“ดาวโจนส์” ปิดลบ 289 จุด กังวลสงครามอิหร่าน ดันน้ำมันพุ่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันพุธ (11 มี.ค.69) โดยยังคงถูกกดดันจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อแรงกดดันเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 47,417.27 จุด ลดลง 289.24 จุด หรือ 0.61% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 6,775.80 จุด ลดลง 5.68 จุด หรือ 0.08% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 22,716.14 จุด เพิ่มขึ้น 19.03 จุด หรือ 0.08%
บรรยากาศการซื้อขายได้รับแรงกดดันจากความกังวลด้านพลังงาน โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 4% หลังตลาดประเมินความเสี่ยงต่ออุปทานพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่าน
แม้สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จะมีมติให้ระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์รวมสูงสุด 400 ล้านบาร์เรล เพื่อรับมือภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมัน แต่ยังไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่ชัดเจนของการดำเนินมาตรการดังกล่าว
นักลงทุนกังวลว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจกระตุ้นแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยกองบัญชาการทหารของอิหร่านเตือนว่า ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งแตะระดับ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากความขัดแย้งขยายวงกว้าง
ด้านข้อมูลเศรษฐกิจ กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้น 2.4% ในเดือนก.พ. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ และเท่ากับระดับในเดือนมกราคม ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องกับการคาดการณ์เช่นกัน
ทั้งนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด มีกำหนดจัดการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 17–18 มีนาคมนี้ โดยตลาดคาดการณ์เป็นวงกว้างว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ ขณะที่นักลงทุนยังประเมินความเสี่ยงที่เศรษฐกิจอาจเผชิญภาวะ Stagflation หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงพร้อมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ
หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยพุ่งขึ้น 2.48% ตามทิศทางราคาน้ำมัน ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น 0.35%รายงานระบุว่า JPMorgan Chase กำลังคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มธุรกิจ Private Credit ซึ่งข่าวดังกล่าวส่งผลให้หุ้น Ares Management ร่วงลง 4.8% และหุ้น Apollo Global ลดลง 1.9%
ขณะที่หุ้น Campbell ผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปรายใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วงลง 7.1% หลังบริษัทปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการรายปี และเตือนว่าผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรของรัฐบาลสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ Oracle ผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้รายปี หลังธุรกิจคลาวด์เติบโตเกินคาด