เอกชน-อจ.แนะรับมือทรัมป์ ขึ้นภาษี15%
เอกชน-นักวิชาการแนะวิธีรับมือทรัมป์ ขึ้นอีกภาษีนำเข้าเก็บ15% ปธน.สหรัฐอัดคำตัดสินศาล ต่อต้านอเมริกา
เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สืบเนื่องจากศาลสูงสุดมีมติ 6 ต่อ 3 ตัดสินว่าการที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกา เรียกเก๋บภาษีจากประเทศคู่ค้าทั่วโลกโดยใช้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ(International Emergency Economic Powers Act) หรือ IEEPA เป็นการใช้อำนาจเกินหน้าที่ ทำให้ทรัมป์ออกมาประกาศขึ้นภาษีนำเข้า 10% ทั่วโลก ภายใต้กฎหมายการค้าที่รู้จักกันในชื่อ มาตรา 122 ล่าสุด ทรัมป์มีคำสั่งให้เพิ่มอัตราภาษีนำเข้าที่คิดแก่ทั่วโลกจาก 10% เป็น 15% ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พร้อมโพสต์ในทรูธโซเชียล(Truth Social) ว่าจะใช้เวลา 150 วันที่มาตรา 122 จะอนุญาตให้เก็บภาษีดังกล่าว รวมทั้งกำลังพิจารณาใช้กฎหมายอีก 2 ฉบับที่อนุญาตให้เก็บภาษีนำเข้าสินค้าแก่ผลิตภัณฑ์บางประการหรือบางประเทศ โดยอ้างอิงจากการสอบสวนด้านความมั่นคงของชาติหรือการค้าที่ไม่เป็นธรรม ทรัมป์ระบุว่าการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าเป็น 15% มาจากการทบทวนคำตัดสินของศาลสูงสุดที่”ไร้สาระ ไม่ถูกต้อง และเป็นคำตัดสินที่ต่อต้านอเมริกา”
ด้านนายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ กล่าวว่า ประเทศต่างๆต้องปฏิบัติตามข้อตกลงการค้าที่ทำไว้กับสหรัฐ แม้อัตราภาษีที่ตกลงกันจะสูงกว่าภาษีนำเข้า 15% ตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 อาทิ ประเทศมาเลเซียและกัมพูชายังคงถูกจัดเก็บภาษีในอัตรา 19% ต่อไปตามที่เจรจากัน
ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า เชื่อว่าทรัมป์จะหามาตรการหรือเครื่องมืออื่นๆเพื่อจัดเก็บภาษีให้ได้เหมือนเดิม ที่สุดแล้วมาตรการทางภาษีหรือการกีดกันทางการค้าในรูปแบบต่างๆจะกลับมาเร็วๆนี้ ไทยต้องคิดหาทางหนีทีไล่ เพราะมากกว่าผลการตัดสินของศาลสหรัฐฯ คือ สภาพเศรษฐกิจการค้าการแข่งขันของประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาซับซ้อน ศักยภาพการแข่งขันลดถอยลง โจทย์ใหญ่เป็นเรื่องการหาตลาดใหม่ การสร้างอำนาจต่อรองทางการค้า การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจไทย ต้องปรับปรุงภาคธุรกิจ ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ฯลฯ เพื่อพัฒนาสินค้า
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ฝ่ายบริหารสหรัฐฯยังมีแนวโน้มใช้เครื่องมือทางภาษีในรูปแบบใหม่เพื่อดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของตัวเอง ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ประเด็นต้องติดตามใกล้ชิดคือความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน สถานการณ์นโยบายภาษีและความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจสหรัฐฯอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ หากคืนภาษีที่เก็บมาจริง อาจส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น ยิ่งกดดันความสามารถการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย
“ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเพิ่มแรงกดดันต่อภาคธุรกิจไทยที่สำคัญ คือ 1.ความเสี่ยงด้านต้นทุนและความสามารถแข่งขันของการส่งออก 2.ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบและการวางแผนธุรกิจ อาจส่งผลต่อการทำสัญญา การลงทุน และการวางแผนระยะยาวของผู้ประกอบการ 3.การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก มาตรการภาษีมีแนวโน้มเร่งการย้ายฐานการผลิตและการปรับกลยุทธ์การลงทุน เพิ่มการแข่งขันด้านการดึงดูดการลงทุนในภูมิภาคภาครัฐไทยต้องเร่งเชิงรุก โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาล กระทรวงพาณิชย์ สถานทูตไทย กระทรวงต่างประเทศ และกระทรวงการคลัง ควรเร่งเดินเกมเจรจาการค้า สร้างความชัดเจนของมาตรการ ผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯอย่างต่อเนื่องเพื่อผู้ส่งออกไทยวางแผนธุรกิจได้อย่างมั่นใจ แม้ความเสี่ยงจากมาตรการภาษีจะเพิ่มขึ้น แต่ยังมีโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะการยกระดับบทบาทในฐานะฐานการผลิตทางเลือกและศูนย์กลางการค้าในภูมิภาค ยกระดับเศรษฐกิจ สร้างความยืดหยุ่นของภาคธุรกิจ และเดินหน้าการทูตเศรษฐกิจเพื่อเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาสเติบโตระยะยาว” นายพจน์ กล่าว
นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า หลังศาลตัดสินยกเลิกมาตรการภาษีบางส่วน ประธานาธิบดีทรัมป์ยังประกาศใช้มาตรา 122 เก็บภาษีใหม่ในอัตรา 15% ทั่วโลก และจำกัดระยะเวลาไม่เกิน 150 วัน ส่งผลกระทบต่อสินค้าเคยได้รับการยกเว้นจากการเจรจาก่อนหน้า อีกทั้งเพิ่มภาระต้นทุนให้ผู้ส่งออก ทำให้ภาคธุรกิจยังหายใจไม่ทั่วท้อง ผู้ประกอบการต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด สิ่งสำคัญคือต้องเร่งกระจายสินค้าไปตลาดใหม่ ควบคู่กับการผลักดันการเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ)ให้คืบหน้า เพื่อเปิดประตูการค้าและลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไปในระยะยาว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เอกชน-อจ.แนะรับมือทรัมป์ ขึ้นภาษี15%
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th