษี แต่คําสั่งนี้มีความ ท้าทายทั้งในมิติความชอบด้วยกฎหมาย และความชัดเจนของแนวปฏิบัติ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หลักกฎหมาย : การตีความ

มาตรา 41 วรรค 2 ของประมวลรัษฎากร เป็นหลักการเก็บภาษีเงินได้จากหลักถิ่นที่อยู่ของผู้มีเงินได้ หมายความว่าใครก็ตามที่เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยตั้งแต่180 วันในปีภาษีหรือปีปฏิทินใด และมีเงินได้เนื่องจาก หน้าที่งานหรือกิจการที่ทําในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินในต่างประเทศ ต้องนํารายได้นั้นมาเสียภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาเมื่อมีการนําเงินได้ดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกัน ทั้งนี้มาตรา 41 วรรค 2 ไม่ได้บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งว่า ผู้มีเงินได้จากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศและมีการนําเงินได้ดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกันนั้นมีหน้าที่ต้องยื่นเสียภาษีอากรแต่เป็นการตีความกฎหมายตั้งแต่กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้

คําสั่งกรมสรรพากร ป.161/2566 ลงวันที่ 15 กันยายน 2566 ฉบับนี้ ได้ยกเลิกการตีความของมติ กพอ ของกรมสรรพากร ครั้งที่ 2/2528 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2528 ที่เคยมีแนวการตีความไว้ว่า หากเงินได้ดังกล่าวมาจากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศจะนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทยเมื่อมีการนําเข้ามาในปีภาษีเดียวกัน ส่วนใหญ่ผู้มีเงินเหล่านั้นก็จะนําเงินได้เข้ามาคนละปีภาษี ซึ่งถือว่าเป็นการวางแผนภาษี (TaxPlanning) ที่ถูกกฎหมายและใช้เป็นแนวทางปฏิบัติของผู้เสียภาษี โดยกรมสรรพากรยอมรับมาตลอดเวลา 38ปี และยังสอดคล้องกับคําอธิบายกฎหมายภาษีอากรฉบับเดิมตั้งแต่มาตรานี้มีผลใช้บังคับด้วย

ผมไม่ได้คัดค้านการจัดเก็บภาษีเงินได้ของผู้มีรายได้จากการลงทุนในต่างประเทศ แต่ผมอยากให้รัฐบาลพิจารณา 3 ประเด็น คือ

  • ความชอบด้วยกฎหมายของคําสั่งกรมสรรพากรดังกล่าว
  • ความคุ้มค่าและผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
  • ข้อเสนอการจัดเก็บภาษีจากแหล่งภาษีเงินได้จากต่างประเทศที่เป็นธรรมและเหมาะสม เป็น ประโยชน์ต่อประเทศ และสามารถแข่งขันกับต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์หรือฮ่องกงได้

ประเด็นที่ 1 ความชอบด้วยกฎหมายของคําสั่งสรรพากร ป.161/2566

การที่กรมสรรพากรออกคําสั่ง ป.161/2566 ที่เปลี่ยนการตีความที่มีมากว่า 38 ปี เป็นการใช้คําสั่งตีความ กฎหมายภาษีอากรแทนที่จะเสนอแก้ไขกฎหมายเป็น พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ. คําสั่งดังกล่าวจึงเป็นคําสั่งที่ไม่ชอบด้วย กฎหมาย ทั้งนี้เพราะการออกคําสั่งดังกล่าวตีความกฎหมายผิดหลักการของการตีความกฎหมายภาษีอากร และ เป็นการขยายการตีความกฎหมายของฝ่ายบริหาร (หรือกรมสรรพากร) เอง

โดยหลักการตีความกฎหมายภาษี อากรนั้น หากสามารถตีความได้หลายนัย ต้องตีความโดยเคร่งครัด และหากมีข้อสงสัยก็ต้องตีความเป็นคุณกับผู้ เสียภาษีอากรแล้ว หากเมื่อรัฐบาลคิดว่ากฎหมายมีช่องว่าง ก็ต้องตราเป็นกฎหมายใหม่ โดยกรณีนี้ผู้มีอํานาจตีความกฎหมายควรเป็นศาลภาษีอากร ไม่ใช่กรมสรรพากรเอง

