ซีพีเอฟ เผยกำไร ปี 68 อยู่ที่ 25,197 ล้านบาท ปันผลรวม 1.25 บาท/หุ้น สูงสุดเป็นประวัติการณ์
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ รายงานกำไรสุทธิปี 2568 จำนวน 25,197 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% จากปี 2567 โดยหลักเป็นผลมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2569 บริษัทให้ความสำคัญต่อเนื่องด้านการขับเคลื่อนการเติบโตด้วยนวัตกรรมความยั่งยืน และเน้นประสิทธิภาพด้านการควบคุมต้นทุน ผ่านโครงการเชิงกลยุทธ์ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้
ปี 2568 บริษัทมีรายได้จากการขายจำนวน 571,135 ล้านบาท ลดลง 2 % จากงวดเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในการแปลงค่าของงบการเงินกิจการต่างประเทศ หากพิจารณาเป็นสกุลเงินท้องถิ่น รายได้จากการขายจะเพิ่มขึ้น 3 % จากปีก่อน โดยเป็นการเติบโตจากกิจการต่างประเทศเป็นหลัก
ทั้งนี้ ยอดขายของบริษัทฯ แบ่งสัดส่วนจากกิจการต่างประเทศ 62 % การส่งออกไปประเทศต่างๆ ประมาณ 50 ประเทศ 5% และกิจการที่ขายในประเทศไทย 33% โดยกิจการต่างประเทศผลิตและจำหน่ายสินค้าในประเทศนั้นเป็นหลัก ประกอบด้วย 13 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม จีน (รวมไต้หวัน) รัสเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย อังกฤษ อินเดีย ตุรกี ลาว เบลเยียม และ ศรีลังกา
จากการบริหารด้านประสิทธิภาพการดำเนินการตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มประสิทธิภาพด้านการควบคุมต้นทุนการผลิต ต้นทุนวัตถุดิบลดลงโดยเฉพาะราคากากถั่วเหลือง การรักษามาตรฐานความสะอาดปลอดภัยในการผลิตและมาตรการป้องกันโรคระบาดที่รัดกุม รวมถึงระดับราคาเนื้อสุกรในภูมิภาคเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ทำให้กำไรขั้นต้นของบริษัทเพิ่มขึ้น 14% จากปี 2567 โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 16.9% เพิ่มขึ้นจากระดับของปี 2567 ที่ 14.6%
นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า จากการที่บริษัทให้ความสำคัญด้านการเสริมความแข็งแกร่งให้กับพื้นฐานของธุรกิจเพื่อปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ยกระดับการบริหารจัดการสินทรัพย์ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลงทุน ทำให้บริษัทสามารถมีกำไรปี 2568 จำนวน 25,197 ล้านบาท แม้จะพบกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ค่อยสดใส ความกดดันจากอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินบาทไทยที่แข็งค่าขึ้น และการมีคู่แข่งขันเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรม
สำหรับปี 2569 มองว่า จากความมุ่งมั่นสร้างความมั่นคงทางอาหารทั้งในภาวะปกติและยามวิกฤต รวมทั้งเพื่อให้เท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายต่างๆ บริษัทจึงคงให้ความสำคัญในการวางรากฐานการเติบโตผ่านการสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมความยั่งยืน การบริษัทจัดการทรัพย์สินในการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลทั่วทั้งองค์กร และออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมของลูกค้าและผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งเชื่อมั่นว่าการดำเนินการเหล่านี้จะสามารถสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงให้กับบริษัท โดยคาดว่าผลการดำเนินงานในปี 2569 จะยังคงดีต่อเนื่องจากปี 2568
คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติให้จ่ายเงินปันผลครั้งที่สองจากผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท ซึ่งเมื่อรวมกับการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลครั้งแรกในอัตราหุ้นละ 1.00 บาท เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 รวมเป็นการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ทั้งสิ้นในอัตราหุ้นละ 1.25 บาท โดยจะเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2569 เพื่อพิจารณาอนุมัติในวันที่ 23 เมษายน 2569 นี้
นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติให้เสนอผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติการเพิ่มวงเงินการออกและเสนอขายหุ้นกู้จำนวน 50,000 ล้านบาท เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกในการทดแทนเงินกู้จากแหล่งเงินทุนอื่น เพราะมีต้นทุนทางการเงินที่ดีกว่า (Refinancing)
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO