โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดหน้าประวัติศาสตร์มืด อีกด้านของแดนอาทิตย์อุทัย ‘จักรวรรดิญี่ปุ่น’ ไม่ได้มีแค่ความรุ่งเรือง แต่เต็มไปด้วยเงามืดแห่งสงคราม บาดแผลสงครามที่เอเชียไม่เคยลืม

THE STATES TIMES

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

ความเหี้ย(ม)โหดของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น…ประวัติศาสตร์แดนอาทิตย์อุทัยที่ถูกซ่อนไว้

แม้ว่า ความสุภาพ อ่อนน้อม ถ่อมตน ของคนญี่ปุ่นคือ "ความสวยงามที่มีระเบียบ" ซึ่งเป็นสิ่งที่โดดเด่นและสร้างความประทับใจ เช่น การโค้งคำนับ การใช้ภาษาที่สุภาพ การใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อย และการไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน อย่างไรก็ตาม ชาวโลกอาจจะลืมเลือนไปแล้วว่า ญี่ปุ่นที่สังคมและผู้คนมีสุภาพ ความอ่อนน้อมและถ่อมตนอย่างมากมาย ครั้งหนึ่งเคยเป็นชาติจักรวรรดิ เป็นนักล่าอาณานิคมผู้โหดเหี้ยมที่สุดแห่งทวีปเอเชีย เป็นรัฐทหารที่เรียกกันว่า “จักรวรรดิญี่ปุ่น (Empire of Japan)”

จักรวรรดิญี่ปุ่นเป็นช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น นับตั้งแต่การปฏิรูปเมจิ (Meiji Restoration) เมื่อวันที่ 3 มกราคม 1868 ซึ่งยุติการปกครองของโชกุน และฟื้นฟูอำนาจให้จักรพรรดิ การฟื้นฟูนี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโครงสร้างทางการเมืองและสังคมของญี่ปุ่น และครอบคลุมทั้งช่วงปลายยุคเอโดะ (บากูมัตสึ) และต้นยุคเมจิ ในช่วงเวลานั้นญี่ปุ่นได้พัฒนาอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และการศึกษาอย่างรวดเร็วและรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกมาใช้) จนกระทั่งรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 1947 (รวม 79 ปี)

ความโหดร้ายของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1930 และ 1940 โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และสงครามอื่น ๆ ก่อนหน้านั้น ได้รับการบันทึกไว้อย่างกว้างขวางและยังคงเป็นหนึ่งในแง่มุมที่มืดมนที่สุดของประวัติศาสตร์การทหารสมัยใหม่ เพราะมิใช่เพียงแค่การประพฤติมิชอบอย่างทารุณและโหดร้ายที่เกิดขึ้นเพียงประปราย แต่ในหลายกรณี การใช้ความรุนแรงอย่างทารุณโหดร้ายต่อพลเรือนและเชลยศึกชนิดที่ปุถุชนคนธรรมดาไม่สามารถยอมรับได้นั้นเป็นการกระทำจนกลายเป็นปกติวิสัยของทหารของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น และบ่อยครั้งได้รับการยอมรับเป็นวัฒนธรรม หรือแม้แต่ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำทางทหาร

การกระทำของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น (IJA) ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังคงเป็นบทที่สร้างบาดแผลลึกซึ่งไม่ได้รับการกล่าวถึงอย่างครบถ้วนในตำราเรียนภายในประเทศ ความแตกต่างระหว่างบันทึกทางประวัติศาสตร์ระหว่างประเทศและการศึกษาของญี่ปุ่นมักถูกเรียกว่า "สงครามประวัติศาสตร์" ในเอเชียตะวันออก บทที่ "เงียบงัน" ในขณะที่นักประวัติศาสตร์ทั่วโลกหลายคนบันทึกเหตุการณ์เหล่านี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ในทางประวัติศาสตร์แล้ว เหตุการณ์เหล่านี้มักถูกลดทอนหรือละเว้นในหลักสูตรการศึกษาของญี่ปุ่นในปัจจุบันหลายฉบับ

ลำดับเหตุการณ์ที่แสดงถึงความทารุณของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2:

1. การก่อตั้งก่อตั้งหน่วยวิจัยอาวุธชีวภาพลับ (หน่วย 731) ในปี 1931 โดย ดร.ชิโร อิชิอิ ขึ้นใน

เขตปิงฟาง เมืองฮาร์บิน และตั้งแต่ปี 1935 จนกระทั่งสิ้นสุดสงคราม มีการขยายเครือข่ายหน่วยวิจัยอาวุธชีวภาพไปทั่วภูมิภาคเอเชีย

2. การสังหารหมู่หนานจิง (Nanjing Massacre) เป็นเหตุการณ์ที่กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นสังหารหมู่

ข่มขืน ปล้นสะดม และเผาทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนพลเรือนรวมถึงเชลยศึกชาวจีน หลังจากสามารถยึดนครหนานจิง (เมืองหลวงของจีนขณะนั้น) เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 1937 จนกระทั่งมกราคม 1938 ในช่วงสงครามจีน–ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 เหตุการณ์ยาวนานราว 6-8 สัปดาห์นี้ มีผู้เสียชีวิตราว 300,000 คน มีหญิงชาวจีนราว 20,000-80,000 คน ตั้งแต่วัยทารกจนถึงผู้สูงอายุถูกข่มขืน มีการประหารชีวิตเชลยทหารจีนที่ยอมจำนนและพลเรือนชาย และมีการเผาทำลายบ้านเมืองราวหนึ่งในสาม

3. ระหว่างปี 1937-1938 ญี่ปุ่นเข้ายึดเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เทียนสิน และเมืองสำคัญทางชายฝั่งอย่าง

รวดเร็ว ยังคงมีการสังหารหมู่และข่มขืนประชาชนพลเรือนชาวจีนระหว่างการเดินทัพของญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง มีการใช้แก๊สพิษและอาวุธชีวภาพโจมตีพลเรือน แม้ญี่ปุ่นจะลงนามในอนุสัญญาห้ามแล้วก็ตาม

4. สงครามในแปซิฟิก ระหว่างปี 1941-1945 ธันวาคม 1941 ญี่ปุ่นขยายสงครามสู่เอเชียตะวันออก

เฉียงใต้ โจมตีอ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ ฮาวาย และประกาศสงครามกับสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร พร้อมกันนั้นบุกไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และฮ่องกง ภายใน 6 เดือน กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นยึดครองพื้นที่ 3.8 ล้านตารางกิโลเมตร มีประชากร 150 ล้านคนอยู่ภายใต้การยึดครอง

- การเดินขบวนมรณะบาตาอัน (Bataan Death March) หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ และ

ฟิลิปปินส์ยอมจำนนที่คาบสมุทรบาตาอัน โดยเชลยศึกกว่า 75,000 คนถูกบังคับเดินเท้าระยะทาง 100 กิโลเมตร โดยไม่มีน้ำและอาหาร มีผู้เสียชีวิตระหว่าง 5,000-10,000 คน

- การทารุณเชลยศึกอย่างเป็นระบบ ระหว่างปี 1942-1945 อัตราการเสียชีวิตของเชลย อยู่ที่ร้อย

ละ 27.1 สำหรับเชลยจากชาติเอเชีย มีเชลยชาวจีนเพียง 56 คนจากหลายหมื่นคนที่รอดชีวิตจนถึงสิ้นสุดสงคราม

- เชลยศึกทั้งหมดที่จับได้ในทะเล ทหารเรืออังกฤษเสียชีวิต 12,500 นาย และออสเตรเลียอีก 7,500

นายจากการสังหารหมู่

- การปกครองที่โหดร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พม่า พลเอกคิมูระ ฮิโรชิ หรือ "เพชฌฆาตแห่ง

พม่า" สังหารชาวบ้านและเชลยอย่างโหดร้าย ระหว่างปี 1943-1945 และการบังคับใช้แรงงานเพื่อก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะ (ไทย-พม่า) มีผู้เสียชีวิตกว่า 100,000 คน ด้วยนโยบาย 3 อย่าง: เผาทำลาย ฆ่าทำลาย และปล้นสะดม ในพื้นที่ยึดครองของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น

5. อาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่สำคัญ ได้แก่:

- นางบำเรอทางเพศ (Comfort Women) มีผู้หญิงและเด็กสาวจากเกาหลี จีน ฟิลิปปินส์

อินโดนีเซีย ถูกบังคับเป็น "นางบำเรอ" ให้กับทหารญี่ปุ่น ประมาณว่า มีเหยื่อระหว่าง 50,000-200,000 คน

- นโยบายทำลายล้าง: การกวาดล้างหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านในจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การ

ทำลายล้างทางวัฒนธรรมและทรัพย์สิน และการปล้นสะดมทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นระบบ

ความเหี้ยมโหดของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น “เฉพาะในส่วนของไทย” เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 1941 ญี่ปุ่นได้รุกรานประเทศไทยพร้อมกันหลายจุดทางชายฝั่งทะเลอ่าวไทย ตั้งแต่สมุทรปราการไปจนถึงปัตตานี ในขณะนั้นรัฐบาลไทยกำลังเจรจากับญี่ปุ่น ทำให้คำสั่งหยุดยิงยังส่งไปไม่ถึงหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่ ทหาร ตำรวจ และยุวชนทหารจึงต้องทำการป้องกันประเทศตามหน้าที่ แม้ว่า ภาพรวมอาจไม่ได้เหมือนการ “บุกยึดแบบทำลายล้างเต็มรูปแบบ” เหมือนในหลาย ๆ ประเทศ แต่ก็มีเหตุการณ์รุนแรงและความโหดร้ายเกิดขึ้นไม่น้อย โดยเฉพาะในช่วงแรก และในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งไม่ได้สิ้นสุดลงเพียงแค่การปะทะกันทางทหารระยะสั้น ๆ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการยึดครองซึ่งกินเวลานานกว่า 3 ปี ซึ่งเต็มไปด้วยความโหดร้ายและการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนชาวไทยอย่างร้ายแรง แม้ว่า รัฐบาลไทยภายใต้จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ตัดสินใจทำสนธิสัญญาทางทหารกับญี่ปุ่นในเวลาต่อมา แต่ทหารญี่ปุ่นได้ก่อเหตุร้ายแรงหลายประการ สรุปได้ดังนี้

1. การสู้รบอย่างโหดรู้ในช่วงการยกพลขึ้นบก (8 ธันวาคม 2484) กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกหลายจุด

เช่น ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และสงขลา ทหารญี่ปุ่นปะทะกับทหารและตำรวจไทย เช่นที่ กองบิน 5 ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีการสู้รบหนักจนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก พลเรือนบางส่วนก็ได้รับผลกระทบจากการยิงปะทะและความโกลาหล แม้การสู้รบจะสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว แต่ในหลายพื้นที่ก็เกิดการปะทะอย่างรุนแรง

- ทหารและตำรวจไทยได้ต่อสู้ต้านทานอย่างเต็มที่และเต็มกำลัง ตามเอกสารของรัฐบาล

สหรัฐฯ ระบุว่า ณ จุดสำคัญ ๆ เช่น สงขลา ตำรวจได้ต่อสู้ขัดขวางการยกพลขึ้นบกของญี่ปุ่นอย่างหนักหน่วง จนเกิดการสูญเสียทั้งสองฝ่าย

- การสูญเสียของผู้กล้าที่ปัตตานี ขุนอิงคยุทธบริรักษ์ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 42 ของไทย

ถูกสังหาร ในขณะที่นำกำลังพลต่อสู้กับทหารญี่ปุ่นอย่างกล้าหาญ

- การต่อต้านที่กองบิน 5 ประจวบคีรีขันธ์ กำลังพลของกองทัพอากาศไทยสามารถต่อต้านการ

ล้อมของทหารญี่ปุ่นได้อย่างทรหด จนกระทั่งได้รับคำสั่งให้หยุดยิงในเวลาเที่ยงวันของวันที่ 9 ธันวาคม

- วีรกรรมที่สะพานท่านางสังข์ ชุมพร เมื่อกองทัพญี่ปุ่นพยายามเคลื่อนกำลังเข้าสู่ตัวเมือง

ชุมพร ยุวชน ทหารจากโรงเรียนศรียาภัย (นำโดย ร้อยเอก ถวิล นิยมเสน ผู้บังคับหมวด และเสียชีวิตในที่รบ พร้อมด้วยยุวชนทหารอีกจำนวนหนึ่ง) ซึ่งเป็นนักเรียนมัธยมอายุประมาณ 15-18 ปี ได้รวมกำลังกับทหารประจำการและตำรวจ เผชิญหน้ากับกองทัพญี่ปุ่นที่มีกำลังพลและอาวุธเหนือกว่ามาก กำลังยุวชนทหารใช้ปืนเล็กยาวยิงต่อสู้อย่างสุดกำลังท่ามกลางฝนที่ตกหนัก และสามารถต้านทานการรุกคืบของญี่ปุ่นไว้ได้นานหลายชั่วโมง จนกระทั่งมีคำสั่งหยุดยิงจากส่วนกลางมาถึง

2. การใช้อำนาจบังคับและการยึดทรัพยากร หลังจากรัฐบาลไทยยอมให้กองทัพญี่ปุ่นผ่าน ญี่ปุ่นก็ได้ใช้

อำนาจควบคุมพื้นที่บางส่วน มีการยึดเสบียง อาหาร และทรัพย์สินจากชาวบ้าน บางพื้นที่ทหารญี่ปุ่นใช้อำนาจข่มขู่หรือทำร้ายประชาชน ,uการปล้นทรัพย์สินและการดูหมิ่นสถาบันฯ นอกเหนือจากความรุนแรงต่อชีวิตและร่างกายแล้ว การยึดครองยังสร้างความอัปยศอดสูด้วยการเข้ายึดครองสถานที่สำคัญ ๆ ของชาติ ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียน วัด หรือบ้านเรือนราษฎร อาคารและสถานที่สำคัญต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นที่ตั้ง เช่น สนามกีฬาแห่งชาติ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ใช้เป็นค่ายทหาร), โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย (โรงเรียนหญิงล้วนของอเมริกัน) รวมถึงบ้านพักส่วนตัวของชาวต่างชาติและชาวไทย แม้กระทั่งพระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน ก็เกือบถูกทหารญี่ปุ่นเข้ายึดครอง

3. การสร้าง "ทางรถไฟสายมรณะ" (1942-1943) เป็นอาชญากรรมสงครามที่โหดร้ายที่สุดของญี่ปุ่นใน

ภูมิภาคนี้ โดยแรงงานชาวไทยจำนวนมากถูกเกณฑ์แรงงาน หรือถูกหลอกลวงให้ไปทำงานก่อสร้างทางรถไฟยุทธศาสตร์ที่เชื่อมระหว่างไทยกับพม่า โดยต้องทำงานหนักท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย ขาดแคลนทั้งอาหารยารักษาโรค และการลงโทษรุนแรง มีหลักฐานทางวิชาการที่ระบุว่า แรงงานพลเรือนชาวเอเชีย (ซึ่งรวมถึงชาวไทย พม่า มาเลย์ และชวา) เสียชีวิตระหว่าง 75,000 ถึง 250,000 คน โดยทุก ๆ 1 กิโลเมตรของรางรถไฟ จะมีหยาดเหงื่อและชีวิตของแรงงานเหล่านี้เป็นเดิมพัน

4. การข่มขืนและการบังคับเป็น "นางบำเรอ" (ตลอดช่วงการยึดครอง) เมื่อกองทัพญี่ปุ่นตั้งหลักปักฐาน

ได้ อาชญากรรมทางเพศก็เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ โดยมีหลักฐานยืนยันชัดเจน

- มีรายงานการข่มขืนทั้งต่อแรงงานหญิงและเด็กหญิงชาวไทยบริเวณแนวเส้นทางรถไฟสาย

มรณะ พื้นที่ใกล้เคียงกับค่ายทหารญี่ปุ่นอยู่บ่อยครั้ง มีผู้รอดชีวิตรายหนึ่งเล่าว่า ได้เห็นเด็กสาววัยรุ่นถูกทารุณกรรมทางเพศจนเสียชีวิต

