โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิวาห์ไม่ยั่งยืน แต่งงานกันได้ 5 วัน บ่าวสาวก็เลิกกัน ทะเลาะแบ่งค่าสินสอด

tvpoolonline.com

อัพเดต 23 มี.ค. 2567 เวลา 11.56 น. • เผยแพร่ 23 มี.ค. 2567 เวลา 04.56 น. • TV Pool

(23 มี.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่โลกออนไลน์กำลังให้ความสนใจเรื่องเจ้าบ่าวหนุ่มราชบุรี ได้ออกมาโพต์ภาพงานแต่งและข้อความว่า “มันเป็นไปได้ด้วยหรือ ที่มาบอกว่ารักกัน แต่งงานกันไม่ถึง 4-5 วัน จะขอเลิก บอกว่าอยู่ด้วยกันไม่ได้ แต่ถ้าเลิก เราก็อยากจะได้สินสอดเราคืน สินสอด 2 แสน ทอง 2 บาท มันไม่น้อยเลย บอกจะคืนให้เรา 5 หมื่นบาท แต่เราขอทอง 2 บาทของเราคืนด้วย เค้าก็ไม่ยอมบอกว่าเป็นของเขาแล้ว ก็ให้เราไปฟ้องศาลเอาเองถ้าอยากจะได้ บอกว่าทางเค้าเสียหาย แล้วแบบนี้จะเรียกว่ารักหรือ แค่เรื่องทะเลาะกันก็มาขอเลิก ค่าใช้จ่ายในงานเราก็ช่วยทุกอย่างเพราะเรารัก เงินทุกบาท เราทำงานตั้งใจเก็บเงินเพื่อจะมาแต่ง กว่าจะหามาได้ เอาไปแบบนี้มันง่ายเกินไปมั้ย ถ้าเรื่องกฎหมายเราอาจจะไม่รู้เยอะ แต่ทำกันแบบนี้เค้าเรียกว่าอะไร”

ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปที่บ้านของเจ้าบ่าว คือ คุณนัท อยู่ที่ ต.ด่านทับตะโก อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เล่าให้ฟังว่า จริงๆ แล้วต้นตอก็มาจากเรื่องเงินเป็นส่วนใหญ่ ที่มีปัญหาเราได้ทะเลาะกัน เป็นเรื่องของค่าใช้จ่ายในงาน เรื่องค่าใช้จ่ายผมได้คุยกับทางฝ่ายเจ้าสาวว่าจะจ่ายอะไรกันยังใง คือคุยกันหมดแล้ว แต่ทีนี้ไม่รู้ว่าผู้หญิงเขาไปคุยกับแม่เขายังใงก็เลยมีประเด็นมา ที่เป็นประเด็นมาคือทางฝ่ายเจ้าสาวจะให้ตนเองช่วยเรื่องโต๊ะจีนเพราะแขกทางผมเยอะ ผมก็ได้พูดกับทางเจ้าสาวว่า ก่อนที่จะเริ่มงาน ได้เงินรับไหว้มาแล้ว ได้เงินค่าซองมาแล้วเอาซองไปช่วยแม่จ่ายโต๊ะจีน แต่ว่าเราไม่ได้คุยกันว่าเราจะช่วยเท่าไหร่ เพราะว่าโต๊ะจีนมี 30 โต๊ะ เป็นเงิน 40,000 บาท ก็มีเรื่องกันในงานคุยกันไม่ลงตัว พอเขาคุยตกลงกันแล้วเขาจะให้ผมช่วยค่าโต๊ะ 20,000 บาท แต่ทีนี้เรื่องซองจะอยู่ที่ทางแม่ส่วนหนึ่ง และอยู่ที่แม่ผู้หญิงส่วนหนึ่ง ซึ่งเรายังไม่ได้แกะหรือว่าไม่ได้นับซอง ก็เลยบอกให้ทางเจ้าสาวสำรองจ่ายโต๊ะจีนไปก่อนได้ไหม อีกครึ่งหนึ่งผมจะนำค่าซองไปจ่ายให้ ก็คุยจบเรื่องโต๊ะจีนไปแล้ว

ส่วนค่าใช้จ่ายที่ยังหลงเหลืออยู่ ไม่ใช่ค่าโต๊ะจีนอย่างเดียว ยังมีค่าออแกไนซ์แค่าถ่ายรูป ค่าช่างภาพ ซึ่งผมบอกเขาแล้วว่าผมเป็นคนรับผิดชอบในการจ่ายค่าช่างภาพ ส่วนเรื่องออแกไนซ์ผมจ่ายค่ามัดจำไปส่วนที่เหลือยังไม่ได้จ่าย คงเหลือประมาณ 13,900 บาท ก็เลยให้ทางเจ้าสาวคุยกับทางแม่ว่าเงิน 20,000 บาท ที่ให้ช่วยจ่ายค่าโต๊ะจีนให้เราเอาไปจ่ายค่าออแกไนซ์เลยนะ และจ่ายค่าช่างแต่งหน้าอีก 5,900 บาท ก็ประมาณ 20,000 เหมือนกันก็คือจบไปเรื่องนี้

