โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ส่องอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ ค่ายรถทยอยขยับราคา

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ประเทศไทยจะเริ่มบังคับใช้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์รูปแบบใหม่ นับเป็นการปรับเกณฑ์จัดเก็บครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี โดยเปลี่ยนจากการจัดเก็บตาม “ขนาดเครื่องยนต์ (cc)” มาเป็นการพิจารณาจาก “ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂)” และ “ระยะทางการวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้า” เป็นหลัก

การปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการลดมลพิษ ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์สะอาด (Green Mobility) อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างราคารถยนต์ในหลายกลุ่ม

รถยนต์นั่ง เน้น CO₂ และพลังงานไฟฟ้า

สำหรับรถยนต์นั่ง รถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) ยังคงได้รับการสนับสนุนต่อเนื่อง โดยถูกจัดเก็บภาษีในอัตราคงที่เพียง 2% ตลอดช่วงเวลา เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานไฟฟ้า

รถยนต์ไฮบริด (HEV) จะถูกจัดเก็บภาษีแบบขั้นบันไดตามระดับการปล่อย CO₂ โดยเริ่มตั้งแต่ 6% และอาจสูงเกิน 24% สำหรับรุ่นที่ปล่อยก๊าซในระดับสูง

ขณะที่รถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) หากสามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าได้ไม่น้อยกว่า 80 กิโลเมตร จะเสียภาษีเพียง 5% แต่หากระยะทางไฟฟ้าต่ำกว่าเกณฑ์จะถูกเก็บ 10% และในกรณีที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดเกิน 3.0 ลิตร อัตราภาษีจะพุ่งสูงสุดถึง 30%

ส่วนรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) จะถูกจัดเก็บภาษีในช่วงประมาณ 13%–34% ตามปริมาณ CO₂ ที่ปล่อยออกมา โดยรุ่นที่มีการปล่อยมลพิษสูงและใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ อาจเผชิญภาษีสูงสุดถึง 50%

อีโคคาร์ขยับเล็กน้อย ไฮบริดได้อานิสงส์

รถอีโคคาร์เครื่องยนต์สันดาป ซึ่งเดิมเสียภาษี 12% จะถูกปรับเพิ่มเป็น 13% ส่งผลให้ราคารถยอดนิยมขยับขึ้นเล็กน้อย เช่น

  • โตโยต้า ยาริส และยาริส เอทีฟ ราคา 559,000–694,000 บาท หากภาษีเพิ่ม 1% ราคาจะเพิ่มราว 5,590–6,940 บาท
  • ฮอนด้า ซิตี้ ราคา 599,000–749,000 บาท ราคาจะเพิ่มประมาณ 5,990–7,490 บาท
  • มาสด้า 2 ราคา 529,000–749,000 บาท ราคาขยับขึ้นราว 5,290–7,490 บาท

ในทางกลับกัน รถอีโคคาร์ที่พัฒนาเป็นระบบไฮบริดจะได้ประโยชน์ชัดเจน โดยอัตราภาษีลดจาก 12% เหลือเพียง 6% เช่น

  • โตโยต้า ยาริส เอทีฟ ไฮบริด ราคาเริ่มต้น 719,000–769,000 บาท ราคามีโอกาสลดลงประมาณ 43,140–46,140 บาท
  • ฮอนด้า ซิตี้ ไฮบริด ราคา 769,000–799,000 บาท ราคาลดลงราว 46,140–47,940 บาท

ไฮบริดรุ่นเดิมเจอแรงกดดันราคา

รถไฮบริดที่จำหน่ายก่อนปี 2569 ซึ่งเดิมเสียภาษีในอัตรา 4% หรือ 8% ตามระดับ CO₂ จะถูกปรับเพิ่มเป็น 6% และ 9% ตามลำดับ ส่งผลให้รถกลุ่มซีดานยอดนิยมต้องปรับราคาเพิ่มตามปริมาณการปล่อยมลพิษ เช่น

  • โตโยต้า อัลติส ราคา 1.009–1.129 ล้านบาท
  • โตโยต้า คัมรี่ ราคา 1.475–1.809 ล้านบาท
  • ฮอนด้า ซีวิค ราคา 1.039–1.239 ล้านบาท
  • ฮอนด้า แอคคอร์ด ราคา 1.479–1.729 ล้านบาท

กระบะ-PPV ภาษีขยับเฉพาะเครื่องใหญ่

กลุ่มรถกระบะและรถดัดแปลงโดยรวมยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ในกรณีเครื่องยนต์สันดาปขนาดเกิน 3,200 ซีซี อัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นอีก 10% จาก 40% เป็น 50%

รถ PPV และ SUV ขนาดใหญ่ เช่น Toyota Fortuner, Ford Everest, Isuzu MU-X และ Mitsubishi Pajero Sport จะเผชิญภาษีในช่วง 25%–30% สูงกว่าระดับเดิม ส่งผลให้ราคามีแนวโน้มขยับขึ้นตามต้นทุนภาษี

รถหรู-ซูเปอร์คาร์ กระทบชัด

รถยนต์สันดาปและรถหรูที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดเกิน 3,000 ซีซี จะถูกปรับภาษีจากราว 40% เป็น 50% ทำให้ราคารถในกลุ่มนี้ปรับขึ้นตั้งแต่หลักแสนบาทไปจนถึง 2–3 ล้านบาท

ตัวอย่างเช่น Land Rover Defender ราคาปัจจุบัน 6.299 ล้านบาท คาดว่าอาจขยับเป็นราว 6.999 ล้านบาท ขณะที่ Range Rover รุ่นต่างๆ มีแนวโน้มปรับขึ้นตั้งแต่ครึ่งล้านถึงกว่าล้านบาท

ด้าน Porsche คาดว่าราคารถส่วนใหญ่จะปรับขึ้นราว 6% ตามสเปกเครื่องยนต์ ยกเว้นรุ่น 911 บางรุ่นที่ไม่ได้รับผลกระทบ

ในทางตรงกันข้าม รถซูเปอร์คาร์ระบบปลั๊กอินไฮบริดอย่าง Lamborghini กลับได้อานิสงส์ โดยรุ่น Urus SE ราคาลดจาก 24.95 ล้านบาท เหลือประมาณ 21.5 ล้านบาท และรุ่น Temerario ราคาเริ่มต้น 23.76 ล้านบาท

ทั้งนี้ ราคาที่ยกตัวอย่างเป็นราคาจำหน่ายปี 2025 และยังไม่ได้คำนวณภาษีใหม่อย่างเป็นทางการ เนื่องจากรายละเอียดการคำนวณของแต่ละค่ายรถแตกต่างกัน แต่โครงสร้างภาษีใหม่ชัดเจนแล้วว่า จะเป็นตัวเร่งให้ตลาดรถยนต์ไทยปรับทิศทางไปสู่รถไฟฟ้าและยานยนต์พลังงานสะอาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...