โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ภาคเอกชนสหรัฐประสานเสียง จี้รัฐบาลทรัมป์คืนเงินภาษี หลังศาลฎีกาเปิดช่อง

เดลินิวส์

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ภาคธุรกิจสหรัฐเริ่มเรียกร้องการคืนเงินภาษี หลังศาลฎีกาสหรัฐพิพากษาคว่ำอำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อเก็บภาษีทั่วโลก อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มีแนวโน้มยืดเยื้อ เพราะอาจต้องกลับไปสู้คดีตั้งต้นกันใหม่ตั้งแต่ศาลชั้นต้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ว่าสมาพันธ์ค้าปลีกแห่งชาติ (เอ็นอาร์เอฟ) ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ค้าปลีกตั้งแต่ยักษ์ใหญ่หลายแห่งในสหรัฐอย่าง วอลมาร์ต ไปจนถึงแบรนด์ขนาดเล็กและผู้ผลิต เรียกร้องให้รัฐบาลมี "กระบวนการคืนเงินภาษีที่ราบรื่นให้แก่ผู้นำเข้าของสหรัฐ" โดยระบุว่า "เงินคืนเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และทำให้บริษัทต่างๆ สามารถนำเงินกลับไปลงทุนในการดำเนินงาน พนักงาน และดูแลลูกค้าของได้"

ด้านหอการค้าสหรัฐออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้มีการคืนเงินภาษีที่จัดเก็บไปแล้ว ซึ่งคาดว่ามีมูลค่าสูงถึง 133,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.48 ล้านล้านบาท) นายนีล แบรดลีย์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายนโยบายของหอการค้าสหรัฐ กล่าวว่า "การคืนเงินภาษีอย่างรวดเร็ว จะมีความหมายอย่างยิ่งต่อผู้นำเข้าที่เป็นธุรกิจขนาดเล็กมากกว่า 200,000 ราย และจะช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้นในปีนี้"

ขณะเดียวกัน หอการค้าสหรัฐสนับสนุนให้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ใช้โอกาสนี้เพื่อปรับปรุงนโยบายภาษีภาพรวม ในแนวทางที่จะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น การเพิ่มค่าจ้างให้คนทำงาน และการลดภาระค่าครองชีพให้กับครัวเรือน

ทั้งนี้ มติเสียงข้างมากครั้งประวัติศาสตร์ของศาลฎีกาสหรัฐ ด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 เสียง ระบุเพียงว่า กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (ไออีอีพีเอ) ฉบับปี 2520 ไม่ได้มอบอำนาจให้ประธานาธิบดีสามารถกำหนดอัตราภาษีกับทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ศาลสูงสุดของสหรัฐไม่ได้ระบุชัดเจนว่า รัฐบาลทรัมป์จะต้องคืนเงินภาษีที่เก็บไปแล้วหรือไม่ หมายความว่า เรื่องนี้ต้องกลับไปที่ศาลชั้นต้น และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องฟ้องร้องขอเงินคืนกันเอง ซึ่งทรัมป์ก็ยอมรับในเรื่องนี้เช่นกัน.

เครดิตภาพ : REUTERS

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...