LEO ผนึกไปรษณีย์ไทย-Viettel Post ลุยระเบียงโลจิสติกส์ “ไทย-เวียดนาม-จีน”
ข่าวหุ้นธุรกิจ
อัพเดต 27 มี.ค. เวลา 04.45 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. เวลา 04.45 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO เปิดเผยถึงความร่วมมือครั้งสำคัญ ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้านการขยายบริการโลจิสติกส์ร่วมกับบริษัท Viettel Post Corporation เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยการลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งล่าสุดนี้ได้รับเกียรติจาก นางสาวอุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ทั้งนี้ การผนึกกำลังดังกล่าวมีเป้าหมายหลักในการพัฒนา “ระเบียงโลจิสติกส์” (Logistics Corridor) เพื่อเชื่อมโยงประเทศไทย เวียดนาม และจีน ผ่านระบบขนส่งหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) ครอบคลุมทั้งทางถนน ทางรถไฟ และทางอากาศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านเวลา ลดต้นทุน และเสริมสร้างความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาค
สำหรับบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ ได้กำหนดกรอบความร่วมมือในหลายมิติที่สำคัญ ครอบคลุมการเสริมสร้างความเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์และอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนระหว่างไทยและเวียดนาม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานและอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกทางการตลาด การสำรวจโอกาสในการพัฒนาช่องทางการจำหน่ายสินค้าระหว่างสองประเทศ รวมถึงการพิจารณาขยายการเชื่อมโยงทางการค้าในระเบียงเศรษฐกิจ ไทย-เวียดนาม-จีน นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงความร่วมมือระหว่างแพลตฟอร์ม ThailandPostMart และ VipoMall เพื่อผลักดันการเติบโตของอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน เพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดให้กับภาคธุรกิจ พร้อมทั้งร่วมกันพัฒนาธุรกิจและดำเนินกิจกรรมการสื่อสารทางการตลาด เพื่อยกระดับการรับรู้แบรนด์และส่งเสริมโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศในอนาคต
ด้านบทบาทการดำเนินงานของแต่ละฝ่าย LEO จะทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ (International Logistics Services Provider) โดยมุ่งพัฒนาโซลูชันโลจิสติกส์แบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งการขนส่งข้ามพรมแดนและการบริหารจัดการพิธีการศุลกากรอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ไปรษณีย์ไทย (Thailand Post) จะเสริมความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายการกระจายสินค้าภายในประเทศไทย และเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงช่องทางค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซอย่างครอบคลุม ส่วน Viettel Post จะสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์มเทคโนโลยีในประเทศเวียดนาม ซึ่งมีความพร้อมด้านโลจิสติกส์ครบวงจรทั้งทางบก ทางราง และทางอากาศ โดยเฉพาะโครงการ Viettel Logistics Park ณ จังหวัดหลั่งเซิน (Lang Son) ซึ่งมีพื้นที่กว่า 143 เฮกตาร์ และสามารถรองรับรถขนส่งได้ประมาณ 1,500–2,800 คันต่อวัน จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการรองรับและขยายเส้นทางโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนในอนาคต ทั้งนี้ ทั้งสามฝ่ายยังมีแผนที่จะร่วมกันพัฒนาโซลูชันการจัดการคำสั่งซื้อแบบสองทาง (Two-way Fulfillment) เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซและสินค้ากลุ่มศักยภาพสูง เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตร และสินค้ามูลค่าสูง (High-value goods) ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดเอเชีย
บริษัทฯ ประเมินว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาหลัก (Pain Points) ของโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนในเอเชีย ทั้งในด้านต้นทุนที่สูง ระยะเวลาขนส่งที่ไม่แน่นอน และข้อจำกัดด้านการเชื่อมต่อระหว่างรูปแบบการขนส่ง โดยการพัฒนาเครือข่ายแบบบูรณาการจะช่วยเพิ่มความคล่องตัว (Flexibility) และยกระดับประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรองรับการเติบโตของการค้าระหว่างไทย-เวียดนาม และขยายตัวสู่ภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) ในระยะยาว นายเกตติวิทย์ ได้กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ LEO ในการขยายเครือข่ายโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค (Regional Connectivity) และต่อยอดสู่การสร้าง ‘Logistics Triangle’ ร่วมกับพันธมิตร ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถในการให้บริการขนส่งข้ามพรมแดนอย่างครบวงจร ภายใต้ความเชื่อที่ว่า โลจิสติกส์ไม่ใช่เพียงการขนส่งสินค้า แต่คือการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ โอกาส และผู้คน การผสานจุดแข็งของทั้งสามองค์กรจะช่วยสร้างระบบโลจิสติกส์ที่ไร้รอยต่อ และผลักดันให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs สามารถเข้าถึงตลาดใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม LEO ยังคงมองเห็นแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อความต้องการใช้บริการโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนในระยะยาว โดยความร่วมมือที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขันของบริษัทฯ พร้อมทั้งสร้างโอกาสในการขยายฐานลูกค้า รวมถึงต่อยอดสู่การให้บริการใหม่ ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต