โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ส่งออกไทยเป็นอย่างไร? เมื่อศาลสหรัฐสั่งเบรกเก็บภาษี แต่ ‘ทรัมป์’ งัดมาตรการโต้ ฟังวิเคราะห์

เดลินิวส์

อัพเดต 21 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 20.29 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
2 กูรูวิเคราะห์ศาลสหรัฐสั่งเบรกเก็บภาษี แต่ทรัมป์งัดมาตรการตอบโต้ ส่งออกไทยเป็นอย่างไร? เป็นข่าวดีแค่ชั่วคราว แต่ระยะยาวยังเป็นอย่างไร?

หลังจากสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศกลับมาเป็นที่น่าจับตาอีกครั้ง ภายหลังศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกา มีคำตัดสินด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ในประเด็นอำนาจนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ในการจัดเก็บภาษีตอบโต้ โดยชี้ว่าคำพิพากษาดังกล่าว ซึ่งภายหลังคำตัดสิน ทรัมป์จึงหันไปใช้อำนาจตามกฎหมายอื่นแทน ล่าสุดประกาศใช้มาตรา 122 (Section 122) ภายใต้กฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974) เพื่อจัดเก็บภาษีศุลกากรในลักษณะ Global Tariff อัตรา 10% กับสินค้านำเข้าทั่วโลก เพิ่มเติมจากอัตราปกติที่มีอยู่เดิม

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ไม่เหนือความคาดหมายของภาคเอกชนไทย เนื่องจากศาลได้เลื่อนการอ่านคำพิพากษามาหลายครั้ง สะท้อนความพยายามหาทางออกที่เหมาะสมภายใต้กลไกถ่วงดุลอำนาจของระบบประชาธิปไตยสหรัฐ ซึ่งคำตัดสินระบุชัดว่า การเก็บภาษีตอบโต้ในลักษณะดังกล่าว ไม่ใช่อำนาจโดยตรงของประธานาธิบดี และต้องยุติลงทันที แต่ทรัมป์ ยังคงยืนยันจุดยืนปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของสหรัฐ โดยเชื่อว่ามาตรการที่ดำเนินการนั้นถูกต้องตามแนวนโยบาย America First ดังนั้น จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าทรัมป์จะมีมาตรการอะไรออกมาอีก

อย่างไรก็ดี มาตรการตามมาตรา 122 มีข้อจำกัดด้านระยะเวลา โดยสามารถบังคับใช้ได้เพียง 150 วัน หรือประมาณ 5 เดือน (ถึงช่วงเดือน ก.ค. 2569) หากต้องการขยายเวลาต่อ จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งเป็นกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร

นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า แม้คำพิพากษาจะทำให้ภาพรวมสงครามการค้าดูผ่อนคลายลงชั่วคราว และอัตราภาษีบางส่วนถูกปรับมาอยู่ที่ 10% เท่ากันทุกประเทศ แต่ในเชิงโครงสร้างความเสี่ยงยังไม่หมดไป เพราะทรัมป์ยังมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่นที่สามารถนำมาใช้ได้ตลอดเวลา

สำหรับผลกระทบต่อการส่งออกไทยเป็น 2 กลุ่มหลักอย่างชัดเจน แบ่งเป็น 1. กลุ่มได้รับผลกระทบเต็ม 10% โดยกลุ่มแรกคือสินค้าที่ถูกจัดเก็บภาษี 10% เต็มตามมาตรา 122 เช่น

1.อิเล็กทรอนิกส์ เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD), แผงวงจรไฟฟ้า (PCB) และไอซี (IC) ซึ่งไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลก

2. ยานยนต์และชิ้นส่วน โดยเฉพาะยางรถยนต์ ที่จะถูกบวกเพิ่ม 10% จากภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping: AD) เดิมที่มีอยู่แล้ว ทำให้ต้นทุนพุ่งขึ้นสองชั้น

3. เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องปรับอากาศ และตู้เย็น ซึ่งสหรัฐเป็นตลาดหลัก

4. อัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งไทยเป็นผู้ส่งออกรายสำคัญไปยังตลาดสหรัฐ

"กลุ่มดังกล่าวเป็นอุตสาหกรรมหลักที่มีสัดส่วนส่งออกสูง หากถูกเก็บภาษีเพิ่มจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันทันที โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและคำสั่งซื้อผันผวน"