ทั้งนี้ผมขอยกความเห็นจากนักกฎหมายภาษีอากรในประเทศไทยหลายๆท่าน รวมทั้งคําอธิบายจากตํารา กฎหมายภาษีอากรที่พวกผมและนักกฎหมายได้ใช้เป็นหลักการตีความกฎหมายเป็นเวลานาน ดังนี้

1.ศาสตราจารย์พิเศษชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม นักกฎหมายที่เป็นอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา เป็นอาจารย์ที่มี ความรู้ความชํานาญทางภาษีอากรและเป็นอดีตประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ได้ให้ ความเห็นต่อคําสั่งนี้ไว้ว่า เป็นการออกคําสั่งที่ไม่ชอบ เพราะเป็นการตีความกฎหมายภาษีอากรที่ไม่ถูกต้อง กล่าวคือ หลักการตีความกฎหมายภาษีอากรต้องตีความโดยเคร่งครัด หากตีความได้หลายนัย ต้องตีความในทางที่เป็นคุณกับผู้เสียภาษีอากรเหมือนกัน เช่นกรณีที่ว่านี้ที่สามารถตีความได้ 2 นัยว่า

  • กรณีที่1 การนําเงินได้เข้ามาไม่ว่าในปีภาษีใดก็ต้องเสียภาษี และ
  • กรณีที่ 2 การตีความของมติ กพอ ตั้งแต่แต่ปี 2528 เป็นการตีความที่เป็นคุณกับผู้เสียภาษี และผู้ เสียภาษีถือเป็นแนวปฏิบัติมาตลอด

ดังนั้น คําสั่งกรมสรรพากรที่ให้ตีความตามกรณีที่ 1 โดยตีความว่าให้เสียภาษี ไม่ว่าจะนําเงินได้พึงประเมินจากต่างประเทศเข้ามาในปีภาษีใดจึงไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ คําสั่งกรมสรรพากรที่ป 161/2566 ดังกล่าวไม่ใช่กฎหมายหรือกฏ จึงไม่มีผลให้ผู้เสียภาษีต้องปฏิบัติตาม และถ้าคําสั่ง ดังกล่าวถือเป็นคําสั่งทางปกครอง ก็เป็นคําสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบเนื่องจากให้เจ้าพนักงาน สรรพากรปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จึงไม่ใช่กฎหมายหรือกฎจึงไม่มีผลให้ผู้เสียภาษีต้องปฏิบัติตามเช่นกัน

2.นอกจากนี้ในบรรดาตํารากฎหมายภาษีอากร ไม่ว่าคําอธิบายประมวลรัษฎากรของอาจารย์แต่ละท่าน ไม่ว่าจะเป็นของท่านศาสตราจารย์พิเศษ ไพจิตร โรจนวานิชและคณะ ที่เป็นตําราใช้มานานมากจนปัจจุบัน ก็ได้อธิบายความว่า แหล่งเงินได้ที่เกิดจากนอกประเทศไทย ถ้าจะต้องนํามาเสียภาษีในประเทศไทยนั้นต้องเข้าองค์ประกอบ 2 อย่าง

คือ ต้องเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยในปีภาษีรวมระยะเวลาถึง 180 วัน และมีเงินได้พึงประเมินจากหน้าที่งานที่ทําในต่างประเทศ หรือกิจการที่ทําในต่างประเทศ หรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ และนําเงินได้เข้ามาในประเทศไทย โดยนําเงินได้พึงประเมินที่เกิดขึ้นในปีภาษีที่ผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยเข้ามาในประเทศไทยในปีเดียวกัน แต่ถ้านําเงินได้พึงประเมินของปีก่อน ๆ เข้ามา ก็ไม่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร

3.ท่านอาจารย์โกเมนทร์ สืบวิเศษ อดีตอาจารย์กฎหมายภาษีอากร และเป็นผู้อํานวยการกฎหมาย กรมสรรพากรที่มีชื่อเสียง ก็ได้อธิบายไว้ในทํานองเดียวกันนอกจากนี้ยังมีตํารากฎหมายภาษีอากรอีกหลายเล่มที่ตีความทํานองเดียวกัน

ผมเองมีความเห็นเช่นเดียวกับคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญตามที่ได้ยกตัวอย่างมา โดยเฉพาะการตีความ กฎหมายภาษีที่ต้องตีความโดยเคร่งครัด และหากตีความได้ 2 นัย ก็ต้องตีความเป็นคุณแก่ผู้เสียภาษี อีกทั้งจาก การตีความในอดีตของกรมสรรพากรและจากตําราที่เป็นแนวทางการปฏิบัติของบรรดาผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดา

ที่ผ่านมา ก็ใช้หลักว่าจะเสียภาษีเงินได้ต้องนําเข้ามาในปีภาษีเดียวกัน ดังนั้นหากรัฐบาลเห็นว่าการตีความมาตรา 41 มีช่องว่างในการตีความกฎหมายที่ทําให้ผู้มีเงินได้ในต่างประเทศวางแผนหลีกเลี่ยงภาษี (Tax Avoidance) รัฐบาลก็ควรที่จะเสนอแก้กฎหมายให้ชัดเจนแทน

ประเทศไทยไม่เคยนําหลัก Global income มาใช้ และถ้าหากจะนํามาใช้ก็ต้องตราเป็นกฎหมายในการ จะเรียกเก็บภาษีดังกล่าว แต่ทั้งนี้ควรดูว่าประเทศอื่นในภูมิภาคนี้เก็บภาษีแบบไหน เพราะประเทศสิงคโปร์และ ฮ่องกงต่างก็จะเก็บจากแหล่งเงินได้ในอาณาเขต (Territorial income) โดยจะไม่เก็บจากหลักแหล่งเงินได้จาต่างประเทศ (Offshore income) แถมเงินได้ในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเงินปันผลและกําไรจากการลงทุน (Capitalgain) ก็ไม่เก็บภาษีอีกด้วย

ประเด็นที่ 2 ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว : คุ้มค่าหรือไม่

โดยผมแบ่งเป็นเรื่องความชัดเจนในการปฏิบัติและผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมดังนี้

1.ความชัดเจนและแนวทางการปฏิบัติ

คําสั่งดังกล่าวก็มิได้กําหนดวิธีการชัดเจนว่าเงินได้จากต่างประเทศจะเสียภาษีซ้ำซ้อนหรือไม่ เงินได้ ประเภทใดจะได้รับเครดิตหรือยกเว้นภาษีหรือไม่ อย่างไร

รวมถึงเงินที่นําไปลงทุนในตลาดทุนหรือซื้อ ทรัพย์สินในต่างประเทศจะถูกเก็บภาษีส่วนใด จะเก็บภาษีส่วนเกินหรือ Capital gain หรือเก็บภาษีเฉพาะส่วนดอกเบี้ยที่ได้รับ หรือกําไรจากอัตราแลกเปลี่ยน เพราะเงินที่นําเข้ามาอาจจะไม่สามารถแบ่งแยกได้ว่าเป็นต้นเงิน หรือดอกเบี้ยหรือกําไร ซึ่งถ้าหากแบ่งแยกไม่ได้เช่นว่านี้ เงินได้ต้องตกอยู่ในข่ายที่ต้องเสียภาษีอัตราก้าวหน้า(35%)

ความไม่ชัดเจนในการเก็บภาษีตามมาตรา 48 ที่กําหนดไว้นั้นจะสร้างความกังวลให้กับคนไทยผู้มีเงินได้ในต่างประเทศ รวมถึงบรรดาชาวต่างประเทศที่อยู่ในประเทศไทยเกิน 180 วันที่ไม่ได้เข้าเงื่อนไขของมาตรการ ส่งเสริมกรณีพิเศษที่รัฐบาลเพิ่งประกาศใช้ ที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่เกินร้อยละ 15-17 ของรายได้

ในระยะสั้นอาจมีเงินลงทุนเข้ามาเพื่อลงทุนในกองทุนหลักทรัพย์ในต่างประเทศในประเทศไทยแทนที่จะไปลงทุนโดยตรงของคนไทย แต่พวกที่มีเงินได้อยู่ต่างประเทศประเภท High Net Worth ก็คงไม่นํากลับเข้ามาลงทุนอีกเลย ยิ่งมีความไม่ชัดเจนมากเท่าไหร่ ยิ่งทําให้ไม่มีใครอยากนําเงินได้เข้ามาในประเทศไทยมากเท่านั้น

