เปิดหน้าประวัติศาสตร์มืด อีกด้านของแดนอาทิตย์อุทัย ‘จักรวรรดิญี่ปุ่น’ ไม่ได้มีแค่ความรุ่งเรือง แต่เต็มไปด้วยเงามืดแห่งสงคราม บาดแผลสงครามที่เอเชียไม่เคยลืม
ความเหี้ย(ม)โหดของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น…ประวัติศาสตร์แดนอาทิตย์อุทัยที่ถูกซ่อนไว้
แม้ว่า ความสุภาพ อ่อนน้อม ถ่อมตน ของคนญี่ปุ่นคือ "ความสวยงามที่มีระเบียบ" ซึ่งเป็นสิ่งที่โดดเด่นและสร้างความประทับใจ เช่น การโค้งคำนับ การใช้ภาษาที่สุภาพ การใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อย และการไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน อย่างไรก็ตาม ชาวโลกอาจจะลืมเลือนไปแล้วว่า ญี่ปุ่นที่สังคมและผู้คนมีสุภาพ ความอ่อนน้อมและถ่อมตนอย่างมากมาย ครั้งหนึ่งเคยเป็นชาติจักรวรรดิ เป็นนักล่าอาณานิคมผู้โหดเหี้ยมที่สุดแห่งทวีปเอเชีย เป็นรัฐทหารที่เรียกกันว่า “จักรวรรดิญี่ปุ่น (Empire of Japan)”
จักรวรรดิญี่ปุ่นเป็นช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น นับตั้งแต่การปฏิรูปเมจิ (Meiji Restoration) เมื่อวันที่ 3 มกราคม 1868 ซึ่งยุติการปกครองของโชกุน และฟื้นฟูอำนาจให้จักรพรรดิ การฟื้นฟูนี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโครงสร้างทางการเมืองและสังคมของญี่ปุ่น และครอบคลุมทั้งช่วงปลายยุคเอโดะ (บากูมัตสึ) และต้นยุคเมจิ ในช่วงเวลานั้นญี่ปุ่นได้พัฒนาอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และการศึกษาอย่างรวดเร็วและรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกมาใช้) จนกระทั่งรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 1947 (รวม 79 ปี)
ความโหดร้ายของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1930 และ 1940 โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และสงครามอื่น ๆ ก่อนหน้านั้น ได้รับการบันทึกไว้อย่างกว้างขวางและยังคงเป็นหนึ่งในแง่มุมที่มืดมนที่สุดของประวัติศาสตร์การทหารสมัยใหม่ เพราะมิใช่เพียงแค่การประพฤติมิชอบอย่างทารุณและโหดร้ายที่เกิดขึ้นเพียงประปราย แต่ในหลายกรณี การใช้ความรุนแรงอย่างทารุณโหดร้ายต่อพลเรือนและเชลยศึกชนิดที่ปุถุชนคนธรรมดาไม่สามารถยอมรับได้นั้นเป็นการกระทำจนกลายเป็นปกติวิสัยของทหารของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น และบ่อยครั้งได้รับการยอมรับเป็นวัฒนธรรม หรือแม้แต่ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำทางทหาร
การกระทำของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น (IJA) ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังคงเป็นบทที่สร้างบาดแผลลึกซึ่งไม่ได้รับการกล่าวถึงอย่างครบถ้วนในตำราเรียนภายในประเทศ ความแตกต่างระหว่างบันทึกทางประวัติศาสตร์ระหว่างประเทศและการศึกษาของญี่ปุ่นมักถูกเรียกว่า "สงครามประวัติศาสตร์" ในเอเชียตะวันออก บทที่ "เงียบงัน" ในขณะที่นักประวัติศาสตร์ทั่วโลกหลายคนบันทึกเหตุการณ์เหล่านี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ในทางประวัติศาสตร์แล้ว เหตุการณ์เหล่านี้มักถูกลดทอนหรือละเว้นในหลักสูตรการศึกษาของญี่ปุ่นในปัจจุบันหลายฉบับ
