โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

บิดเบือนข้อเท็จจริงชายแดน ทบ.สวนเขมรกลางเวทีโลก! โต้คำแถลง รมต.ต่างประเทศกัมพูชา

Khaosod

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
บิดเบือนข้อเท็จจริงชายแดน ทบ.สวนเขมรกลางเวทีโลก! โต้คำแถลง รมต.ต่างประเทศกัมพูชา

ทบ.สวนเขมรกลางเวทีโลก! โต้คำแถลง รมต.ต่างประเทศกัมพูชา ชี้ บิดเบือนข้อเท็จจริงชายแดนไทย–เขมร เผยตัวเลขพลัดถิ่น 6.5 แสน “เกินจริง”

วันที่ 25 ก.พ.2569 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า จากกรณีที่นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระดับสูงของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 61 (United Nations Human Rights Council) ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวานนี้ (24 ก.พ.69) เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกองทัพบก ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริง และขัดต่อข้อตกลงหยุดยิงในถ้อยแถลงร่วม (Joint statement) เมื่อ 27 ธ.ค.68 ดังนี้

1.กรณีที่ นายปรักกล่าวว่า “ข้อตกลงหยุดยิงครั้งที่ 2 ที่บรรลุเมื่อปลายปี 2025 นั้นมีความเปราะบาง และเรียกร้องให้ไทยมีการเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงทั้งหมดอย่างเคร่งครัด”

โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ข้อตกลงหยุดยิงตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) มิได้มีความเปราะบางดังที่รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชากล่าวอ้าง หากแต่เป็นกรอบแนวทางปฏิบัติที่ได้ตกลงร่วมกัน มีความเข้มแข็ง ซึ่งสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีได้ หากทุกฝ่ายยึดถือและปฏิบัติตามอย่างจริงใจ ทั้งนี้ ไทยและกัมพูชาได้เห็นชอบยอมรับร่วมกัน ซึ่งได้มีการลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.68

โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กองทัพไทยได้ให้ความสำคัญและยึดถือปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่กลับเป็นฝ่ายกัมพูชาเองที่มีพฤติการณ์ที่ไม่สอดคล้องกับข้อตกลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนต่อเวทีนานาชาติ, การแสดงพฤติกรรมยั่วยุของกำลังพลในพื้นที่แนวหน้า ตลอดจนการไม่แสดงเจตนารมณ์อย่างจริงใจในการร่วมดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดน

นอกจากนี้ การที่รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชาออกมากล่าวถ้อยแถลงในลักษณะดังกล่าว ยังสะท้อนถึงการไม่ให้ความสำคัญต่อข้อตกลงที่ได้ร่วมกันกำหนดไว้ และไม่เอื้อต่อกระบวนการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีอย่างแท้จริง

2.กรณีที่ระบุว่า “การปฏิบัติงานของทหารไทยได้ขยายไปยังเขตชายแดนหลายแห่ง ส่งผลให้พลเรือนกว่า 650,000 คนต้องพลัดถิ่น และมากกว่า 80,000 คนไม่สามารถกลับบ้านได้ บ้านเรือนถูกทำลาย มีการตั้งโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร และปิดกั้นทางเข้าออกด้วยลวดหนาม”

โฆษกกองทัพบก ยืนยันว่า หลายแห่งอยู่ในเขตอธิปไตยไทย แต่ฝ่ายกัมพูชาได้ทำการรุกล้ำมายาวนาน ซึ่งฝ่ายไทยปฏิเสธและไม่ยอมรับมาโดยตลอด

สำหรับในบางพื้นที่ ในช่วงที่มีสถานการณ์การสู้รบที่ผ่านมา ได้ถูกใช้เป็นพื้นที่ ที่กัมพูชาใช้โจมตีทำร้ายทหารและพลเรือนฝ่ายไทย จึงถือเป็นพื้นที่ปฏิบัติการที่มีความสำคัญและเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนชาวไทย ฝ่ายไทยจึงจำเป็นต้องเข้าควบคุมเฝ้าระวังพื้นที่ดังกล่าว เพื่อยับยั้งการถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการโจมตีจากฝ่ายไทย

ซึ่งต่อมาภายหลังที่ทั้งสองประเทศได้มีข้อตกลงหยุดยิงกัน เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.68 ทำให้มีการคงกำลังไว้เพื่อเฝ้าระวังในบางพื้นที่ดังกล่าว โดยเป็นไปตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ในถ้อยแถลงร่วม ข้อที่ 2 ซึ่งระบุว่า “ให้แต่ละฝ่ายคงการวางกำลังในพื้นที่เดิมภายหลังการหยุดยิง”

ส่วนการวางเครื่องกีดขวางด้วยตู้คอนเทนเนอร์ และรั้วลวดหนามนั้น ก็เป็นเพียงมาตรการรักษาความปลอดภัยชั่วคราว เพื่อป้องกันการเผชิญหน้า ที่อาจนำไปสู่การกระทบกระทั่งกันในพื้นที่

สำหรับกรณีที่อ้างว่ามีพลเรือนกัมพูชาต้องเป็นผู้พลัดถิ่น 650,000 คน นั้น เป็นตัวเลขที่ดูเกินเลยความเป็นจริงไปมาก เพราะในช่วงที่ทั้งไทยและกัมพูชา มีการใช้ปฏิบัติการทางทหารตอบโต้กัน ฝ่ายไทยได้พยายามจำกัดวงการใช้อาวุธให้อยู่ในขอบเขตเฉพาะเป้าหมายทางทหาร ที่มีผลต่อการคุกคามฝ่ายไทยเท่านั้น

การใช้อาวุธจะมีเป้าหมายอยู่ภายในขอบเขตพื้นที่บริเวณแนวชายแดนเป็นหลักเท่านั้น ซึ่งจะไม่ส่งกระทบต่อประชาชนกัมพูชาในพื้นที่อื่นๆ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล

สำหรับกรณีที่อ้างว่ามีประชาชนกัมพูชาบางส่วนไม่สามารถกลับบ้านได้มีจำนวนสูงถึง 80,000 คนนั้น เป็นเรื่องเท็จ โดยเป็นเรื่องที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามบิดเบือน ซึ่งในข้อเท็จจริง ในพื้นที่ 3 หมู่บ้านหลักในจังหวัดสระแก้ว จะมีเพียงไม่เกิน 1,000 ครัวเรือน หรือหากคิดเป็นจำนวนบุคคล จะมีเพียงหลักพันคนเท่านั้น

ซึ่งกลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นประชาชนกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาอยู่อาศัยในเขตพื้นที่อธิปไตยของประเทศไทย จากการที่ไทยเคยได้ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาในอดีต ในสมัยที่กัมพูชามีปัญหาสงครามภายในประเทศ

โดยในแต่ละปีที่ผ่านมาได้มีการขยายชุมชนเพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าฝ่ายไทยจะได้มีการทักท้วงมาตลอด โดยพยายามเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาแก้ไขปัญหา แต่กัมพูชากลับเพิกเฉย ไม่ให้ความร่วมมือ ดังนั้นกลุ่มบุคคลดังกล่าวจึงไม่ถือว่าเป็นผู้พลัดถิ่น แต่เป็นผู้ที่บุกรุก หรือผู้รุกล้ำอธิปไตยประเทศไทย

ดังนั้น แทนที่ฝ่ายกัมพูชาจะออกมากล่าวให้ร้ายฝ่ายไทยต่อเวทีนานาชาติต่อกรณีดังกล่าว กัมพูชาควรหันกลับไปดำเนินการบริหารจัดการ เพื่อดูแลประชาชนกัมพูชาของตนจะดูเหมาะสมกว่าเพื่อให้เป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล ให้เหมือนที่ประเทศไทยเคยดูแลพี่น้องผู้อพยพชาวกัมพูชาเมื่อครั้งในอดีต

“จากเหตุการณ์ทั้งในครั้งนี้และที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าแม้กัมพูชาทราบข้อเท็จจริงของสถานการณ์ดีอยู่แล้ว แต่ยังคงนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนต่อเวทีนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อพยายามลดความน่าเชื่อถือของไทย หรือนำข้อมูลเพื่อรับการสนับสนุนด้านมนุษยธรรมจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และขัดต่อข้อตกลงหยุดยิงที่ได้ให้ร่วมกันไว้

จึงขอเรียกร้องให้กัมพูชายุติการให้ข้อมูลซ้ำเดิมที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์ของทั้งสองประเทศ ทวีความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น จึงควรหันมาร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และจริงใจภายใต้กลไกทวิภาคีอย่างสร้างสรรค์” พล.ต.วินธัย กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : บิดเบือนข้อเท็จจริงชายแดน ทบ.สวนเขมรกลางเวทีโลก! โต้คำแถลง รมต.ต่างประเทศกัมพูชา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...