BDMS x เมอเวนพิค ยกคลินิกสุขภาพให้บริการในโรงแรม จับกลุ่มท่องเที่ยวเชิงเวลเนส 7 ล้านล้านดอลลาร์
นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท หรือ BDMS เปิดเผยว่า ตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) เติบโตเฉลี่ยปีละ 20% โดย Global Wellness Institute ประเมินในปี 2568 มูลค่าตลาดเวลเนสทั่วโลกจะแตะ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางระดับโลก และมีขนาดตลาดท่องเที่ยวเชิงเวลเนสเป็นอันดับ 4 ของเอเชีย รองจากจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย ตามลำดับ
โดยก่อนเกิดโควิดเมื่อปี 2562 ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 40 ล้านคน และเป็นนักท่องเที่ยวเชิงเวลเนส 15.5 ล้านคน สร้างเม็ดเงินเฉลี่ย 60,000 บาท/คน/ทริป หรือคิดเป็นมูลค่าตลาด 600,000 ล้านบาท (รวมกลุ่มสุขภาพ สปา นวด และอาหาร) สะท้อนว่าตลาดท่องเที่ยวเวลเนสเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่สำคัญ
ล่าสุด BDMS ได้ร่วมมือกับเมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท พัฒนาโปรแกรมดูแลสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ BDMS Wellness Retreat เนื่องจาก มองเห็นโอกาสทางการตลาด จากเทรนด์ความต้องการดูแลสุขภาพในรูปแบบ Wellness ซึ่งเป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งร่างกายและจิตใจ
โดยมุ่งเน้นการป้องกันก่อนการเกิดโรค ที่เทรนด์ปัจจุบันคนทั่วโลกมีความต้องการและให้ความสำคัญ โดยเฉพาะภายหลังจากผ่านพ้นวิกฤติการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เปลี่ยนพฤติกรรมคนให้หันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น
เบื้องต้น จะนำบริการจากคลินิกเวลเนสของ BDMS มาไว้โรงแรมของ Movenpick เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถดูแลสุขภาพไปพร้อมกับการท่องเที่ยวในไทยได้ ครอบคลุมบริการ อาทิ เช็กอัพสุขภาพ การทำสปา และอาหารสุขภาพ โดยออกแบบโปรแกรมเฉพาะบุคคล รวมถึงมีฟิตเนสในโรงแรม
ทั้งนี้ Movenpick BDMS Wellness Resort Bangkok เป็นสาขาที่ 3 ที่ทำเวลเนสคลินิกกับกลุ่มโรงแรม โดยก่อนหน้านี้ได้ทำร่วมกับโรงแรมอนันตรา ของกลุ่ม บมจ.ไมเนอร์ และโรงแรมเซเลส สมุย ซึ่งมีโรงแรมอีกหลายที่ที่สนใจอยากทำงานร่วมกับบีดีเอ็มเอส และอยู่ระหว่างการหารือรายละเอียด
สำหรับกลุ่มลูกค้าเวลเนสของบีดีเอ็มเอส ปัจจุบันเป็นคนไทย 60% มียอดการใช้จ่ายต่อบิลเฉลี่ย 20,000 บาท/คน/ปี และเป็นคนต่างชาติ 40% มียอดค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 40,000 บาท/คน/ปี โดยคนต่างชาติที่ใช้บริการมากสุดเป็นกลุ่ม 7 ประเทศอาหรับ เช่น กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย คูเวต เป็นต้น รองลงมาคือประเทศ CLMV คือ เมียนมา ลาว กัมพูชา
โดย 3 อันดับบริการเวลเนสที่คนใช้บริการมากที่สุด คือ การเช็กอัพตรวจสุขภาพ, การทำฟัน เช่น ทำรากฟันได้ในวันเดียว เหมาะกับชาวต่างชาติที่มาทริปไม่นานนัก จากปกติการทำรากฟันเทียมต้องใช้เวลา 1 สัปดาห์ เป็นต้น และกลุ่มความสวยงาม เช่น ผม ตรวจจากฮอร์โมน เป็นต้น
“ท่องเที่ยวเชิงเวลเนสเป็นการขยายตลาดเพิ่มเติมจากเมดิคอลทัวร์ลิซึม และเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง หากได้ลูกค้ากลุ่มนี้จำนวนมาก จะส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวภาพรวมของไทยเป็นอย่างดี”
โดยจุดเด่นความได้เปรียบของไทย มี 5 ประการ ได้แก่
- สถานที่ท่องเที่ยวสวยงาม อย่างวัดวาอารามต่าง ๆ
- อาหารเพื่อสุขภาพจำนวนมาก ตั้งแต่พืชพรรณ สมุนไพร และอาหารยังถือเป็นมาสเตอร์พีซด้านซอฟต์พาวเวอร์ที่ดีของไทย
- การต้อนรับขับสู้ชาวต่างชาติของไทย บริการต่าง ๆ ทำได้ดี เวลเนสต้องดึงคนที่ไม่ป่วยให้มา ฉะนั้น หากคนกลุ่มนี้จะเข้าไทยต้องมีความพอใจกับประเทศและบริการของเรา
- วัฒนธรรมโดดเด่น อาทิ ลูกประคบ นวดไทย สมุนไพรไทย
- อุตสาหกรรมการแพทย์ต้องพร้อม เนื่องจาก นักท่องเที่ยวเวลเนสจะเป็นกลุ่มคนอายุ 40-50 ปี และจะมาเป็นครอบครัวใหญ่ ต้องมั่นใจในการรักษาการแพทย์ ซึ่งได้ทำตลาดเมดิคอลทัวร์ลิซึมมานาน โรงพยาบาลแต่ละแห่งจึงมีศักยภาพเพียงพอ
นอกจากนี้ การที่ภาครัฐบาลตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว ส่งเสริมภาคการท่องเที่ยว เช่น การกลับมาเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศซาอุดีอาระเบีย หรือกระทั่งโปรโมตประเทศไทยในต่างแดน ตลอดจนรัฐบาลใหม่ได้ออกนโยบายฟรีวีซ่านักท่องเที่ยวจีนและคาซัคสถานก็ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั้งสิ้น และเชื่อว่าภาคเอกชนขับเคลื่อนด้วยกัน จะยิ่งเอื้อให้ทั้งตลาดไปได้ไกล และเวลเนสทัวร์ลิซึมที่เป็นเครื่องมือใหม่จะทำให้ไทยขึ้นมาเป็นเดสติเนชั่นระดับโลกในด้านนี้ได้