ลำดับเหตุการณ์ที่แสดงถึงความทารุณของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2:
1. การก่อตั้งก่อตั้งหน่วยวิจัยอาวุธชีวภาพลับ (หน่วย 731) ในปี 1931 โดย ดร.ชิโร อิชิอิ ขึ้นใน
เขตปิงฟาง เมืองฮาร์บิน และตั้งแต่ปี 1935 จนกระทั่งสิ้นสุดสงคราม มีการขยายเครือข่ายหน่วยวิจัยอาวุธชีวภาพไปทั่วภูมิภาคเอเชีย
2. การสังหารหมู่หนานจิง (Nanjing Massacre) เป็นเหตุการณ์ที่กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นสังหารหมู่
ข่มขืน ปล้นสะดม และเผาทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนพลเรือนรวมถึงเชลยศึกชาวจีน หลังจากสามารถยึดนครหนานจิง (เมืองหลวงของจีนขณะนั้น) เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 1937 จนกระทั่งมกราคม 1938 ในช่วงสงครามจีน–ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 เหตุการณ์ยาวนานราว 6-8 สัปดาห์นี้ มีผู้เสียชีวิตราว 300,000 คน มีหญิงชาวจีนราว 20,000-80,000 คน ตั้งแต่วัยทารกจนถึงผู้สูงอายุถูกข่มขืน มีการประหารชีวิตเชลยทหารจีนที่ยอมจำนนและพลเรือนชาย และมีการเผาทำลายบ้านเมืองราวหนึ่งในสาม
3. ระหว่างปี 1937-1938 ญี่ปุ่นเข้ายึดเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เทียนสิน และเมืองสำคัญทางชายฝั่งอย่าง
รวดเร็ว ยังคงมีการสังหารหมู่และข่มขืนประชาชนพลเรือนชาวจีนระหว่างการเดินทัพของญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง มีการใช้แก๊สพิษและอาวุธชีวภาพโจมตีพลเรือน แม้ญี่ปุ่นจะลงนามในอนุสัญญาห้ามแล้วก็ตาม
4. สงครามในแปซิฟิก ระหว่างปี 1941-1945 ธันวาคม 1941 ญี่ปุ่นขยายสงครามสู่เอเชียตะวันออก
เฉียงใต้ โจมตีอ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ ฮาวาย และประกาศสงครามกับสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร พร้อมกันนั้นบุกไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และฮ่องกง ภายใน 6 เดือน กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นยึดครองพื้นที่ 3.8 ล้านตารางกิโลเมตร มีประชากร 150 ล้านคนอยู่ภายใต้การยึดครอง
- การเดินขบวนมรณะบาตาอัน (Bataan Death March) หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ และ
ฟิลิปปินส์ยอมจำนนที่คาบสมุทรบาตาอัน โดยเชลยศึกกว่า 75,000 คนถูกบังคับเดินเท้าระยะทาง 100 กิโลเมตร โดยไม่มีน้ำและอาหาร มีผู้เสียชีวิตระหว่าง 5,000-10,000 คน
- การทารุณเชลยศึกอย่างเป็นระบบ ระหว่างปี 1942-1945 อัตราการเสียชีวิตของเชลย อยู่ที่ร้อย
ละ 27.1 สำหรับเชลยจากชาติเอเชีย มีเชลยชาวจีนเพียง 56 คนจากหลายหมื่นคนที่รอดชีวิตจนถึงสิ้นสุดสงคราม
- เชลยศึกทั้งหมดที่จับได้ในทะเล ทหารเรืออังกฤษเสียชีวิต 12,500 นาย และออสเตรเลียอีก 7,500
นายจากการสังหารหมู่
- การปกครองที่โหดร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พม่า พลเอกคิมูระ ฮิโรชิ หรือ "เพชฌฆาตแห่ง
พม่า" สังหารชาวบ้านและเชลยอย่างโหดร้าย ระหว่างปี 1943-1945 และการบังคับใช้แรงงานเพื่อก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะ (ไทย-พม่า) มีผู้เสียชีวิตกว่า 100,000 คน ด้วยนโยบาย 3 อย่าง: เผาทำลาย ฆ่าทำลาย และปล้นสะดม ในพื้นที่ยึดครองของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น
5. อาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่สำคัญ ได้แก่:
- นางบำเรอทางเพศ (Comfort Women) มีผู้หญิงและเด็กสาวจากเกาหลี จีน ฟิลิปปินส์
อินโดนีเซีย ถูกบังคับเป็น "นางบำเรอ" ให้กับทหารญี่ปุ่น ประมาณว่า มีเหยื่อระหว่าง 50,000-200,000 คน
- นโยบายทำลายล้าง: การกวาดล้างหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านในจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การ
ทำลายล้างทางวัฒนธรรมและทรัพย์สิน และการปล้นสะดมทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นระบบ
ความเหี้ยมโหดของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น “เฉพาะในส่วนของไทย” เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 1941 ญี่ปุ่นได้รุกรานประเทศไทยพร้อมกันหลายจุดทางชายฝั่งทะเลอ่าวไทย ตั้งแต่สมุทรปราการไปจนถึงปัตตานี ในขณะนั้นรัฐบาลไทยกำลังเจรจากับญี่ปุ่น ทำให้คำสั่งหยุดยิงยังส่งไปไม่ถึงหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่ ทหาร ตำรวจ และยุวชนทหารจึงต้องทำการป้องกันประเทศตามหน้าที่ แม้ว่า ภาพรวมอาจไม่ได้เหมือนการ “บุกยึดแบบทำลายล้างเต็มรูปแบบ” เหมือนในหลาย ๆ ประเทศ แต่ก็มีเหตุการณ์รุนแรงและความโหดร้ายเกิดขึ้นไม่น้อย โดยเฉพาะในช่วงแรก และในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งไม่ได้สิ้นสุดลงเพียงแค่การปะทะกันทางทหารระยะสั้น ๆ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการยึดครองซึ่งกินเวลานานกว่า 3 ปี ซึ่งเต็มไปด้วยความโหดร้ายและการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนชาวไทยอย่างร้ายแรง แม้ว่า รัฐบาลไทยภายใต้จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ตัดสินใจทำสนธิสัญญาทางทหารกับญี่ปุ่นในเวลาต่อมา แต่ทหารญี่ปุ่นได้ก่อเหตุร้ายแรงหลายประการ สรุปได้ดังนี้
1. การสู้รบอย่างโหดรู้ในช่วงการยกพลขึ้นบก (8 ธันวาคม 2484) กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกหลายจุด
เช่น ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และสงขลา ทหารญี่ปุ่นปะทะกับทหารและตำรวจไทย เช่นที่ กองบิน 5 ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีการสู้รบหนักจนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก พลเรือนบางส่วนก็ได้รับผลกระทบจากการยิงปะทะและความโกลาหล แม้การสู้รบจะสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว แต่ในหลายพื้นที่ก็เกิดการปะทะอย่างรุนแรง
- ทหารและตำรวจไทยได้ต่อสู้ต้านทานอย่างเต็มที่และเต็มกำลัง ตามเอกสารของรัฐบาล
สหรัฐฯ ระบุว่า ณ จุดสำคัญ ๆ เช่น สงขลา ตำรวจได้ต่อสู้ขัดขวางการยกพลขึ้นบกของญี่ปุ่นอย่างหนักหน่วง จนเกิดการสูญเสียทั้งสองฝ่าย
- การสูญเสียของผู้กล้าที่ปัตตานี ขุนอิงคยุทธบริรักษ์ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 42 ของไทย
ถูกสังหาร ในขณะที่นำกำลังพลต่อสู้กับทหารญี่ปุ่นอย่างกล้าหาญ
- การต่อต้านที่กองบิน 5 ประจวบคีรีขันธ์ กำลังพลของกองทัพอากาศไทยสามารถต่อต้านการ