ส่วนกลุ่มได้รับการยกเว้น ในทางกลับกัน สินค้าเกษตรและประมง เช่น ข้าว ทุเรียน มังคุด และผลไม้เมืองร้อนหลายชนิด กลับได้รับการยกเว้น เนื่องจากหากสหรัฐจัดเก็บภาษีในกลุ่มนี้ จะทำให้ราคาอาหารในประเทศพุ่งสูง กระทบเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองและเศรษฐกิจที่รัฐบาลสหรัฐพยายามหลีกเลี่ยง

อย่างไรก็ตาม แม้มาตรา 122 จะมีกรอบเวลาเพียง 150 วัน แต่สิ่งที่ภาคเอกชนไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะใช้ มาตรา 301 (Section 301) ซึ่งให้อำนาจสหรัฐตรวจสอบและดำเนินมาตรการตอบโต้ประเทศที่ถูกมองว่ามีพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยประเด็นที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมา ได้แก่ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา, การอุดหนุนอุตสาหกรรม และการบิดเบือนค่าเงิน

"ประเทศไทยยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตามองเรื่องการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ซึ่งอาจกลายเป็นข้ออ้างในการดำเนินมาตรการทางการค้าเพิ่มเติมในอนาคต"

อีกประเด็นที่ยังไม่มีความชัดเจน คือ การคืนเงินภาษีมูลค่ากว่าแสนล้านดอลลาร์ ที่เคยจัดเก็บไปก่อนหน้านี้ หากคำพิพากษาทำให้มาตรการเดิมไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะมีขั้นตอนการคืนเงินอย่างไร และเมื่อใด ซึ่งอาจสร้างแรงกระเพื่อมต่อระบบการคลังและตลาดทุนของสหรัฐเอง โดยช่วงเวลา 150 วันที่มาตรา 122 มีผลบังคับใช้ ประเทศไทยยังมีโอกาสใช้ช่องทางการเจรจาแบบทวิภาคีกับสหรัฐ เพื่อขอยกเว้นหรือผ่อนปรนภาษีบางรายการ โดยอาจเสนอเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ เช่น ก๊าซธรรมชาติ หรือเครื่องบิน ซึ่งเคยมีการหารือมาก่อนหน้านี้ ซึ่งความสำเร็จของการเจรจาจะขึ้นอยู่กับดุลอำนาจทางการเมืองภายในสหรัฐ และท่าทีของทีมเศรษฐกิจทำเนียบขาว

นอกจากนี้ ในเรื่องบทบาทของ นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ซึ่งถือเป็นมือขวาสายเหยี่ยวของทรัมป์ โดยยืนยันว่าจะพยายามหามาตรการอื่นมาทดแทน เพื่อไม่ให้รายได้จากการจัดเก็บภาษีลดลงจากเดิม สะท้อนว่ารัฐบาลสหรัฐยังต้องพึ่งพารายได้จากมาตรการทางการค้าอย่างมีนัยสำคัญ แม้สถานการณ์ในระยะสั้นดูคลี่คลายลงจากคำพิพากษาศาล และอัตราภาษีบางส่วนถูกปรับมาอยู่ที่ 10% เท่ากันทุกประเทศ ซึ่งถือเป็น “ข่าวดีชั่วคราว” แต่ด้วยบุคลิกของทรัมป์ที่เป็นนักสู้และมักออกมาตรการเชิงรุกแบบคาดไม่ถึง (Creative Measures) ภาคเอกชนไทยจึงยังไม่อาจวางใจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัจจัยการเมืองภายในสหรัฐ เช่น การเลือกตั้งมิดเทอมในปีนี้ อาจส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพทางอำนาจและทิศทางการใช้นโยบายการค้าของรัฐบาล

"สงครามการค้าอาจดูเหมือนผ่อนคลาย แต่ยังไม่จบ ไทยต้องประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน และเตรียมแผนรับมือทุกฉากทัศน์ โดยภาคอุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องเพิ่มความยืดหยุ่น กระจายตลาด และบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์การค้าที่ผันผวนที่สุดรอบหลายปี"

ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน กล่าวว่า ต้องติดตามใน 3 ประเด็น

