“ดาวโจนส์” ปิดลบ 84 จุด กังวลน้ำมันดิบสูง ดันเงินเฟ้อพุ่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบในวันอังคาร (24 มี.ค.69) ท่ามกลางความผันผวนของตลาด โดยนักลงทุนยังคงกังวลว่าสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะผลักดันราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
ทั้งนี้ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 46,124.06 จุด ลดลง 84.41 จุด หรือ -0.18% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 6,556.37 จุด ลดลง 24.63 จุด หรือ -0.37% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 21,761.90 จุด ลดลง 184.87 จุด หรือ -0.84%
แรงกดดันหลักมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) พุ่งขึ้นกว่า 4% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ทะยานเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ตลาดวิตกต่อแรงกดดันเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ย
เครื่องมือ FedWatch ของ CME Group สะท้อนว่า นักลงทุนเริ่มลดคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะปรับลดหลายครั้ง เหลือเพียงครั้งเดียว หรืออาจไม่มีการปรับลด ขณะที่มีความเป็นไปได้มากกว่า 30% ที่เฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปี
ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (U.S. Treasuries) อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 4.394% ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเติบโต (Growth stocks)
ด้านการเคลื่อนไหวรายกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า หุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารปรับตัวลง 2.5% ขณะที่หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ลดลง 0.76% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้น 2.05% ตามทิศทางราคาน้ำมัน
สำหรับหุ้นรายตัว หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลงกดดันตลาด โดยเฉพาะ Micron ที่ปรับตัวลงมากกว่า 2% ตามแรงขายในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่หุ้น Estee Lauder ปรับตัวลงเกือบ 10% หลังมีรายงานเกี่ยวกับการเจรจาดีลธุรกิจ