ล้อมของทหารญี่ปุ่นได้อย่างทรหด จนกระทั่งได้รับคำสั่งให้หยุดยิงในเวลาเที่ยงวันของวันที่ 9 ธันวาคม
- วีรกรรมที่สะพานท่านางสังข์ ชุมพร เมื่อกองทัพญี่ปุ่นพยายามเคลื่อนกำลังเข้าสู่ตัวเมือง
ชุมพร ยุวชน ทหารจากโรงเรียนศรียาภัย (นำโดย ร้อยเอก ถวิล นิยมเสน ผู้บังคับหมวด และเสียชีวิตในที่รบ พร้อมด้วยยุวชนทหารอีกจำนวนหนึ่ง) ซึ่งเป็นนักเรียนมัธยมอายุประมาณ 15-18 ปี ได้รวมกำลังกับทหารประจำการและตำรวจ เผชิญหน้ากับกองทัพญี่ปุ่นที่มีกำลังพลและอาวุธเหนือกว่ามาก กำลังยุวชนทหารใช้ปืนเล็กยาวยิงต่อสู้อย่างสุดกำลังท่ามกลางฝนที่ตกหนัก และสามารถต้านทานการรุกคืบของญี่ปุ่นไว้ได้นานหลายชั่วโมง จนกระทั่งมีคำสั่งหยุดยิงจากส่วนกลางมาถึง
2. การใช้อำนาจบังคับและการยึดทรัพยากร หลังจากรัฐบาลไทยยอมให้กองทัพญี่ปุ่นผ่าน ญี่ปุ่นก็ได้ใช้
อำนาจควบคุมพื้นที่บางส่วน มีการยึดเสบียง อาหาร และทรัพย์สินจากชาวบ้าน บางพื้นที่ทหารญี่ปุ่นใช้อำนาจข่มขู่หรือทำร้ายประชาชน ,uการปล้นทรัพย์สินและการดูหมิ่นสถาบันฯ นอกเหนือจากความรุนแรงต่อชีวิตและร่างกายแล้ว การยึดครองยังสร้างความอัปยศอดสูด้วยการเข้ายึดครองสถานที่สำคัญ ๆ ของชาติ ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียน วัด หรือบ้านเรือนราษฎร อาคารและสถานที่สำคัญต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นที่ตั้ง เช่น สนามกีฬาแห่งชาติ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ใช้เป็นค่ายทหาร), โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย (โรงเรียนหญิงล้วนของอเมริกัน) รวมถึงบ้านพักส่วนตัวของชาวต่างชาติและชาวไทย แม้กระทั่งพระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน ก็เกือบถูกทหารญี่ปุ่นเข้ายึดครอง
3. การสร้าง "ทางรถไฟสายมรณะ" (1942-1943) เป็นอาชญากรรมสงครามที่โหดร้ายที่สุดของญี่ปุ่นใน
ภูมิภาคนี้ โดยแรงงานชาวไทยจำนวนมากถูกเกณฑ์แรงงาน หรือถูกหลอกลวงให้ไปทำงานก่อสร้างทางรถไฟยุทธศาสตร์ที่เชื่อมระหว่างไทยกับพม่า โดยต้องทำงานหนักท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย ขาดแคลนทั้งอาหารยารักษาโรค และการลงโทษรุนแรง มีหลักฐานทางวิชาการที่ระบุว่า แรงงานพลเรือนชาวเอเชีย (ซึ่งรวมถึงชาวไทย พม่า มาเลย์ และชวา) เสียชีวิตระหว่าง 75,000 ถึง 250,000 คน โดยทุก ๆ 1 กิโลเมตรของรางรถไฟ จะมีหยาดเหงื่อและชีวิตของแรงงานเหล่านี้เป็นเดิมพัน
4. การข่มขืนและการบังคับเป็น "นางบำเรอ" (ตลอดช่วงการยึดครอง) เมื่อกองทัพญี่ปุ่นตั้งหลักปักฐาน
ได้ อาชญากรรมทางเพศก็เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ โดยมีหลักฐานยืนยันชัดเจน
- มีรายงานการข่มขืนทั้งต่อแรงงานหญิงและเด็กหญิงชาวไทยบริเวณแนวเส้นทางรถไฟสาย
มรณะ พื้นที่ใกล้เคียงกับค่ายทหารญี่ปุ่นอยู่บ่อยครั้ง มีผู้รอดชีวิตรายหนึ่งเล่าว่า ได้เห็นเด็กสาววัยรุ่นถูกทารุณกรรมทางเพศจนเสียชีวิต
- ระบบ "นางบำเรอ" นอกเหนือจากเหยื่อจากชาติอื่น ๆ แล้ว กองทัพญี่ปุ่นยังได้จัดตั้งระบบ