1. เศรษฐกิจสหรัฐ : ขาดความเชื่อมั่นจากนโยบายการค้า และ ไทยยังถูกเก็บภาษี

- ศาลฎีกาสหรัฐยกเลิก ภาษีทรัมป์ รัฐบาลสหรัฐจะต้องจ่ายเงินคืนแก่ผู้ประกอบการนำเข้าของสหรัฐ 134,000 ล้านดอลลาร์ (แม้ศาลไม่ได้ระบุว่าต้องคืนเงินหรือไม่) จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในสหรัฐ และต่างประเทศ เพราะรัฐบาลต้องกู้ยืมเพิ่มเพื่อมาจ่ายเงินก้อนดังกล่าว โดยการออกพันธบัตร ทำให้หนี้สาธารณะสหรัฐ จะเพิ่มขึ้นอีก 3% จาก 37 ล้านล้านดอลลาร์ เป็น 38 ล้านล้านดอลลาร์ ส่งผลดอลลาร์อ่อนค่า ทิศทางดอกเบี้ยจะปรับลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้

- กฎหมาย Smoot-Hawley (1930) หรือ Tariff Act รวมทั้ง ก.ม. อื่นๆ จะถูกนำมาใช้แทน ก.ม. IEEPA ทรัมป์ สำหรับ Tariff Act ผ่านทาง ม.338 โดย ปธน.ทรัมป์ มีอำนาจในการเก็บภาษีตอบโต้สูงสุด 50% ต่อสินค้านำเข้าจากประเทศนั้น ๆ ไม่มีข้อจำกัดจำนวนสินค้า เป็นระยะเวลา 5 เดิอน

2. ทรัมป์หันมาเก็บภาษีภาษีพื้นฐานและเฉพาะสินค้า

ภายใต้ ก.ม. ที่ทรัมป์มีอำนาจข้างต้น ทรัมป์ หันมาเก็บภาษี 2 ส่วนคือ ภาษีตามมาตรา 122 ของ ก.ม. Trade Act มาแทนที่ภาษีตอบโต้ โดยตาม ม.122 สามารถเก็บภาษี 10-15% เป็นระยะเวลา 5 เดือน (ภาษีพื้นฐาน) และเก็บภาษีรายสินค้า ระหว่าง 25-100%

ตารางที่ 1 : ทรัมป์เก็บภาษีเฉพาะสินค้าตาม กฎหมายใหม่

3. จับตาทิศทาง “ค่าเงินดอลลาร์” และผลกระทบต่อการส่งออกไทย

หลังจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มผันผวนสูง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินบาทและความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย ทิศทางของเงินบาทว่าจะ “แข็งค่า” หรือ “อ่อนค่า” ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะนโยบายอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ หากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คงดอกเบี้ยในระดับสูงหรือส่งสัญญาณเข้มงวด ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่า ซึ่งอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าตาม และเป็นผลบวกต่อผู้ส่งออกไทยในระยะสั้น

ในทางกลับกัน หาก Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน ค่าเงินดอลลาร์อาจอ่อนค่า ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่า ซึ่งอาจกระทบความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐ ดังนั้น ทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อเสถียรภาพค่าเงินและภาคการส่งออกของไทย

สรุป การส่งออกไทยไปสหรัฐ ยังต้องเจอด่านสำคัญอีกหลายด่าน

  • การไม่สรุปดีลการค้ากับสหรัฐที่ผ่านมา ถูกมองว่าการค้าไทยกับสหรัฐยุ่งยาก มีความเสี่ยงเจอภาษีทีสูงกว่าประเทศอื่น
  • การที่สหรัฐ ขาดดุลการค้ากับไทย อาจจะโดนเจอภาษีสวมสิทธิ 40% ผลจากการเจรจาที่ยืดเยื้อ หรือถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับประเทศคู่แข่งสหรัฐ รวมทั้งระบบการนำจับสินค้าของไทย ไม่โปร่งใส
  • สิทธิภาษีเป็น 0% ของสหรัฐ สำหรับสินค้าไทย ยังต้องเจรจาต่อไป ในขณะนี้ ประเทศคู่แข่งได้สรุปจบไปแล้ว
  • ความไม่แน่นอนภาษีทรัมป์ของไทย จะส่งผลต่อการลงทุนในประเทศจากทั้งนักลงทุนไทยและต่างประเทศ เพราะไม่แน่ใจว่า ไทยจะเจอภาษีสินค้าตัวไหน หรือได้สิทธิภาษีสินค้าใด
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...