“ทวี” แนะทางออก กกต. เคลียร์ปมปัญหา บาร์โค้ด – บัตรเขย่ง
22 กุมภาพันธ์ 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความเกี่ยวกับปัญหาการจัดการเลือกตั้งและแนะนำการแก้ปัญหาหรือทางออกของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า “#บัตรเขย่ง ไม่ใช่เพียงความคลาดเคลื่อนของตัวเลข แต่เป็นสัญญาณอันตรายว่า ความศักดิ์สิทธิ์ของการเลือกตั้งกำลังถูกท้าทาย !
การเลือกตั้ง คือรากฐานของประชาธิปไตย และความสุจริตเที่ยงธรรม คือ "สัญญาประชาคม" ระหว่างรัฐกับประชาชน !
แต่เมื่อใดที่กระบวนการนี้ถูกตั้งข้อสงสัย ความเชื่อมั่นย่อมสั่นคลอน และความขัดแย้งในสังคมจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้จุดกระแสคำถามครั้งใหญ่
โดยภายหลังจาก “กกต.” เปิดผลการนับคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. แบ่งเขตและบัญชีรายชื่อผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกต. ที่ชื่อ 'ECT Report 69' ในวันที่ 18 ก.พ.69 ต่อมามีนักวิชาการชื่อดังสองท่าน ทั้งอาจารย์สฤณี อาชวานันทกุล และอาจารย์ลอย ชูพงษ์ทอง นำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงสถิติ กระทั่งปรากฏข้อสังเกตสำคัญว่า มี #บัตรเขย่ง และ #บัตรขย่ม รวมกันสูงถึงประมาณ 324,000 ใบ !
ที่น่ากังขาก็คือ ในวันที่ 20 ก.พ.69 หรือถัดมาเพียงสองวัน… “กกต.” กลับ “ปิด” เว็บ ECT Report 69 ดังกล่าว ซึ่งทำให้การร่วมตรวจสอบคะแนนจากภาคส่วนอื่นๆ ทำได้ยาก
ตัวเลข “บัตรเขย่ง-บัตรขย่ม” ระดับหลักหลายแสนใบนี้ กกต.จึงไม่สามารถอธิบายปัดตกไปได้ง่ายๆ เพียงแค่ใช้คำว่า “Human Error” แต่นี่คือ “เหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏ” ตามกฎหมาย ที่เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องทำงานเชิงรุก ไม่ใช่ตั้งรับรอคนมาร้องเรียน กกต. มีอำนาจเต็มพิกัดในการสืบสวน ไต่สวน สั่งระงับ หรือแม้แต่สั่งเลือกตั้งใหม่ได้ทันที เพื่อคุ้มครองความบริสุทธิ์ของคะแนนเสียง
วันนี้ สังคมไม่ได้ต้องการคำแก้ตัว แต่ต้องการคำตอบใน 3 วิกฤตศรัทธา ดังต่อไปนี้
1. วิกฤต "ความลับ" ของคูหาเลือกตั้ง
การพิมพ์ คิวอาร์โค้ด ในบัตรสีเขียว (แบ่งเขต) และ บาร์โค้ด ในบัตรสีชมพู (บัญชีรายชื่อ) ทำให้การเลือกตั้ง "ไม่เป็นความลับ" ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งอย่างชัดเจน
นี่คือการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน จนนำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลปกครองสูงสุดและผู้ตรวจการแผ่นดินในขณะนี้
2. วิกฤต “บัตรเขย่ง” บัตรผีที่มากกว่าคน
เมื่อจำนวนบัตรในหีบ มากกว่าจำนวนผู้ลงชื่อรับบัตรจริง นี่ไม่ใช่ข้อผิดพลาดทางเทคนิค แต่เข้าข่ายมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งอาจไม่สุจริต กกต. ต้องเร่งกระบวนการสืบสวนและเปิดเผยข้อเท็จจริงโดยพลัน
3. วิกฤต “ส่วนต่างผิดธรรมชาติ” ของบัตรสองสี
ผู้มีสิทธิ 1 คน รับบัตร 2 ใบ กากบาท 2 ครั้ง และหย่อนลงหีบพร้อมกัน แต่เมื่อนับคะแนนเสร็จสิ้น กลับพบส่วนต่างของจำนวนบัตรทั้งสองประเภทอย่างมหาศาล ความผิดปกตินี้สะท้อนถึงความบกพร่องที่ต้องถูกตรวจสอบเชิงลึก
แนะทางออกกู้ศรัทธา กระบวนการจัดการเลือกตั้ง
หนทางเดียวที่จะกู้วิกฤตศรัทธาคืนมาได้ คือการ “เปิดกล่องดำ” ของกระบวนการจัดการเลือกตั้ง โดย กกต. ต้องกล้าที่จะดำเนินการในประเด็นสำคัญๆ เหล่านี้
- ตั้งคณะทำงานร่วมตรวจสอบ (Audit) โดยมีตัวแทนภาคประชาชน ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบคอมพิวเตอร์ และนิติวิทยาศาสตร์ เข้าร่วม
- ตรวจสอบต้นขั้วบัตร เทียบลายเซ็นหรือรอยนิ้วมือกับบัตรที่ใช้จริง และตรวจสอบบัญชีรายชื่อผู้มาใช้สิทธิ เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ
- เปิดเผยขั้นตอนทั้งหมด เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ เพราะนี่คือข้อมูลสาธารณะ
นี่ไม่ใช่การกล่าวหา แต่คือการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องอำนาจอธิปไตยของประชาชน
หากทุกอย่างทำด้วย “ความสุจริต” การเปิดเผยความจริงคือหนทางเดียวที่จะกู้ศรัทธาของสังคม
แต่หากเลือกที่จะ “นิ่งเฉย” ปล่อยให้ความคลุมเครือกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ ความเสียหายจะไม่หยุดอยู่แค่การเลือกตั้งครั้งนี้ แต่จะบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตยทั้งระบบ
หนึ่งสิทธิ-หนึ่งเสียงของประชาชนคืออำนาจสูงสุดของประเทศ และไม่มีองค์กรใดอยู่เหนือการตรวจสอบ !
ผมขอเรียกร้องให้ “กกต.” ใช้กลไกทางกฎหมายอย่างเต็มที่ เปิดเผยความจริงให้ปรากฏต่อสาธารณะเพื่อให้การเลือกตั้ง2569 ถูกจดจำในฐานะจุดเปลี่ยนของความโปร่งใส ไม่ใช่สัญลักษณ์ของความเงียบงันและการเลือกตั้งที่ “โกงมากที่สุด” นับตั้งแต่มีขึ้นในประเทศไทย”