นางบำเรอในประเทศไทยด้วย โดยมีรายงานว่า มีหญิงไทยถูกเกณฑ์จากกรุงเทพฯ และพื้นที่อื่นๆ ไปยังค่ายทหารญี่ปุ่นที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อถูกข่มขืนเป็นประจำทุกคืน มีหลักฐานด้วยว่า มีชายไทยบางคนทำหน้าที่เป็นแมวมองหาหญิงสวาวให้กับกองทัพญี่ปุ่น
5. การกดขี่ทางเศรษฐกิจและเสรีภาพ บรรยากาศหวาดกลัว ประชาชนคนไทยอยู่ภายใต้การควบคุมของ
ทหารญี่ปุ่น มีข่าวการทำร้าย ข่มขืน และการลงโทษโดยพลการในหลายพื้นที่ (แม้ไม่ได้เกิดทั่วประเทศ แต่ก็มีบันทึกไว้) มีการบังคับซื้อเสบียงอาหารในราคาถูก หรือยึดไปเฉย ๆ จนเกิดสภาวะข้าวยากหมากแพง และขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคขาดแคลนมาก ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ โดยญี่ปุ่นพิมพ์ธนบัตรเพื่อใช้เองในประเทศไทย อีกทั้ง สารวัตรทหารญี่ปุ่น (เคมเปไต) มีอำนาจในการจับกุมและสอบสวนคนไทยที่ต้องสงสัยว่า เป็นจารชน หรือให้ความช่วยเหลือฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งมักมีการซ้อมทรมานระหว่างการสอบสวนเพื่อเค้นความลับ
แม้ว่า รัฐบาลไทยภายใต้จอมพล ป. จะเลือกเป็น "พันธมิตร" เพื่อรักษาอำนาจรัฐเอาไว้ แต่ประชาชนชาวไทยกลับต้องเผชิญกับความทารุณโหดร้ายจากการยึดครองทางทหารของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ได้แตกต่างจากชาติอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลย ทั้งนี้ยังไม่รวมความสียหายอันมากมายมหาศาลจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร (สหรัฐฯ และอังกฤษ) ที่ทิ้งระเบิดในประเทศไทย ซึ่งทำลายทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก และชีวิตประชาชนคนไทยอีกหลายพันคน
กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นยอมรับว่า ได้ก่อ "ความเสียหายและความทุกข์ทรมานอย่างใหญ่หลวง" และในปี 2002 ศาลญี่ปุ่นตัดสินยอมรับว่า กองทัพญี่ปุ่นใช้สงครามเชื้อโรคและสังหารพลเรือนจีนหลายพันคน แต่คนญี่ปุ่นส่วนหนึ่งน รวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ปฏิเสธหรือลดความสำคัญของ
เหตุการณ์ โดย นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นหลายคนได้เยี่ยมสักการะศาลเจ้ายาสุกุนิ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตในการรับใช้ญี่ปุ่น ตั้งแต่สงครามโบชินในปี 1868-1869 ไปจนถึงสงครามจีน-ญี่ปุ่นสองครั้ง ในปี 1894-1895 และ 1937-1945 ตามลำดับ โดยมีอัฐิของอาชญากรสงครามญี่ปุ่นระดับ A อยู่ด้วย ยังคงเป็นประเด็นขัดแย้งกับประเทศคู่ขัดแย้งจนทุกวันนี้ อีกทั้ง หนังสือเรียนประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นกล่าวถึงอาชญากรรมสงครามเพียงเล็กน้อย หลักสูตรการเรียนการสอนของญี่ปุ่น แม้จะครอบคลุมเรื่องสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ มักจะเน้นไปที่ความทุกข์ทรมานของญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ .oขณะที่หลายประเทศในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มรดกของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่ใช่ “เรื่องราวที่ไม่เคยถูกเล่าขาน” เลย มันถูกจดจำอย่างลึกซึ้ง ถูกสอน และมักยังคงมีความอ่อนไหวทางอารมณ์และการเมืองอยู่จนทุกวันนี้
เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงค