โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

บูลลี่ชาติกำเนิด: เมื่อการเมืองปลุกสัญชาตญาณ “พวกเรา–พวกเขา”

THE STATES TIMES

อัพเดต 06 ก.พ. เวลา 04.26 น. • เผยแพร่ 06 ก.พ. เวลา 05.00 น. • THE STATES TIMES TEAM

กรณีสนามเลือกตั้ง สงขลา เขต 2 ที่ร้อนแรงขึ้นจาก “การบูลลี่ชาติกำเนิด” ไม่ได้เป็นแค่ดราม่าการเมืองท้องถิ่น แต่มันคือภาพสะท้อนกลไกจิตวิทยาพื้นฐานของมนุษย์—กลไกเดียวกันที่ทำให้สังคมทั่วโลก “แบ่งคนเป็นกลุ่ม” แล้วเริ่มเหยียด เริ่มผลักไส และเริ่มทำร้ายกันด้วยคำพูด
ในเคสนี้ จูรี นุ่มแก้ว ระบุว่าถูกโจมตีด้วยถ้อยคำทำนอง “เกิดระโนด” “ไปเลือกทำไมเด็กบ้านๆ” ขณะเดียวกันมีรายงานว่า นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ปราศรัยในเชิง “ต้องเป็นคนหาดใหญ่เท่านั้น” และ “คนระโนดให้ไปอยู่ระโนด”
คำถามคือ: ทำไม “การบูลลี่” ถึงเกิดขึ้นง่ายนัก และทำไมคนบางคนถึงเผลอ/เลือกใช้มันเป็นอาวุธทางการเมือง?
1) บูลลี่มาจากอะไรในมุมจิตวิทยา
1.1 “ยกตัวเอง” ด้วยการ “กดคนอื่น”
นิยามการบูลลี่ในมุมจิตวิทยา มักเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทำร้ายซ้ำ ๆ ในความสัมพันธ์ที่มีความไม่สมดุลของอำนาจ (power imbalance) ไม่ว่าจะเป็นอำนาจทางสังคม การยอมรับ หรือการรวมฝูง คนที่บูลลี่จำนวนไม่น้อยไม่ได้ “มั่นใจ” อย่างที่แสดงออก แต่กำลังใช้การกดอีกฝ่ายเพื่อยกระดับตัวเองให้เหนือกว่า
1.2 สมองมนุษย์ชอบ “แบ่งข้าง” โดยธรรมชาติ
แนวคิด ingroup/outgroup อธิบายว่าเรามีแนวโน้มจัดคนเป็น “พวกเรา/พวกเขา” เพื่อความรู้สึกเป็นเจ้าของและคุณค่าของตัวเอง—และนี่เองที่เปิดประตูให้เกิดอคติ/การกีดกันได้ง่ายมาก พอการเมืองเข้ามาแตะ “อัตลักษณ์” เช่น บ้านเกิด ชนชั้น อำเภอ เมือง-ชนบท มันจะกลายเป็นเชื้อไฟชั้นดี
1.3 “แพะรับบาป” ช่วยระบายความคับข้องใจ
เวลาคนเครียด โกรธ หรือรู้สึกว่ากำลัง “เสียเปรียบ” สมองจะมองหาเป้าระบายที่ง่ายที่สุด—และเป้าที่ยิงง่ายที่สุดคือ “คนที่ถูกทำให้เป็นคนนอก” หรือ “คนที่ถูกเล่าให้ดูด้อยกว่า”
1.4 การทำให้ตัวเองไม่รู้สึกผิด (Moral disengagement)
กลไกที่คนใช้ “ปลดล็อกความรู้สึกผิด” เพื่อทำร้ายคนอื่นได้ เช่น ทำให้ดูเป็นเรื่องขำ ๆ, โทษเหยื่อ, หรืออ้างว่า “ก็พูดความจริง” นี่คือเหตุผลว่าทำไมคำเหยียดจำนวนมากถึงมาในรูป “มุก” หรือ “แซวเล่น” ทั้งที่จริง ๆ มันบาดลึก
1.5 ออนไลน์ยิ่งแรง: Online disinhibition effect
ในโลกออนไลน์ คนจำนวนมาก “หลุด” ง่ายขึ้นเพราะความรู้สึกนิรนาม ไม่เห็นหน้ากัน และไม่ต้องรับผลทันที ผลคือคอมเมนต์รุมมักพาให้คำบูลลี่ขยายเร็วและรุนแรงกว่าชีวิตจริง
2) โยงเคสนี้: ทำไมคำว่า “คนระโนดให้ไปอยู่ระโนด” ถึงมีพลัง (และมีพิษ)
ถ้อยคำลักษณะ “ห้ามคนนอกพื้นที่” เล่นกับสัญชาตญาณดั้งเดิมมาก ๆ: สร้างภาพว่ามี “เจ้าของพื้นที่ตัวจริง” กับ “คนนอกที่ไม่ควรมีสิทธิ์” ลดทอนอีกฝ่ายให้เหลือแค่ “บ้านเกิด” แทนที่จะถกกันที่ความสามารถ/นโยบาย และชวนให้ผู้ฟัง “เลือกข้าง” ด้วยอัตลักษณ์ ไม่ใช่เหตุผล
3) แล้วทำไม “หมอสุภัทร” ถึงพูดแบบนั้น? (วิเคราะห์เชิงแรงจูงใจ/กลยุทธ์)
หมายเหตุ: ต่อไปนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงพฤติกรรม/การสื่อสาร ไม่ใช่วินิจฉัยตัวบุคคล
3.1 ปลุกฐานด้วย Local identity
การย้ำว่า “ต้องเป็นคนหาดใหญ่เท่านั้น” คือการใช้ทางลัดทางความคิดให้ผู้ฟังตัดสินเร็ว: คนของเรา vs คนนอก
3.2 ลดคู่แข่งโดยไม่ต้องสู้ด้วยนโยบาย
เมื่อโยนกรอบว่าอีกฝ่าย “ไม่ใช่คนพื้นที่” บทสนทนาจะหลุดจากเรื่องนโยบายทันที และกลายเป็นศึกศักดิ์ศรี/ความเป็นเจ้าของ
3.3 เล่นกับความรู้สึก “ถูกแย่งทรัพยากร”
ทำให้คนรู้สึกว่า ถ้าคนนอกเข้ามา เราจะเสียโอกาส/เสียอำนาจ ทั้งที่ข้อเท็จจริงอาจซับซ้อนกว่านั้นมาก
3.4 อารมณ์เวที + แรงเสริมจากเสียงเชียร์
การปราศรัยเป็นพื้นที่ที่ “อารมณ์นำเหตุผล” ได้ง่าย และเมื่อมีเสียงเชียร์สนับสนุน ผู้พูดมักถูกผลักให้ไปต่อไกลขึ้น
3.5 ความกดดันช่วงโค้งสุดท้าย
บรรยากาศคะแนนสูสี/โค้งสุดท้าย มักทำให้การโจมตีตัวตนปะทุง่ายขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...