โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยสท. รับลูกนายก “อนุทิน” ลุยปราบบุหรี่เถื่อน ยึด 20 ล้านมวนล็อตหาดใหญ่

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 18 ก.พ. เวลา 14.56 น. • เผยแพร่ 18 ก.พ. เวลา 14.56 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีล่าสุดที่มีการจับกุมบุหรี่เถื่อนจำนวนมากถึง 20 ล้านมวนที่หาดใหญ่ เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งนับเป็นการจับกุมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปี โดยชุดปฏิบัติการพิเศษ กรมการปกครองได้ประเมินค่าปรับที่สูงถึงพันล้านบาท โดยนายกอนุทินลงหาดใหญ่ไปแถลงข่าวด้วยตนเองและเน้นย้ำให้ปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด เป็นการส่งสัญญาณให้เห็นถึงปัญหาความรุนแรงของบุหรี่ผิดกฎหมายที่ระบาดไปทั่วประเทศ

ตอกย้ำสถานการณ์บุหรี่ผิดกฎหมายในประเทศไทยที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นถึง 28% ของการบริโภคทั้งหมดภายในประเทศ นำไปสู่การสูญเสียรายได้ของรัฐอย่างมหาศาล ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโดยรวม ทำให้รายได้จากการจำหน่ายบุหรี่ลดลงกว่า 43% และกำไรหดตัวถึง 94% เหลือเพียง 504 ล้านบาท จากเดิมในปี 2560 ที่เคยมีกำไรสูงถึง 8,900 ล้านบาท

การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) จึงประกาศ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงรุก เพื่อแก้ไขปัญหาบุหรี่ผิดกฎหมายและรักษาผลประโยชน์ชาติ ผ่านการปราบปรามอย่างเข้มข้น การบริหารจัดการสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพ และการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจเพื่อสร้างความมั่นคงในอนาคต

นายภูมิจิตต์ พงษ์พันธุ์งาม ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยว่า ปัญหาใหญ่ของอุตสาหกรรมยาสูบไทย คือบุหรี่ผิดกฎหมาย ซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วจากส่วนต่างราคาที่ดึงดูดและช่องโหว่ของการลักลอบนำเข้า โดยบุหรี่ถูกกฎหมายมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 65-70 บาทต่อซอง ขณะที่บุหรี่ผิดกฎหมายมีราคาถูกกว่ามาก เพียง 25-30 บาทต่อซองเท่านั้น ช่องว่างดังกล่าวสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคบางส่วนหันไปเลือกสินค้าผิดกฎหมาย ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ภาษีสรรพสามิต และผู้ประกอบการในระบบ

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะมีการปิดด่านชายแดนกัมพูชา บุหรี่ผิดกฎหมายครองตลาดไปแล้วถึง 28% แต่หลังปิดด่านกลับลดลงเพียง 3% เท่านั้น สะท้อนว่ายังมีการลักลอบผ่านช่องทางอื่น เนื่องจากผลตอบแทนสูงเกินคุ้ม โดยมีต้นทุนเพียง 10 บาทต่อซอง แต่สามารถขายได้ 28–30 บาท กำไรมากกว่าเท่าตัว และแม้จะถูกจับดำเนินคดี ก็ยังเหลือกำไร ทำให้ผู้ลักลอบเห็นว่ายังคุ้มค่าและไม่หยุดลักลอบนำเข้า

เพื่อรับมือกับสถานการณ์บุหรี่ผิดกฎหมาย ยสท. ได้จัดตั้งกลไกเฉพาะกิจด้านการป้องกันและปราบปราม พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานหลักต่าง ๆ เช่น กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฝ่ายทหาร และฝ่ายปกครอง เข้ามาช่วยปราบปราม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าและการกระจายสินค้า พร้อมเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง

ยสท. ประกาศนโยบายชัดเจน “ไม่ปรับลดโควตาการรับซื้อใบยาสูบ”แม้ยอดจำหน่ายบุหรี่ในประเทศจะลดลงกว่า 43% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการปรับโครงสร้างภาษี เพื่อสร้างความมั่นใจแก่เกษตรกรผู้ปลูกยาสูบและผู้บ่มอิสระทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นต้นน้ำสำคัญของอุตสาหกรรม

โดย ยสท. วางแผนรักษาระดับการรับซื้อใบยาสูบไปอีกอย่างน้อย 3 ปี หรือจนถึงปี 2571 ซึ่งในอนาคตหากต้องปรับลดโควตา จะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้เกษตรกรมีเวลาปรับตัว และไม่เกิดเหตุการณ์ตัดโควตาแบบฉับพลันเหมือนที่ผ่านมา ทั้งนี้ ยสท. พร้อมแบกรับภาระสต๊อกชั่วคราวเพื่อเป็นบัฟเฟอร์แทนเกษตรกร

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ยสท. เคยเผชิญปัญหาใบยาสูบค้างสต๊อกสูงถึง 30 เดือน จนต้องปรับลดโควตาการรับซื้อในช่วงปี 2561–2564 แต่ปัจจุบันสามารถระบายสต๊อกลงเหลือเพียง 18 เดือน ซึ่งอยู่ในระดับสมดุล ทำให้สามารถกลับมารับซื้อได้ตามปริมาณการจำหน่ายจริงในปัจจุบัน สะท้อนถึงประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลังที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ยสท. ยังวางแผนรับมือกับปัญหาสังคมสูงวัยในภาคการเกษตรในระยะยาว โดยการจัดทำฐานข้อมูลอายุและทายาทของชาวไร่ เพื่อวางแผนหาคนรุ่นใหม่เข้ามาเสริมทดแทนในอนาคต

ในปี 2569 ยสท. พร้อมเดินหน้าสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมควบคู่กับการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ผ่านการดำเนินงาน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่

1.การรักษาฐานตลาดในประเทศ ถึงแม้การบริโภคบุหรี่ลดลงจากนโยบายสาธารณสุข พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และการขยายตัวของบุหรี่ผิดกฎหมาย แต่ ยสท. ยังคงพยายามรักษาเสถียรภาพตลาดภายในประเทศ โดยตั้งเป้าสัดส่วนรายได้จากในประเทศ ราว 78%

2.การส่งออก (Export) ผลิตภัณฑ์บุหรี่ ใบยา และสินค้าที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายตลาด และชดเชยรายได้ที่ลดลงในประเทศ

3.การดำเนินธุรกิจ Non-Cigarette จากขยายฐานรายได้จากธุรกิจเดิมและธุรกิจใหม่ เช่น ธุรกิจโรงพิมพ์ อสังหาริมทรัพย์ ผลิตภัณฑ์เครื่องหอม ผลิตภัณฑ์ใหม่ และโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาล จะปรับบทบาทจากเดิมที่ให้บริการสวัสดิการพนักงาน มาเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบ โดยร่วมกับโรงพยาบาลจุฬาฯ ตั้ง “โรงพยาบาลสวนเบญจกิติ” เพื่อดูแลสุขภาพผู้สูงอายุและศูนย์สุขภาพ (Wellness) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพสูงและสอดรับกับเทรนด์สุขภาพ

  • ธุรกิจ New S-Curve แห่งอนาคต โดยเตรียมเปิดโรงงานสกัดสารนิโคตินเพื่อใช้ทางการแพทย์และการส่งออก พร้อมร่วมวิจัยกับโรงพยาบาลจุฬาฯ ในการพัฒนาใบยาสูบเป็นยารักษามะเร็ง ซึ่งอยู่ระหว่างการทดลองในมนุษย์ ตั้งเป้าโรงงานแล้วเสร็จภายในปี 2570 รวมถึง การขยายไร่ซิการ์ (Cigar) การพัฒนาผลิตภัณฑ์แผ่นแปะนิโคติน (Nicotine Patch) และการบริหารจัดการยาเส้น ปรับจากผู้ผลิตมาเป็นผู้จัดการจัดซื้อ เพื่อคุมเสถียรภาพราคา ช่วยเกษตรกร และกันปัญหาขาดโควตาใบยา ก่อนส่งต่อให้เอกชน

นับเป็นความจำเป็นในการปรับตัว เพื่อรักษารายได้รัฐ การสร้างสมดุลระหว่างความรับผิดชอบต่อสังคมกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจขององค์กรในระยะยาว

“การแก้ไขปัญหาบุหรี่ผิดกฎหมาย ไม่ใช่เพียงการรักษาผลประโยชน์ทางการค้า แต่เป็นการปกป้องรายได้ภาครัฐ เสริมเสถียรภาพอุตสาหกรรม และค้ำจุนความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบไทย พร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงรุก ทั้งการปราบปรามบุหรี่เถื่อน การจัดการสต๊อก และการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว” นายภูมิจิตต์ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...