2.เมื่อเงินได้ไม่ถูกนําเข้าประเทศจะมีผลกระทบต่อประเทศไหม

คําสั่งนี้จะทําให้ผู้มีเงินได้ในต่างประเทศส่วนใหญ่ ไม่นําเงินดังกล่าวกลับเข้ามาเพื่อใช้จ่ายหรือลงทุนใน อนาคตอย่างแน่นอน และประเทศที่จะได้ประโยชน์คือ ประเทศสิงคโปร์ และฮ่องกง ที่ไม่ได้เก็บภาษีแบบ Global income โดยนักลงทุนหรือผู้มีเงินได้เหล่านี้ก็อาจจะโยกย้ายเงินไปฝากหรือลงทุนใน 2 ประเทศนี้ต่อไปในอนาคต โดยประเทศที่จะได้ประโยชน์เต็ม ๆ คือ 2 ประเทศนี้ โดยเฉพาะนักลงทุนไทยประเภท High Net Worth คงไม่นําเงินกลับเข้ามาอีกแต่จะไปลงทุนใน 2 ประเทศนี้แทน

ปัจจุบันมีนักลงทุนรายย่อยที่ลงทุนต่างประเทศ (ไม่รวมอสังหาริมทรัพย์) จํานวน 55,963 ราย คิดเป็น มูลค่าเงินประมาณ 8,886 ล้านเหรียญสหรัฐ ยังไม่นับชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยและมีแผนที่จะนําเงินเข้า มาในประเทศไทย

ถ้าบุคคลเหล่านี้ไม่นําเงินกลับมาด้วยเหตุของการเก็บภาษีเช่นว่านี้ จะทําให้เกิดผลกระทบต่อ เศรษฐกิจไทยในระยะยาว จึงเป็นเรื่องน่าคิดว่าภาษีเงินได้ที่ได้รับจะคุ้มค่าผลกระทบในระยะยาวหรือไม่

หากจะมีมาตรการใหม่ๆ ควรเป็นมาตรการที่เชิญชวนให้ผู้มีเงินได้ในต่างประเทศ นําเงินได้กลับเข้ามา เพื่อมาเป็นค่าใช้จ่าย ลงทุนในประเทศไทยน่าจะเป็นมาตรการที่ดีกว่าคําสั่งการเก็บภาษีที่ไม่ชัดเจน และหาก รัฐบาลจะต้องจัดเก็บภาษี ก็ต้องมีกฎหมายละมาตรการการเสียภาษีอย่างชัดเจนและเป็นธรรม

รูปแบบการลงทุนในต่างประเทศ

โดยทั่วไปบุคคลที่มีเงินได้อยู่ต่างประเทศจะหาวิธีการบริหารหรือวางแผนภาษี โดยไม่นําเงิน ได้เข้ามาในประเทศไทยเพื่อมาใช้จ่าย ลงทุนโดยอาจมีรูปแบบซึ่งผู้ได้ประโยชน์มากที่สุด คือ สถาบันการเงินในประเทศสิงคโปร์และฮ่องกง ดังนี้

  • อาจเปิดบัญชีกับธนาคารในต่างประเทศ เวลาใช้จ่ายก็ไปใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในต่างประเทศ
  • อาจจัดทําในรูปเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน จากนิติบุคคลโดยใช้กระบวนการที่เรียกว่า BackTo Back นําเงินได้ไปเป็นหลักประกันแล้วปล่อยกู้เข้ามาในประเทศไทย ทําให้เกิดกระบวนการเป็นหนี้เงินกู้แทนที่จะมีเงินลงทุน
  • นักลงทุนคนธรรมดาก็อาจจะจัดตั้งบริษัทในต่างประเทศ ใช้กองทุนรูปแบบต่างๆ ในต่างประเทศที่มีอัตราภาษีที่ต่ํา เช่น สิงคโปร์ และฮ่องกง เป็นต้น

ประเด็นที่ 3 ข้อเสนอ ถ้ารัฐบาลจะเก็บภาษีควรทําอย่างไร

หากรัฐบาลมีความประสงค์จะเก็บภาษีเงินได้ที่อยู่ต่างประเทศตามหลักภาษีเงินได้ทั่วโลก (Global income) แบบสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยก็จะต้องมีการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้ให้ชัดเจนตามประเภทเงินได้ ตามหลักแหล่งเงินได้ ตามหลักถิ่นที่อยู่ให้ชัดเจน

ทั้งนี้ อาจจะพิจารณาแก้ไขมาตรา 41 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยสามารถดําเนินการได้ด้วยการออกพระราชกําหนดหรือพระราชบัญญัติ ทั้งนี้ควรมีการกําหนดรายละเอียด อัตราภาษีที่ไม่สูงเกินไป วิธีการคํานวณและอัตราต้องกําหนดให้ชัดเจน และต้องไม่เก็บภาษีซ้ำซ้อนและดูเปรียบเทียบกฎหมายของสิงคโปร์และฮ่องกง

ประเทศอินโดนีเซียเคยมีมาตรการที่จะให้นักลงทุนชาวอินโดนีเซียที่มีเงินฝากอยู่ที่สิงคโปร์นําเงินกลับเข้ามาในอินโดนีเซีย โดยมีมาตรการเรื่องการนิรโทษกรรมภาษี และเก็บภาษีในอัตรา ที่ไม่สูงมากผมเองได้เคยเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างและเคยเสนอร่างประมวลกฎหมายรัษฎากรฉบับใหม่ในขณะที่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยใช้โครงสร้างประมวลกฎหมายรัษฎากรของประเทศสิงคโปร์เป็นต้นแบบ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในภูมิภาคได้ แต่ก็ไม่ได้รับการพิจารณา

ผมมีข้อเสนอดังนี้ครับ

1. ในช่วงเวลาก่อนคําสั่งมีผลใช้บังคับ ขอให้ส่งไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ตามมาตรา 13 ทวิและมาตรา 13 ฉ ของประมวลรัษฎากร เพื่อวินิจฉัยถึงความชอบด้วยกฎหมายของคําสั่งนี้ว่าชอบ ด้วยกฎหมายหรือไม่ หรือให้คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะพิเศษพิจารณา มิเช่นนั้นคงมีผู้เสียภาษีไม่ เห็นด้วยและนําคดีขึ้นสู่ศาลภาษี ซึ่งจะเสียค่าใช้จ่ายและเวลาที่อาจไม่คุ้มค่าแก่ทุกฝ่าย

2. ให้มีการพิจารณาผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจไทย โดยเปรียบเทียบระหว่างมูลค่าภาษีที่คาดว่า จะได้รับจากการดําเนินการตามคําสั่งนี้ เทียบกับภาษีเงินได้ที่หายไปจากการที่คนไทยนําเงินไป ลงทุนที่ประเทศอื่นแทน รัฐบาลไทยควรทําอย่างไรและพิจารณาความคุ้มค่าของคําสั่งดังกล่าว

3.ในขณะเดียวกัน หากต้องการจะจัดเก็บภาษีจริงๆ รัฐบาลก็ควรแก้ไขกฎหมายวิธีการเก็บภาษีให้ ชัดเจนไม่ใช่แก้ทีละจุดเหมือนการปะผุบ้านแต่ควรสร้างบ้านใหม่ โดยควรต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างภาษีทั้งระบบ และสร้างความชัดเจนของการเสียภาษีในแต่ละประเภทเงินได้ให้อยู่ใน อัตราที่เหมาะสม โดยให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ โดยนํางานศึกษาของสภาปฏิรูปแห่งชาติและของ IMF มาพิจารณาไปพร้อมกัน

ในขณะนี้ที่ประเทศไทยเรียกร้องให้มีการลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น การปรับโครงสร้างภาษีของไทยเพื่อ ความเป็นธรรมและโปร่งใสเป็นและควรส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินในภูมิภาคนี้

คําสั่งดังกล่าวของกรมสรรพากรฉบับนี้ ผมว่าภาษีที่จะได้ไม่คุ้มค่ากับโอกาสที่เสียไปของประเทศไทยในปัจจุบันครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...