โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อย่างเพิ่งเริ่ม “ลงทุน” ถ้ายังไม่ได้ตอบคำถาม 5 ข้อนี้

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
อย่างเพิ่งเริ่ม “ลงทุน” ถ้ายังไม่ได้ตอบคำถาม 5 ข้อนี้

ในช่วงเวลาที่บรรยากาศการลงทุนเป็นไปอย่างคึกคักในหลายสินทรัพย์ทั่วโลก แม้กระทั่ง “หุ้นไทย” ก็เช่นเดียวกันที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง SET Index ทำจุดสูงสุดในรอบมากกว่า 1 ปีได้ และมูลค่าการซื้อขายก็พุ่งสูงขึ้นสูงที่สุดในรอบเกือบปีครึ่ง จนเกิดคำถามขึ้นมาสำหรับคนที่ยังไม่ได้เริ่มลงทุน และคิดว่าจังหวะ และบรรยากาศแบบนี้แหละ ที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับการลงทุน แต่อยากให้ทุกคนไปเช็คลิสต์ตัวเองกันก่อน ว่าคุณมีความพร้อมที่จะลงทุนแล้วหรือยัง

เมื่อพูดถึงสถานการณ์การลงทุนในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่ากลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งสำหรับนักลงทุน และบุคคลทั่วไปที่อาจจะยังไม่ได้ลงทุน และเริ่มมีความคิดที่อยากจะลงทุน เพราะคิดว่าสถานการณ์ และบรรยากาศโดยรวมในปัจจุบันน่าจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการเริ่มต้นลงทุน ความคิดนี้ไม่ผิด เพราะใคร ๆ ก็อยากจะลงทุนในบรรยากาศที่คึกคัก มากกว่าบรรยากาศที่เงียบเหงา

แต่อยากให้ทุกคนที่อยากจะเริ่มลงทุนชมคลิปนี้ให้จบก่อน แล้วรีเช็คตัวเองกันอีกสักครั้ง ว่าเราพร้อมแล้วจริงหรือไม่ที่จะเริ่มลงทุน หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าการลงทุนเป็นสิ่งที่มีความสำคัญกับการวางแผนการเงิน หรือการสร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิต แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่เรายังไม่พร้อม หรือไม่ควรที่จะลงทุน

ถูกต้องที่ว่าการลงทุนเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ และช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต แต่การลงทุนนั้นมีหลายรูปแบบ หลายสินทรัพย์ ผลตอบแทนความเสี่ยงที่แตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นก่อนที่ทุกคนจะเริ่มลงทุน ให้รีเช็คความพร้อม และ “สุขภาพทางการเงิน” กันก่อน ด้วยการตอบคำถาม 5 ข้อ ที่จะเป็นการยืนยันถึงความพร้อมในการลงทุน

มาเริ่มกันที่ข้อแรก “สุขภาพทางการเงินแข็งแรงแค่ไหน” ข้อนี้เป็นการทบทวนถึงความสามารถ และข้อจำกัดทางด้านการเงินของแต่ละบุคคลที่จะมีผลต่อศักยภาพ และโอกาสในการประสบความสำเร็จในการลงทุน แน่นอนครับเรากำลังพูดถึง “สินทรัพย์” ของแต่ละบุคคลว่ามีสถานะอย่างไร

อยากให้ทุกคนเริ่มที่สินทรัพย์ทั้งหมดที่เรามี สินทรัพย์ในที่นี้ให้รวมทั้งสินทรัพย์ที่ไม่มีภาระหนี้สิน และสินทรัพย์ที่มีหนี้สินรวมเข้ามาด้วย โดยให้สมมติว่าจำนวนทั้งหมดของสินทรัพย์คือ 100 บาท หรือคิดเป็น 100% และให้แยกทรัพย์สินที่ไม่มีภาระหนี้สิน และหนี้สินออกจากกัน จะทำให้เราสามารถแบ่งสถานะสินทรัพย์ได้ออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มแรกคือกลุ่มคนที่มีทรัพย์สิน “มากกว่า” หนี้สิน คนกลุ่มที่สองคือกลุ่มคนที่มีทรัพย์สินใกล้เคียง หรือ “เท่ากับ” หนี้สิน และกลุ่มสุดท้ายคือคนที่มีทรัพย์สิน “น้อยกว่า” หนี้สิน ซึ่งถ้ามองในภาพรวมกว้าง ๆ ก็อาจจะพิจารณาได้เลยว่าคนในกลุ่มแรกที่มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน น่าจะมีความพร้อมในการลงทุนมากกว่าคนกลุ่มอื่น แต่เราจำเป็นที่จะต้องพิจารณาในส่วนของ “หนี้สิน” ด้วย

ข้อที่สองคือหนี้สิน ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น “หนี้สินที่มีภาระจดจำนอง” ได้แก่ บ้าน คอนโดมิเนียมหรือที่ดิน ที่ยังมีการผ่อนชำระอยู่ และ “หนี้สินที่ไม่มีภาระจดจำนอง” เช่น รถยนต์ บัตรเครดิต หรือสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นต้น ซึ่งถ้าหากเรายังมีภาระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง ๆ เช่นบัตรเครดิต หรือสินเชื่อส่วนบุคคล ก็ควรที่จะหาทางปลดภาระหนี้สินในส่วนนี้ให้ได้ก่อนที่จะลงทุน เพราะจะช่วยลดภาระรายจ่ายทางด้านดอกเบี้ยลง ทำให้เหลือกระแสเงินสดในแต่ละเดือนเพื่อการลงทุนที่สูงขึ้นได้

ข้อที่สามคือเรื่องของสภาพคล่อง หรือกระแสเงินสดที่เราได้รับ นั่นก็คือรายได้ และรายจ่ายของแต่ละเดือน ข้อนี้มีความสำคัญไม่แพ้กับเรื่องของทรัพย์สิน และหนี้สิน เนื่องจากบางคนอาจจะมีทรัพย์สินเยอะ แต่อาจจะมีสภาพคล่องไม่สูงมากก็เป็นไปได้ เช่นคนที่มีที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์เยอะ แต่อาจจะไม่ได้ใช้สินทรัพย์เหล่านั้นเพื่อสร้างรายได้ ทำให้อาจจะมีสภาพคล่องคงเหลือในแต่ละเดือนไม่สูงมาก หรือไม่เหลือเลย เมื่อนำมาหักกับค่าใช้จ่าย

โดยการวิเคราะห์สภาพคล่องให้ใช้ อัตราส่วนความอยู่รอด หรือ Survival Ratio โดยนำรายได้รวมทั้งหมด มาหารด้วยรายจ่าย ทั้งหมด ถ้ามีค่ามากกว่า 1 เท่า ก็นับว่าสามารถอยู่รอดได้ด้วยตนเอง และถ้าตัวเลขนี้มีค่ามากกว่า 1 เท่ามากเท่าไหร่ แสดงถึงสภาพคล่องส่วนเกินที่มากขึ้น แสดงว่ามีความพร้อมที่จะสามารถนำเงินส่วนนี้มาลงทุนได้ แต่ถ้าใครที่มีอัตราส่วนนี้น้อยกว่า 1 ก็อาจจะยังไม่ใช่เวลาที่จะเริ่มลงทุน ควรจะบริหารรายรับรายจ่ายให้เกิดสภาพคล่องส่วนเกินให้ได้เสียก่อน

ข้อที่สี่ เป็นเรื่องของสถาพคล่องอีกเช่นเดียวกัน แต่เป็นสภาพคล่องที่เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับรับมือ “ความฉุกเฉิน” อย่างที่เกริ่นไว้ในข้อที่หนึ่ง และข้อที่สอง โดยให้วิเคราะห์ “อัตราส่วนสภาพคล่อง” ซึ่งสามารถทำได้โดยนำสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง เช่นเงินสด และเงินฝาก มาหารด้วยหนี้สินระยะสั้น หรือก็คือหนี้สินทั้งหมดที่ต้องชำระภายในหนึ่งปี ค่ามาตรฐานที่ได้ควรจะมีค่ามากกว่า 1 เท่า

ซึ่งถ้ายิ่งค่าที่ได้มีค่ามากกว่า 1 เท่ามากเท่าไหร่ แสดงถึงความสามารถในการชำระภาระหนี้สินระยะสั้นที่มากขึ้น แสดงว่ามีความพร้อมที่จะสามารถนำเงินส่วนนี้มาลงทุนได้ แต่ถ้าใครที่มีอัตราส่วนนี้น้อยกว่า 1 ก็อาจจะยังไม่ใช่เวลาที่จะเริ่มลงทุน ควรจะบริหารรายรับรายจ่ายให้เกิดสภาพคล่องที่เพียงพอต่อการชำระหนี้สินระยะสั้นให้ได้เสียก่อน

