ญี่ปุ่นพบแร่หายากในตะกอนที่เก็บได้จากภารกิจสำรวจใต้ทะเลลึก
ตะกอนที่มีแร่หายากถูกเก็บได้จากความลึก 6,000 เมตรในภารกิจทดสอบของญี่ปุ่น ถือเป็นความพยายามครั้งแรกของโลกในการขุดหาแร่หายากในทะเลที่ระดับความลึกดังกล่าว
(ภาพประกอบ) โถแก้วบรรจุแร่หายากภายในห้องเก็บของของบริษัท Tradium ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการค้าแร่หายาก ในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ทางตะวันตกของเยอรมนี โดยมีตัวอย่างไดสโปรเซียม (Dysprosium) อยู่ด้านซ้ายบน (Photo by Kirill KUDRYAVTSEV / AFP)
เรือขุดเจาะน้ำลึกชิกิว (Chikyu) ของญี่ปุ่น (Photo by TOSHIFUMI KITAMURA / AFP)
เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 กล่าวว่ารัฐบาลโตเกียวเปิดเผยการพบตะกอนที่มีแร่หายาก (แรร์เอิร์ธ - Rare Earth) ซึ่งถูกเก็บได้จากความลึก 6,000 เมตร (ประมาณ 20,000 ฟุต) ในภารกิจทดสอบของญี่ปุ่นซึ่งเป็นความพยายามที่จะลดการพึ่งพาจีนสำหรับแร่ธาตุที่มีค่าเหล่านี้
ญี่ปุ่นระบุว่าภารกิจนี้เป็นความพยายามครั้งแรกของโลกในการขุดหาแร่หายากในทะเลที่ระดับความลึกดังกล่าว
เคอิ ซาโตะ โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า "รายละเอียดต่างๆ จะได้รับการวิเคราะห์อย่างละเอียด รวมถึงปริมาณแร่หายากที่พบในวัตถุตัวอย่าง" และเรียกสิ่งนี้ว่า "ความสำเร็จที่มีความหมายทั้งในแง่ของความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการพัฒนาทางทะเลอย่างครอบคลุม"
ตัวอย่างดังกล่าวถูกเก็บรวบรวมโดยเรือขุดเจาะทางวิทยาศาสตร์ในทะเลลึกชื่อชิกิว (Chikyu) ซึ่งออกเดินทางเมื่อเดือนที่แล้วไปยังเกาะมินามิโทริชิมะอันห่างไกลในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเชื่อกันว่าน่านน้ำโดยรอบอุดมไปด้วยแร่ธาตุมีค่า
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่จีนซึ่งเป็นผู้จัดหาแร่หายากรายใหญ่ที่สุดของโลก กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อประเทศเพื่อนบ้าน หลังจากที่นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ กล่าวเมื่อเดือนพฤศจิกายนว่า รัฐบาลโตเกียวอาจตอบโต้ทางทหารต่อการโจมตีไต้หวันซึ่งรัฐบาลปักกิ่งได้ให้คำมั่นว่าจะยึดครองโดยใช้กำลังหากจำเป็น
รัฐบาลปักกิ่งได้ปิดกั้นการส่งออกสินค้า "สองวัตถุประสงค์" ที่อาจใช้ในทางทหารไปยังญี่ปุ่น ซึ่งทำให้เกิดความกังวลในญี่ปุ่นว่าอาจทำให้การจัดหาแร่หายากหยุดชะงัก
แร่หายากคือ โลหะ 17 ชนิดที่ยากต่อการสกัดจากเปลือกโลก ซึ่งถูกนำไปใช้ในทุกสิ่งตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า, ฮาร์ดไดรฟ์, กังหันลม ตลอดจนขีปนาวุธ
ทั้งนี้ พื้นที่รอบเกาะมินามิโทริชิมะซึ่งอยู่ในน่านน้ำเศรษฐกิจของญี่ปุ่น คาดว่ามีแร่หายากมากกว่า 16 ล้านตัน ซึ่งหนังสือพิมพ์ธุรกิจนิกเคอิระบุว่าเป็นแหล่งสำรองที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก
แหล่งแร่ที่อุดมสมบูรณ์เหล่านี้มีไดสโปรเซียม (Dysprosium) ซึ่งใช้ในแม่เหล็กแรงสูงในโทรศัพท์และรถยนต์ไฟฟ้า และอิตเทรียม (Yttrium) ซึ่งใช้ในเลเซอร์ โดยคาดว่ามีปริมาณสำรองอยู่ประมาณ 730 ปี และ 780 ปี ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม นักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมเตือนว่าการทำเหมืองในทะเลลึกคุกคามระบบนิเวศทางทะเลและจะทำลายพื้นทะเล
ประเด็นนี้กลายเป็นจุดร้อนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยมีความวิตกกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการผลักดันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เพื่อเร่งดำเนินการในน่านน้ำสากล
องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยพื้นทะเล (ISA) ซึ่งมีอำนาจเหนือพื้นมหาสมุทรนอกน่านน้ำของประเทศต่างๆ กำลังผลักดันให้มีการนำรหัสสากลมาใช้เพื่อควบคุมการทำเหมืองแร่ในระดับความลึกของมหาสมุทร
แต่ภารกิจทดสอบของญี่ปุ่นดำเนินการภายในน่านน้ำของตนเอง
"หากญี่ปุ่นสามารถสกัดแร่หายากรอบๆ เกาะมินามิโทริชิมะได้อย่างต่อเนื่อง จะเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศสำหรับอุตสาหกรรมที่สำคัญ" ทาคาฮิโร คามิสึนะ นักวิจัยจากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์ (IISS) กล่าว และเสริมว่า "ในทำนองเดียวกัน การลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีนอย่างมีนัยสำคัญจะเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญสำหรับรัฐบาลของทาคาอิจิ"
ทั้งนี้ รัฐบาลปักกิ่งใช้ความได้เปรียบในด้านแร่หายากเป็นเครื่องมือต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์มานานแล้ว รวมถึงในสงครามการค้ากับรัฐบาลทรัมป์
จีนครองส่วนแบ่งเกือบสองในสามของการผลิตแร่หายากทั่วโลก และ 92% ของผลผลิตแร่หายากที่ผ่านการสกัดแล้วทั่วโลก ตามข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ.