โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

นักวิชาการห่วงนโยบาย “ลดค่าไฟ” ยืดหนี้ กฟผ. มองพักชำระหนี้ผ่านการตรึงค่า Ft เป็นเหมือนระเบิดเวลา

การเงินธนาคาร

อัพเดต 19 ก.ย 2566 เวลา 16.27 น. • เผยแพร่ 19 ก.ย 2566 เวลา 09.27 น.

นายชาคร เลิศนิทัศน์ นักวิจัยอาวุโสทีมนโยบายด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และ น.ส.สิริภา จุลกาญจน์ นักวิจัยชำนาญการ สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อีอาร์ไอ) นำเสนอบทความ เรื่อง " ลดค่าไฟ …แนวทางไหน คือทางออกที่ยั่งยืน ?" โดยระบุว่า มาตรการลดภาระค่าครองชีพของคนไทย เป็นหนึ่งในมาตรการเร่งด่วนที่ได้รับการอนุมัติภายหลังการประชุม ครม. นัดแรกของรัฐบาล ผ่านหลากหลายมาตรการสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นการการลดราคาน้ำมันดีเซลให้ต่ำกว่า 30 บาท/ลิตร ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน การพักหนี้เกษตรกรหรือธุรกิจขนาดเล็ก 3 ปี ไปจนถึงการลดค่าไฟฟ้า จากเดิมในอัตรา 4.45 บาทต่อหน่วย เหลือเพียง 3.99 บาทต่อหน่วย ในรอบบิลเดือนกันยายน ซึ่งนับได้ว่าเป็นอีกมาตรการที่เรียกได้ว่ามีผลในทันทีในการช่วยลดภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน

ข่าวดี คือ ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มลดลง เนื่องจากความสามารถในการนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมาใช้กลับมาเท่าเดิมหรือเพิ่มมากขึ้น จากการที่บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ได้ดำเนินการติดตั้งแท่นหลุมผลิตใหม่แทนหลุมเดิมเสร็จเรียบร้อย ทำให้สามารถรักษาระดับอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยได้ตามแผน และลดการนำเข้า LNG ที่มีราคาสูงกว่า

อย่างไรก็ตาม มาตรการการลดค่าไฟฟ้านับตั้งแต่เดือนนี้ยังคงไม่ชัดเจนในแง่ของกลไกการสนับสนุน ส่วนต่างของค่าไฟฟ้าที่ลดลง 46 สตางค์ต่อหน่วย โดยแนวทางในการสนับสนุนส่วนต่างดังกล่าวเป็นได้หลากหลายรูปแบบ เช่น การใช้งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ในช่วงเดือนปลายเมษายน 2566 ผ่านกรอบงบวงเงินงบประมาณไม่เกิน 7,602 ล้านบาท ซึ่งทางเลือกนี้ขึ้นอยู่กับวงเงินงบที่เหลืออยู่ในช่วงปลายปีงบประมาณ 2566

แต่การใช้งบดังกล่าวอาจจะเป็นการใช้ผิดวัตถุประสงค์ของงบ หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือการเจรจาเพื่อขอขยายระยะเวลาชำระหนี้ค่าเชื้อเพลิง กับ ปตท. ซึ่งเป็นผู้จัดหาแหล่งก๊าซธรรมชาติทั้งจากภายในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ รวมทั้งการเพิ่มกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าถ่านหินในช่วงที่ราคาก๊าซธรรมชาติสูงมาก ๆ หรือการใช้น้ำมันมาทดแทนก๊าซธรรมชาติในโรงไฟฟ้าก๊าซ เพื่อลดภาระต้นทุนของค่าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ ซึ่งการใช้เชื้อเพลิงอื่นมาทดแทนก๊าซธรรมชาติได้มีการดำเนินการอยู่แล้ว

ดังนั้นการยืดหนี้หรือภาระต้นทุนจากการผลิตไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตหรือ กฟผ. ออกไปก่อนดูจะเป็นทางเลือกที่รัฐน่าจะเลือกมากที่สุด จากเดิมต้องมีการชำระคืนภายใน 3 ปี ตามมติของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในช่วงธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา โดยหนี้ดังกล่าวเกิดจากการแบกรับค่า Ft ซึ่งประกอบด้วยต้นทุนของค่าความพร้อมเดินเครื่องเพื่อจ่ายไฟฟ้า (AP) และต้นทุนของเชื้อเพลิงที่มีการเพิ่มขึ้นสูงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 1.5 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตามการยืดหนี้ย่อมสร้างต้นทุนในกับ กฟผ.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการขาดสภาพคล่องของ กฟผ. และยังกระทบต่อความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้ขององค์กรซึ่งเป็นผลให้อัตราดอกเบี้ย (ต้นทุนทางการเงิน) เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งภาระดังกล่าวจะส่งผลต่อค่าไฟฟ้าของประชาชนต่อไปในอนาคต นอกจากนั้นเพื่อเป็นการรักษาสภาพคล่องของ กฟผ. ภาครัฐยังคงมีความจำเป็นในการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล อย่างเช่นที่เกิดในปีงบประมาณปัจจุบัน ซึ่งส่งผลต่อสถานการณ์หนี้สาธารณะของประเทศในระยะยาว การขาดสภาพคล่องของ กฟผ. อาจทำให้ กฟผ.ไม่สามารถลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยรองรับแนวโน้มการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของผู้บริโภคจากการใช้โซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตได้

“ดังนั้นมาตรการ ลดค่าไฟ จากการปรับโครงสร้างหนี้โดยปราศจากการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม จะกลายเป็นเพียงการพักหนี้ระยะสั้นเท่านั้น โดยหากพ้นระยะของการพักชำระหนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากมีการเรียกเก็บคืนทันทีในระยะเวลาหลังจากนั้น อาจจะทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นสูงขึ้นมากกว่า 6 บาทกว่าต่อหน่วยเลยทีเดียวและภายใต้เงื่อนไขที่ราคาก๊าซธรรมชาติยังคงเท่ากับทุกวันนี้ มาตรการยืดเวลาการชำระหนี้จึงเป็นเพียงมาตรการระยะสั้นและมีแนวโน้มที่จะเกิดสถานการณ์ราคาค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการที่กิจการไฟฟ้าของประเทศไทยยังคงมีการส่งต้นทุนไปยังผู้บริโภคโดยตรง (Cost pass-through) โดยผู้ลงทุนโรงไฟฟ้าไม่ต้องมีการแบกรับความเสี่ยงของราคาเชื้อเพลิงที่มีความผันผวนตลอดเวลา และท้ายที่สุดผู้บริโภคจะต้องเจอกับราคาค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยภาระหนี้ในอดีตอย่างเลี่ยงไม่ได้”

การพักชำระหนี้ผ่านการตรึงค่า Ft จึงเป็นเหมือน“ระเบิดเวลา” ที่รอเวลาเกิดผลกระทบในวงกว้างจากภาระหนี้สินและดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นแล้วยังส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้พลังงานของภาคประชาชนและอุตสาหกรรม เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงจะเป็นส่วนหนึ่งของการกระตุ้นให้เกิดการบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการพัฒนานวัตกรรมและนำเทคโนโลยีด้านการจัดการพลังงานมาใช้ (smart energy management)

แน่นอนว่าภาระค่าครองชีพเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขในระยะสั้น ดังนั้นหากรัฐจะใช้แนวทางการยืดหนี้ ควรใช้ให้ถูกกลุ่มและมีระยะเวลาการช่วยเหลือที่ชัดเจน เช่น ลดค่าไฟฟ้าให้ครัวเรือนที่มีความจำเป็นหรือครัวเรือนที่มีรายได้น้อย เท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดเป็นต้นทุนค่าเสียโอกาสจากภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นจากการใช้พลังงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ

การจัดการกับปัญหาเรื่องค่าไฟฟ้าราคาแพงในระยะยาวจึงต้องมีการให้ความสำคัญกับการกระจายแหล่งเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าจากทรัพยากรภายในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานหมุนเวียน เช่น การใช้พลังงานแสงแดด การใช้พลังงานลม หรือพลังงานน้ำ เป็นต้น อันเป็นการกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลกที่มีหลายปัจจัยที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้ ทั้งนี้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งมีราคาสูงกว่าการผลิตจากในอ่าวไทยมากกว่า 2 เท่า ส่งผลให้การควบคุมราคาค่าไฟฟ้ามีความท้าทายเป็นอย่างยิ่ง โดยการให้ความสำคัญกับแหล่งพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศเป็นหนึ่งในทางเลือกที่สำคัญ เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานดังกล่าวมีแนวโน้มต่ำลงและความผันผวนต่ำ

รวมทั้งการแก้ไขปัญหาในระยะยาวควรมีการวางแผนและจัดระบบไฟฟ้าควรคำนึงถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าของสังคมที่เพิ่มมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็นการติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านหรือการใช้รถยนต์ไฟฟ้า พร้อมทั้งการพิจารณาเทคโนโลยีในอนาคตที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่ไปอีกด้วย

ท้ายที่สุด การเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงานโดยเพิ่มการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้านั้นยังคงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการอาศัยเงินลงทุน (Climate Finance) เพื่อสร้างการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ภาครัฐจึงต้องมองหากลไกและมาตราการทางการเงินที่เหมาะสมกับช่วงระดับการพัฒนาของเทคโนโลยี (Level of Technology Development) เพื่อส่งเสริมการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีโดยยังรักษาเสถียรภาพของราคาไฟฟ้าในอนาคตผ่านมาตรการที่หลากหลาย เช่น การสนับสนุนแหล่งเงินทุนสีเขียว (green finance) การสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและการันตรีความเสี่ยงสำหรับโครงการสีเขียว รวมถึงการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า เป็นต้น อันเป็นรากฐานสำคัญของเสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไปในอนาคตนั่นเอง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...