- ระบบ "นางบำเรอ" นอกเหนือจากเหยื่อจากชาติอื่น ๆ แล้ว กองทัพญี่ปุ่นยังได้จัดตั้งระบบ

นางบำเรอในประเทศไทยด้วย โดยมีรายงานว่า มีหญิงไทยถูกเกณฑ์จากกรุงเทพฯ และพื้นที่อื่นๆ ไปยังค่ายทหารญี่ปุ่นที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อถูกข่มขืนเป็นประจำทุกคืน มีหลักฐานด้วยว่า มีชายไทยบางคนทำหน้าที่เป็นแมวมองหาหญิงสวาวให้กับกองทัพญี่ปุ่น

5. การกดขี่ทางเศรษฐกิจและเสรีภาพ บรรยากาศหวาดกลัว ประชาชนคนไทยอยู่ภายใต้การควบคุมของ

ทหารญี่ปุ่น มีข่าวการทำร้าย ข่มขืน และการลงโทษโดยพลการในหลายพื้นที่ (แม้ไม่ได้เกิดทั่วประเทศ แต่ก็มีบันทึกไว้) มีการบังคับซื้อเสบียงอาหารในราคาถูก หรือยึดไปเฉย ๆ จนเกิดสภาวะข้าวยากหมากแพง และขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคขาดแคลนมาก ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ โดยญี่ปุ่นพิมพ์ธนบัตรเพื่อใช้เองในประเทศไทย อีกทั้ง สารวัตรทหารญี่ปุ่น (เคมเปไต) มีอำนาจในการจับกุมและสอบสวนคนไทยที่ต้องสงสัยว่า เป็นจารชน หรือให้ความช่วยเหลือฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งมักมีการซ้อมทรมานระหว่างการสอบสวนเพื่อเค้นความลับ

แม้ว่า รัฐบาลไทยภายใต้จอมพล ป. จะเลือกเป็น "พันธมิตร" เพื่อรักษาอำนาจรัฐเอาไว้ แต่ประชาชนชาวไทยกลับต้องเผชิญกับความทารุณโหดร้ายจากการยึดครองทางทหารของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ได้แตกต่างจากชาติอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลย ทั้งนี้ยังไม่รวมความสียหายอันมากมายมหาศาลจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร (สหรัฐฯ และอังกฤษ) ที่ทิ้งระเบิดในประเทศไทย ซึ่งทำลายทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก และชีวิตประชาชนคนไทยอีกหลายพันคน

กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นยอมรับว่า ได้ก่อ "ความเสียหายและความทุกข์ทรมานอย่างใหญ่หลวง" และในปี 2002 ศาลญี่ปุ่นตัดสินยอมรับว่า กองทัพญี่ปุ่นใช้สงครามเชื้อโรคและสังหารพลเรือนจีนหลายพันคน แต่คนญี่ปุ่นส่วนหนึ่งน รวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ปฏิเสธหรือลดความสำคัญของ

เหตุการณ์ โดย นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นหลายคนได้เยี่ยมสักการะศาลเจ้ายาสุกุนิ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตในการรับใช้ญี่ปุ่น ตั้งแต่สงครามโบชินในปี 1868-1869 ไปจนถึงสงครามจีน-ญี่ปุ่นสองครั้ง ในปี 1894-1895 และ 1937-1945 ตามลำดับ โดยมีอัฐิของอาชญากรสงครามญี่ปุ่นระดับ A อยู่ด้วย ยังคงเป็นประเด็นขัดแย้งกับประเทศคู่ขัดแย้งจนทุกวันนี้ อีกทั้ง หนังสือเรียนประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นกล่าวถึงอาชญากรรมสงครามเพียงเล็กน้อย หลักสูตรการเรียนการสอนของญี่ปุ่น แม้จะครอบคลุมเรื่องสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ มักจะเน้นไปที่ความทุกข์ทรมานของญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ .oขณะที่หลายประเทศในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มรดกของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่ใช่ “เรื่องราวที่ไม่เคยถูกเล่าขาน” เลย มันถูกจดจำอย่างลึกซึ้ง ถูกสอน และมักยังคงมีความอ่อนไหวทางอารมณ์และการเมืองอยู่จนทุกวันนี้

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงค

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...