ส่งออกไทยเป็นอย่างไร? เมื่อศาลสหรัฐสั่งเบรกเก็บภาษี แต่ ‘ทรัมป์’ งัดมาตรการโต้ ฟังวิเคราะห์
หลังจากสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศกลับมาเป็นที่น่าจับตาอีกครั้ง ภายหลังศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกา มีคำตัดสินด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ในประเด็นอำนาจนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ในการจัดเก็บภาษีตอบโต้ โดยชี้ว่าคำพิพากษาดังกล่าว ซึ่งภายหลังคำตัดสิน ทรัมป์จึงหันไปใช้อำนาจตามกฎหมายอื่นแทน ล่าสุดประกาศใช้มาตรา 122 (Section 122) ภายใต้กฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974) เพื่อจัดเก็บภาษีศุลกากรในลักษณะ Global Tariff อัตรา 10% กับสินค้านำเข้าทั่วโลก เพิ่มเติมจากอัตราปกติที่มีอยู่เดิม
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ไม่เหนือความคาดหมายของภาคเอกชนไทย เนื่องจากศาลได้เลื่อนการอ่านคำพิพากษามาหลายครั้ง สะท้อนความพยายามหาทางออกที่เหมาะสมภายใต้กลไกถ่วงดุลอำนาจของระบบประชาธิปไตยสหรัฐ ซึ่งคำตัดสินระบุชัดว่า การเก็บภาษีตอบโต้ในลักษณะดังกล่าว ไม่ใช่อำนาจโดยตรงของประธานาธิบดี และต้องยุติลงทันที แต่ทรัมป์ ยังคงยืนยันจุดยืนปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของสหรัฐ โดยเชื่อว่ามาตรการที่ดำเนินการนั้นถูกต้องตามแนวนโยบาย America First ดังนั้น จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าทรัมป์จะมีมาตรการอะไรออกมาอีก
อย่างไรก็ดี มาตรการตามมาตรา 122 มีข้อจำกัดด้านระยะเวลา โดยสามารถบังคับใช้ได้เพียง 150 วัน หรือประมาณ 5 เดือน (ถึงช่วงเดือน ก.ค. 2569) หากต้องการขยายเวลาต่อ จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งเป็นกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร
นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า แม้คำพิพากษาจะทำให้ภาพรวมสงครามการค้าดูผ่อนคลายลงชั่วคราว และอัตราภาษีบางส่วนถูกปรับมาอยู่ที่ 10% เท่ากันทุกประเทศ แต่ในเชิงโครงสร้างความเสี่ยงยังไม่หมดไป เพราะทรัมป์ยังมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่นที่สามารถนำมาใช้ได้ตลอดเวลา
สำหรับผลกระทบต่อการส่งออกไทยเป็น 2 กลุ่มหลักอย่างชัดเจน แบ่งเป็น 1. กลุ่มได้รับผลกระทบเต็ม 10% โดยกลุ่มแรกคือสินค้าที่ถูกจัดเก็บภาษี 10% เต็มตามมาตรา 122 เช่น
1.อิเล็กทรอนิกส์ เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD), แผงวงจรไฟฟ้า (PCB) และไอซี (IC) ซึ่งไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลก
2. ยานยนต์และชิ้นส่วน โดยเฉพาะยางรถยนต์ ที่จะถูกบวกเพิ่ม 10% จากภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping: AD) เดิมที่มีอยู่แล้ว ทำให้ต้นทุนพุ่งขึ้นสองชั้น
3. เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องปรับอากาศ และตู้เย็น ซึ่งสหรัฐเป็นตลาดหลัก
4. อัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งไทยเป็นผู้ส่งออกรายสำคัญไปยังตลาดสหรัฐ
"กลุ่มดังกล่าวเป็นอุตสาหกรรมหลักที่มีสัดส่วนส่งออกสูง หากถูกเก็บภาษีเพิ่มจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันทันที โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและคำสั่งซื้อผันผวน"