จากนั้นก็เข้าหอ เพราะว่าเราแต่งงานก็ต้องเข้าหอ ซึ่งทางเจ้าสาวต้องมาเข้าหอที่บ้านผม ซึ่งผมได้เตรียมห้องไว้เรียบร้อย ส่วนเรื่องเครื่องเรือนผมก็เป็นคนจัดแจง มีแต่ให้เขาซื้อผ้าปูที่นอน ซึ่งผมเป็นคนโอนเงินไปให้เขาซื้อก็เหมือนผมเป็นคนจ่าย หลังจากที่เข้าหอแล้ว 3 วัน ซึ่งเป็นไปตามประเพณีผมก็ให้เขากลับบ้านไปทำงานถึงสิ้นเดือน เพราะก่อนหน้านี้คุยกันแล้วว่าเมื่อแต่งเสร็จต้องไปทำงานอยู่เพื่อให้ถึงสิ้นเดือนถึงค่อยกลับมารับ พอผมส่งภรรยาเสร็จก็ขับรถกลับบ้าน กลับมาถึงบ้านเขาก็สอบถามมาเรื่องซองที่อยู่กับแม่เขา คือผมไม่รู้เลยว่าแม่ทางฝ่ายภรรยาแกะซองออกไปทั้งหมดแล้ว รวมถึงซองของญาติเราด้วย และซองของเขายอดเงินเท่าไหร่ เห็นแต่ทางญาติของผมมีแค่หมื่นกว่าบาท แต่ส่วนซองทางญาติฝ่ายภรรยาไม่รู้ยอดเลย เขาแค่พูดว่า 17,000 บาท แต่ภรรยาเป็นคนเก็บไว้ ไม่ได้ให้รวมกันเหมือนที่ว่า ซองอยู่ที่แม่ของผม แม่ยังยกให้หมดเลย

จริงๆ ซองเป็นเหมือนส่วนรวมระหว่างเราสองคน เพื่อเอาไปจัดแจงค่าใช้จ่ายที่เหลืออยู่ แต่ทางฝ่ายหญิงก็ยังชวนทะเลาะ เพราะว่ามันจะมีค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่งที่ทางฝ่ายหญิงจะต้องจ่ายคนละครึ่งกับทางตนเอง แต่มันเป็นส่วนที่เขาต้องจ่าย แล้วทีนี้ตนจ่ายไปในส่วนของตนไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่เหลือของทางเขาอีกครึ่งที่ต้องจ่ายแต่เขามีไม่พอเขาจึงยืมเงินผมไป ให้ผมช่วยออกก่อนครึ่งหนึ่ง

ทีนี้พอเคลียร์ค่าใช้จ่ายว่าไอ้เงิน 3,500 บาท จะเอายังไง เรื่องรูปเนี่ย ทางภรรยาก็พูดประชด ว่าจะเอาเงินสินสอดคืนเลยไหม “ไม่ติดนะ ได้นะ” ผมก็เลยพูดไปว่า “ทำไมพูดอย่างนี้หละ” เราเพิ่งแต่งกัน ผมก็ว่าไปว่า “จะเลิกหรอ” เขาก็ตอบมาว่า “เลิกได้นะ” เรารับได้หรือเปล่า มันก็มีประเด็นมาเรื่อยๆ ผมก็เลยถามไปว่าถ้าจะเลิกคืนสินสอดเธอรับไหวไหม เขาก็พิมพ์มาในแชทว่า แม่บอกสินสอดคืนได้นะ ผมก็ยังไม่ได้อะไรเพราะตอนนั้นยังรักกันอยู่ยังไม่ได้มีปัญหากัน แค่ว่าทะเลาะกันปกติ ที่ผ่านมาคบกันก็ทะเลาะกันตลอดมันคือเรื่องปกติแล้ว