อีกหนึ่งอัตราส่วนที่ยังคงอยู่ในข้อที่สี่เช่นเดียวกันคือ “อัตราส่วนสภาพคล่องพื้นฐาน” ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้โดยนำสินทรัพย์สภาพคล่องทั้งหมดที่มี มาหารด้วยค่าใช้จ่ายต่อเดือน ซึ่งค่าที่ได้จะมีหน่วยเป็นเดือน นั่นหมายถึง “ระยะปลอดภัย” ทางการเงิน ที่หากเราสูญเสียรายได้ทั้งหมดไป จะมีสภาพคล่องสำรองที่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายได้กี่เดือน โดยค่ามาตรฐานควรจะอยู่ที่ 3-6 เดือน

แต่ด้วยสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในปัจจุบัน อาจจะต้องสำรองสภาพคล่องในส่วนนี้ไว้เพิ่มเติมเป็นอย่างน้อย 9-12 เดือน ซึ่งถ้าวิเคราะห์ตัวเลขออกมาสูงกว่ามาตรฐาน ก็สามารถใช้สภาพคล่องส่วนเกินนี้มาเริ่มลงทุนได้ แต่ถ้าหากตัวเลขที่ได้ยังต่ำกว่าค่ามาตรฐาน ก็ควรจะบริหารรายรับรายจ่ายให้เกิดสภาพคล่องพื้นฐานตามค่ามาตรฐานให้ได้เสียก่อนที่จะเริ่มลงทุน

สุดท้ายคือตัวเลขของ “เงินออม” ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าเงินออมนั้นแตกต่างจาก “เงินลงทุน” เพราะเงินออมนั้นมีสภาพคล่องสูงกว่า และมี “ความเสี่ยง” ที่น้อยกว่าเงินลงทุน และที่สำคัญเงินออมมีวัตถุประสงค์ที่มีเผื่อไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน เพราะสามารถนำออกมาใช้ได้ทันที และมูลค่าไม่สูญหาย แต่ในกรณีของเงินลงทุนนั้น มีไว้เพื่อเสริมสร้าง “ความมั่งคั่ง” เป็นหลัก หรือเป็นเงินที่ลงทุนเพื่อวัตถุประสงค์ในอนาคต เช่นการเกษียณอายุ เพราะฉะนั้นเงินสองก้อนนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ดังนั้นก่อนที่เราจะเริ่มต้นลงทุน ให้มั่นใจว่าเรามีการเก็บออมอย่างมีวินัย และเพียงพอแล้ว โดยอย่างน้อยเราควรที่จะเก็บออมให้ได้ 10% จากรายรับรวมทั้งหมดในแต่ละเดือน เพื่อสร้างความมั่นคงทางสภาพคล่องให้ได้มากที่สุด และเมื่อไหร่เราสามารถเก็บออมสภาพคล่องจนผ่านเกณฑ์มาตรฐานในข้อที่สี่ได้แล้วนั้น เราก็มีความพร้อมอย่างแท้จริงที่จะเริ่มลงทุน

จะเห็นได้ว่าการตรวจ หรือรีเช็คสุขภาพทางการเงินของเราให้มีความพร้อมก่อนการลงทุนนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ส่วนบางคนอาจจะมีคำถามว่า ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์ทั้ง 5 ข้อจะยังสามารถลงทุนได้หรือไม่ คำตอบอยู่ที่ “ความเสี่ยง” และเป้าหมายการลงทุนของแต่ละคน

เพราะถ้าเราสมมติสถานการณ์เลวร้ายที่สุดในการลงทุน ซึ่งหมายถึงผลขาดทุนที่อาจจะเกิดขึ้น แล้วสามารถยอมรับได้ว่าไม่กระทบกับความเป็นอยู่ หรือคุณภาพชีวิต ก็สามารถที่จะเริ่มลงทุนได้ แต่ถ้าเรายังมองเพียงแค่ลงทุนเพื่อหวัง “ผลกำไร” หรือลงทุนเพราะใคร ๆ เค้าก็ทำกัน ทบทวนตัวเองให้ดี ๆ เพราะการลงทุน เสี่ยงจริง ได้ผลตอบแทนจริง และก็เจ็บจริงได้ แค่สถานการณ์เปลี่ยนเพียงนิดเดียว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...