ส่วนกลุ่มได้รับการยกเว้น ในทางกลับกัน สินค้าเกษตรและประมง เช่น ข้าว ทุเรียน มังคุด และผลไม้เมืองร้อนหลายชนิด กลับได้รับการยกเว้น เนื่องจากหากสหรัฐจัดเก็บภาษีในกลุ่มนี้ จะทำให้ราคาอาหารในประเทศพุ่งสูง กระทบเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองและเศรษฐกิจที่รัฐบาลสหรัฐพยายามหลีกเลี่ยง
อย่างไรก็ตาม แม้มาตรา 122 จะมีกรอบเวลาเพียง 150 วัน แต่สิ่งที่ภาคเอกชนไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะใช้ มาตรา 301 (Section 301) ซึ่งให้อำนาจสหรัฐตรวจสอบและดำเนินมาตรการตอบโต้ประเทศที่ถูกมองว่ามีพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยประเด็นที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมา ได้แก่ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา, การอุดหนุนอุตสาหกรรม และการบิดเบือนค่าเงิน
"ประเทศไทยยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตามองเรื่องการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ซึ่งอาจกลายเป็นข้ออ้างในการดำเนินมาตรการทางการค้าเพิ่มเติมในอนาคต"
อีกประเด็นที่ยังไม่มีความชัดเจน คือ การคืนเงินภาษีมูลค่ากว่าแสนล้านดอลลาร์ ที่เคยจัดเก็บไปก่อนหน้านี้ หากคำพิพากษาทำให้มาตรการเดิมไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะมีขั้นตอนการคืนเงินอย่างไร และเมื่อใด ซึ่งอาจสร้างแรงกระเพื่อมต่อระบบการคลังและตลาดทุนของสหรัฐเอง โดยช่วงเวลา 150 วันที่มาตรา 122 มีผลบังคับใช้ ประเทศไทยยังมีโอกาสใช้ช่องทางการเจรจาแบบทวิภาคีกับสหรัฐ เพื่อขอยกเว้นหรือผ่อนปรนภาษีบางรายการ โดยอาจเสนอเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ เช่น ก๊าซธรรมชาติ หรือเครื่องบิน ซึ่งเคยมีการหารือมาก่อนหน้านี้ ซึ่งความสำเร็จของการเจรจาจะขึ้นอยู่กับดุลอำนาจทางการเมืองภายในสหรัฐ และท่าทีของทีมเศรษฐกิจทำเนียบขาว
นอกจากนี้ ในเรื่องบทบาทของ นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ซึ่งถือเป็นมือขวาสายเหยี่ยวของทรัมป์ โดยยืนยันว่าจะพยายามหามาตรการอื่นมาทดแทน เพื่อไม่ให้รายได้จากการจัดเก็บภาษีลดลงจากเดิม สะท้อนว่ารัฐบาลสหรัฐยังต้องพึ่งพารายได้จากมาตรการทางการค้าอย่างมีนัยสำคัญ แม้สถานการณ์ในระยะสั้นดูคลี่คลายลงจากคำพิพากษาศาล และอัตราภาษีบางส่วนถูกปรับมาอยู่ที่ 10% เท่ากันทุกประเทศ ซึ่งถือเป็น “ข่าวดีชั่วคราว” แต่ด้วยบุคลิกของทรัมป์ที่เป็นนักสู้และมักออกมาตรการเชิงรุกแบบคาดไม่ถึง (Creative Measures) ภาคเอกชนไทยจึงยังไม่อาจวางใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัจจัยการเมืองภายในสหรัฐ เช่น การเลือกตั้งมิดเทอมในปีนี้ อาจส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพทางอำนาจและทิศทางการใช้นโยบายการค้าของรัฐบาล
"สงครามการค้าอาจดูเหมือนผ่อนคลาย แต่ยังไม่จบ ไทยต้องประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน และเตรียมแผนรับมือทุกฉากทัศน์ โดยภาคอุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องเพิ่มความยืดหยุ่น กระจายตลาด และบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์การค้าที่ผันผวนที่สุดรอบหลายปี"
ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน กล่าวว่า ต้องติดตามใน 3 ประเด็น
1. เศรษฐกิจสหรัฐ : ขาดความเชื่อมั่นจากนโยบายการค้า และ ไทยยังถูกเก็บภาษี
- ศาลฎีกาสหรัฐยกเลิก ภาษีทรัมป์ รัฐบาลสหรัฐจะต้องจ่ายเงินคืนแก่ผู้ประกอบการนำเข้าของสหรัฐ 134,000 ล้านดอลลาร์ (แม้ศาลไม่ได้ระบุว่าต้องคืนเงินหรือไม่) จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในสหรัฐ และต่างประเทศ เพราะรัฐบาลต้องกู้ยืมเพิ่มเพื่อมาจ่ายเงินก้อนดังกล่าว โดยการออกพันธบัตร ทำให้หนี้สาธารณะสหรัฐ จะเพิ่มขึ้นอีก 3% จาก 37 ล้านล้านดอลลาร์ เป็น 38 ล้านล้านดอลลาร์ ส่งผลดอลลาร์อ่อนค่า ทิศทางดอกเบี้ยจะปรับลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้
- กฎหมาย Smoot-Hawley (1930) หรือ Tariff Act รวมทั้ง ก.ม. อื่นๆ จะถูกนำมาใช้แทน ก.ม. IEEPA ทรัมป์ สำหรับ Tariff Act ผ่านทาง ม.338 โดย ปธน.ทรัมป์ มีอำนาจในการเก็บภาษีตอบโต้สูงสุด 50% ต่อสินค้านำเข้าจากประเทศนั้น ๆ ไม่มีข้อจำกัดจำนวนสินค้า เป็นระยะเวลา 5 เดิอน
2. ทรัมป์หันมาเก็บภาษีภาษีพื้นฐานและเฉพาะสินค้า
ภายใต้ ก.ม. ที่ทรัมป์มีอำนาจข้างต้น ทรัมป์ หันมาเก็บภาษี 2 ส่วนคือ ภาษีตามมาตรา 122 ของ ก.ม. Trade Act มาแทนที่ภาษีตอบโต้ โดยตาม ม.122 สามารถเก็บภาษี 10-15% เป็นระยะเวลา 5 เดือน (ภาษีพื้นฐาน) และเก็บภาษีรายสินค้า ระหว่าง 25-100%
ตารางที่ 1 : ทรัมป์เก็บภาษีเฉพาะสินค้าตาม กฎหมายใหม่
3. จับตาทิศทาง “ค่าเงินดอลลาร์” และผลกระทบต่อการส่งออกไทย
หลังจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มผันผวนสูง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินบาทและความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย ทิศทางของเงินบาทว่าจะ “แข็งค่า” หรือ “อ่อนค่า” ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะนโยบายอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ หากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คงดอกเบี้ยในระดับสูงหรือส่งสัญญาณเข้มงวด ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่า ซึ่งอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าตาม และเป็นผลบวกต่อผู้ส่งออกไทยในระยะสั้น
ในทางกลับกัน หาก Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน ค่าเงินดอลลาร์อาจอ่อนค่า ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่า ซึ่งอาจกระทบความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐ ดังนั้น ทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อเสถียรภาพค่าเงินและภาคการส่งออกของไทย
สรุป การส่งออกไทยไปสหรัฐ ยังต้องเจอด่านสำคัญอีกหลายด่าน
- การไม่สรุปดีลการค้ากับสหรัฐที่ผ่านมา ถูกมองว่าการค้าไทยกับสหรัฐยุ่งยาก มีความเสี่ยงเจอภาษีทีสูงกว่าประเทศอื่น
- การที่สหรัฐ ขาดดุลการค้ากับไทย อาจจะโดนเจอภาษีสวมสิทธิ 40% ผลจากการเจรจาที่ยืดเยื้อ หรือถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับประเทศคู่แข่งสหรัฐ รวมทั้งระบบการนำจับสินค้าของไทย ไม่โปร่งใส
- สิทธิภาษีเป็น 0% ของสหรัฐ สำหรับสินค้าไทย ยังต้องเจรจาต่อไป ในขณะนี้ ประเทศคู่แข่งได้สรุปจบไปแล้ว
- ความไม่แน่นอนภาษีทรัมป์ของไทย จะส่งผลต่อการลงทุนในประเทศจากทั้งนักลงทุนไทยและต่างประเทศ เพราะไม่แน่ใจว่า ไทยจะเจอภาษีสินค้าตัวไหน หรือได้สิทธิภาษีสินค้าใด