โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

TOP กางโรดแมปโครงการ CFP เสร็จตามนัดปี 71 ชูแผนบริหารเสี่ยงสู้ศึกน้ำมันโลก

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 ว่า บริษัทมีกำไรสุทธิสูงถึง 19,481 ล้านบาท โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการบันทึกกำไรจากสต๊อกน้ำมันสุทธิจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าสินค้าคงเหลือ (Stock Gain) จำนวน 16,746 ล้านบาท (คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 85) ซึ่งสอดคล้องกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก อันเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ประกอบกับการที่บริษัทจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-2 เดือน ทำให้ต้นทุนทางบัญชีในไตรมาส 1 ยังไม่สะท้อนผลกระทบจากราคาที่ผันผวนอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาผลการดำเนินงานปกติ หากตัดรายการพิเศษออกไป TOP จะมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของกลุ่มอยู่ที่ 6,927 ล้านบาท โดยคิดเป็นกำไรสุทธิจากการดำเนินธุรกิจการกลั่นน้ำมันจำนวน 4,136 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทยังรับรู้กำไรพิเศษจากการซื้อคืนหุ้นกู้จำนวน 2,436 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทมีการรับรู้ค่าใช้จ่ายและขาดทุนอื่นๆ รวมถึงการทำประกันความเสี่ยง (Hedging) เข้ามาหักล้างรวม 6,628 ล้านบาท

สำหรับค่าการกลั่น (GRM) ในไตรมาสแรกอยู่ที่ 2.5 บาทต่อลิตร ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่หลังจากหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว กำไรสุทธิจากการดำเนินงานจะอยู่ที่ 0.9 บาทต่อลิตร ปรับลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการเผชิญต้นทุนส่วนเพิ่มที่พุ่งสูงขึ้นอย่างหนัก โดยเฉพาะค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium) ที่พุ่งถึง 25 เท่า จาก 1-2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็นเกิน 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ก่อนจะอ่อนตัวลงมาที่ 10-20 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปัจจุบัน) และค่าระวางเรือที่พุ่งจาก 1.5 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 14 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ทั้งนี้ TOP ได้บริหารจัดการความเสี่ยงโดยลดสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางจากร้อยละ 90 เหลือร้อยละ 35 และหันไปนำเข้าจากแอฟริกาตะวันตก สหรัฐอเมริกา และบราซิลแทน

ด้านความมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงทางพลังงาน บริษัทยังคงเดินเครื่องกลั่นในระดับร้อยละ 110-113 หรือเกือบ 300,000 บาร์เรลต่อวันอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการใช้ดีเซลในประเทศที่เคยพุ่งสูงกว่า 100 ล้านลิตรต่อวันในช่วงต้นเดือนมีนาคม พร้อมยืนยันว่าไม่มีการกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร

อย่างไรก็ตาม การให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น 2-5 บาทต่อลิตร (ช่วง 9 เม.ย. – 19 พ.ค. 2569) ส่งผลให้กระแสเงินสดบริษัทลดลงประมาณ 2,800 ล้านบาท ประกอบกับมียอดเงินชดเชยค้างรับจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอีก 10,314 ล้านบาท (ณ วันที่ 5 พ.ค. 2569) ซึ่งอิงจากวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนในอดีตอาจต้องใช้เวลาคืนเงิน 1-2 ปี รวมถึงภาระเงินทุนหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น 18,000 ล้านบาทเพื่อจัดซื้อน้ำมันดิบราคาแพง ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้บริษัทมีภาระสภาพคล่องที่ลดลงรวมกว่า 31,000 ล้านบาท พร้อมรับภาระดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นกว่า 900 ล้านบาท โดยไม่ผลักภาระไปให้ผู้บริโภค ทั้งนี้ บริษัทได้เตรียมพร้อมออกหุ้นกู้เพื่อจัดหาเงินทุนล่วงหน้าตั้งแต่เดือนมกราคม ทำให้มั่นใจว่ามีสายป่านยาวเพียงพอ

นายพงษ์พันธุ์ ประเมินแนวโน้มในไตรมาส 2/2569 ว่า สถานการณ์ยังคงน่ากังวลและอาจผันผวนในทิศทางตรงข้ามกับไตรมาสแรก โดยมีความเสี่ยงสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) เนื่องจากบริษัทจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าในราคาสูงช่วงวิกฤตตึงเครียดสูงสุด (มี.ค. - เม.ย.) หากสถานการณ์คลี่คลายและราคาลดลงจะเกิดการขาดทุนทันที นอกจากนี้ บริษัทยังเสียโอกาสทางรายได้จากข้อจำกัดการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปในช่วงที่ราคาสูง ขณะที่ความต้องการในประเทศเริ่มชะลอตัว ส่งผลให้สต๊อกน้ำมันสำเร็จรูปเข้าใกล้ระดับสูงสุด ซึ่งอาจทำให้บริษัทต้องพิจารณาปรับลดกำลังการผลิตในเร็วๆ นี้ เพื่อบริหารสต๊อกให้ปลอดภัย รวมถึงอาจมีความเสี่ยงขาดทุนจากการต้องเร่งระบายขายน้ำมันดิบส่วนเกินในราคาตลาดที่ต่ำกว่าต้นทุนจัดซื้อ

ส่วนความคืบหน้าโครงการพลังงานสะอาด (CFP) ปัจจุบันมีคนงานกว่า 17,000 คน งานก่อสร้างยังเดินหน้าตามแผนและคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2571 โดยช่วงที่ผ่านมา บริษัทได้นำถังน้ำมันของโครงการ CFP 2 ถัง มาใช้จัดเก็บน้ำมันดีเซลและอากาศยานเพื่อช่วยระบายสต๊อกชั่วคราว

นายพงษ์พันธุ์ กล่าวย้ำว่า กำไรที่สูงลิ่วในไตรมาส 1 เป็นเพียงรายการชั่วคราวและเป็นผลกระทบระยะสั้น ผลกระทบจากต้นทุนการจัดหาที่สูงจะทยอยสะท้อนในไตรมาสถัดไป ทำให้ผลประกอบการในช่วงที่เหลือของปีมีความไม่แน่นอนสูง ขึ้นอยู่กับทิศทางราคาและอุปสงค์อุปทานในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงมุ่งมั่นบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างรอบคอบ เพื่อเป้าหมายหลักคือการรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศตามหลักธรรมาภิบาลอย่างเต็มความสามารถ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...