โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

อัษฎางค์ ชำแหละโผ อนุทิน 2 ครม.สไตล์ คนละครึ่ง ชูโมเดล ความเก่งประสานความเก๋า

แนวหน้า

เผยแพร่ 09 มี.ค. เวลา 17.00 น.

วันที่ 10 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ "เอ็ดดี้" นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อนุทิน 2 ครม.สไตล์ “คนละครึ่ง” #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

การจัดทัพรัฐมนตรีของรัฐบาลอนุทิน สะท้อนถึงกลยุทธ์ "อนุทิน-เนวินสไตล์" หรือ การบริหารแบบ "คนละครึ่ง" คือการผสมผสานระหว่างภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือกับเสถียรภาพทางการเมือง ผมขอแบ่งเป็น 3 กลุ่ม
1. กลุ่ม "มืออาชีพ" (The Technocrats)

กลุ่มนี้ถูกวางไว้เป็น "หน้าตา" เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคธุรกิจและสังคม โดยดึงคนนอกที่เป็นผู้เชี่ยวชาญตัวจริงมาคุมกระทรวงเศรษฐกิจและต่างประเทศ ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (รมว.คลัง), นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ (รมว.พาณิชย์) และ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (รมว.ต่างประเทศ) กลุ่มนี้เป็นการแก้จุดอ่อนเดิมที่ถูกมองว่านักการเมืองคุมเศรษฐกิจไม่เก่ง การใช้ "เทคโนแครต" ช่วยลดแรงต้านและสร้างความเชื่อมั่นว่านโยบายเศรษฐกิจ (เช่น คนละครึ่งพลัส) จะขับเคลื่อนด้วยฐานข้อมูลและความเชี่ยวชาญมากกว่าการเมืองบริสุทธิ์
2. กลุ่ม "ตอบแทนกลุ่มการเมือง"

กลุ่มนี้ประกอบด้วยแกนนำกลุ่มการเมืองที่นำเสียง สส. มาเติมเต็มเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมือทำงานที่ "เก๋าเกม" ในสนามการเมือง ได้แก่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ (รมว.พลังงาน), นายวราวุธ ศิลปอาชา (รมว.อุตสาหกรรม) และ นายสุชาติ ชมกลิ่น (รมว.ทรัพยากรฯ) กลุ่มนี้เป็นการจัดสรรตำแหน่งให้คนกลุ่มนี้คือ "รางวัล" สำหรับการรักษาฐานเสียงและการย้ายขั้วทางการเมือง สะท้อนว่ารัฐบาลยังต้องพึ่งพา "มุ้งการเมือง" เพื่อรักษายอดเสียงในสภา (ประมาณ 280-290 เสียง) ให้แน่นปึก
3. กลุ่ม "ทายาทนักการเมือง/บ้านใหญ่"

นี่คือกลุ่มที่น่าสนใจที่สุดในรอบนี้ คือการผลัดใบสู่ "รุ่นลูก" หรือที่สื่อมักเรียกว่า "แก๊งลูกบังเกิดเกล้า" เพื่อลดแรงเสียดทานเรื่องภาพลักษณ์เดิมๆ ของคนรุ่นพ่อที่ลี้ภัยทางจริยธรรม โดยแกนนำ "รุ่นพ่อ" หลายคนมีความเสี่ยงเรื่องคุณสมบัติและจริยธรรม การส่ง "ลูก" ที่มีประวัติสะอาด จึงเป็นวิธีเดียวที่จะรักษาโควตารัฐมนตรีของตระกูลไว้ได้โดยไม่ถูกสกัดกั้นทางกฎหมาย
ทายาทเหล่านี้มักมีประวัติการศึกษาสูงจากต่างประเทศ มีภาพลักษณ์ที่ทันสมัย ซึ่งพรรคภูมิใจไทยใช้จุดนี้ในการแก้ภาพลักษณ์ "เจ้าพ่อท้องถิ่น" ให้กลายเป็น "นักบริหารรุ่นใหม่" เพื่อดึงดูดคะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่ในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม "รัฐมนตรีที่มาตามนามสกุล มักมีพันธนาการมากกว่ารัฐมนตรีที่มาตามความสามารถ“ คนกลุ่มนี้ได้แก่ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์, นายไชยชนก ชิดชอบ, นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์

สำหรับคนกลุ่มนี้ในมุมบวกด้านโอกาส: ทายาทกลุ่มนี้ได้เปรียบเรื่อง "แต้มต่อทางการเมือง" เพราะมีฐานเสียงที่แน่นปึกจากตระกูล ทำให้ไม่ต้องพะวงเรื่องคะแนนเสียงมากนัก และสามารถโฟกัสที่การทำงานในกระทรวงได้หากมีความตั้งใจจริง

ส่วนในด้านความท้าทาย: ทายาทเหล่านี้ต้องเผชิญกับคำครหาว่าเป็น "ร่างทรง" ของผู้เป็นพ่อ หากไม่สามารถสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมหรือมีอิสระในการตัดสินใจ สังคมจะมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจแบบเผด็จการท้องถิ่น ซึ่งอาจเป็นชนวนเหตุของ "วิกฤตศรัทธา" ในอนาคต
สรุป

รัฐบาลอนุทิน 2 พยายามสร้าง "สมดุลระหว่างความเก่งและความเก๋า" โดยใช้สูตรหน้าตาเป็นสากล (มืออาชีพ) + ฐานรากเป็นบ้านใหญ่ (การเมือง)ความเสี่ยงที่ต้องระวังคือ หากรัฐบาลให้ความสำคัญกับการ "ปันเค้ก" หรือตอบแทนกลุ่มการเมืองมากเกินไปจน "มืออาชีพ" ทำงานลำบาก หรือเกิดกรณีการสอดแทรกงบประมาณเพื่อเอื้อประโยชน์พื้นที่บ้านใหญ่ ความเชื่อมั่นที่อุตส่าห์ดึงมืออาชีพมาประดับไว้ก็จะเลือนหายไปอย่างรวดเร็วจุดชี้วัดอยู่ที่ว่ารัฐมนตรี "รุ่นลูก" จะพิสูจน์ตัวเองได้หรือไม่ว่าเขามี "ของ" มากกว่าแค่นามสกุลที่พ่วงท้ายมา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...