คืนนั้นผมก็เลยโทรคุยกับทางแม่ของเจ้าสาว และคุยกับทางเจ้าสาวด้วยว่า ตกลงมันยังไง“ลูกแม่บอกว่าสินสอดจะคืนก็ได้นะ แต่เขาขออยู่บ้านดีกว่าพูดประมาณเหมือนว่าไม่อยากกลับมาแล้ว ขออยู่บ้านดีกว่า สบายใจกว่า ทำงานเก็บเงินดีกว่า อยู่บ้านเราไม่มีแดก” ตนก็ฉุกคิดว่าทำไมเขาพูดแบบนี้หละ เพราะว่าทางบ้านผมไม่ได้กดดันอะไร เพราะมีฐานะหน้าที่การงานรองรับให้เขาได้ ถึงเขาไม่อยากที่จะทำงานที่ทางบ้านผมทำ แต่เขาก็ยังมีอาชีพพนักงานร้านกาแฟที่เขาทำ แต่ว่าขอให้อยู่สาขาใกล้ๆ เพราะถ้าเขาทำสาขาใกล้ก็ยังอยู่ด้วยกัน “ชีวิตคู่ถ้ามันแยกทางกันมันจะมีปัญหากัน ขนาดเราอยู่ด้วยกันยังมีปัญหากันเลย” มันก็เลยเป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาเรื่อยๆ แบบนี้ครับ

ก่อนหน้าที่ผมจะโพสต์เรื่องราวบนหน้าเฟซบุ๊ก ทางฝ่ายผู้หญิงเขามาว่าผมเสียๆ หายๆ เรื่องบางเรื่องก็ยังทะเลาะกันอยู่ จนเขาบอกว่า “ถ้าเป็นแบบนี้อยู่ด้วยกันไม่ได้หรอก” พอเขาพิมพ์มาเท่านั้นแหละ ซักพักเหมือนเขาทักไปบอกพี่เขา ว่าคืนเงินให้เขาไปเถอะ เหมือนประมาณว่าอยากเลิกแล้วคืนเงิน คืนสินสอดให้เขาไปเถอะ จากนั้นพี่ชายเขาก็โทรมาหาผมจนเป็นเรื่องเป็นราวมีปากเสียงกันจนต้องไปโรงพักเมื่อวานนี้ (21 มี.ค.67) ผมก็เลยไปเคลียร์กันเลยว่าทางเจ้าสาวจะเอายังไง จะกลับมาอยู่ด้วยกันไหม หรือว่าจะเอายังใง เขาก็บอกว่าถ้ามีปากมีเสียงกันอย่างนี้อยู่ด้วยกันไม่ได้หรอก ก็เหมือนว่าเขาอยากจะเลิกกับเรา ผมก็เลยอยากจะได้สินสอดคืน

ตำรวจก็ไกล่เกลี่ยว่า จะเอายังไงสินสอดจะคืนเขาไหม เขาก็บอกว่าไม่คืนซักบาท ตำรวจก็เลยบอกว่าซัก 50,000 บาทก็ยังดี เขาก็ไม่คืน แม่ผมก็ไปช่วยไกล่เกลี่ยซึ่งเราจะเลิกกันไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย ไม่มีมือที่ 3 สินสอดนี้ก็ควรที่จะคืนให้ซักครึ่งก็ยังดี เพราะว่าสินสอดเราก็หามาอย่างอยากลำบากกว่าจะได้ และสินสอดไม่ใช่น้อยๆ 2 แสน กับทองอีก 2 บาท มันก็เยอะพอสมควร ก็เลยคุยกันไม่รู้เรื่องเขาก็จะให้ผมไปฟ้องศาลเอา ซึ่งผมก็พอจะรู้บ้างว่าถ้าขึ้นศาลถ้าผู้หญิงไม่ใช่ฝ่ายผิดผมก็จะฟ้องไม่ชนะ หรือไม่ได้เลย และแถมว่าเสียเวลาด้วย ผมก็เลยคุยกับแม่ว่า “ช่างมันเถอะ”

แต่ทีนี้ทางฝ่ายเจ้าสาวก็ทักมาหาผมหลังจากที่กลับจากโรงพักแล้ว เขาบอกว่าจะคืนให้ผม 50,000 บาท ขอเลขบัญชีหน่อย ซึ่งคบกับเขามานาน เลขบัญชีเขาก็มี ถ้าคนเขาจะคืนจริงๆ ไม่ต้องขอเลขบัญชีหรอก แล้วเงินค่าซองที่เป็นส่วนรวมเขาจะขอค่าซองทางญาติเขาคืนแล้วเขาจะคืนเงิน 5 หมื่นบาทให้ถ้าผมโอนเงินซองคืนเขาไป แต่เงินซองยังทันไม่ได้นับ รู้คร่าวๆ ว่า 13,000 บาท ประมาณนี้

ก่อนหน้านี้ผมคบกับเจ้าสาวมาตั้งแต่ปี 2564 รวมๆ แล้วประมาณ 2 ปีเศษปีนี้เข้าปีที่ 3 เจอเจ้าสาวทางเฟซบุ๊กก็ทักคุยกัน ไปหากัน ผมก็ไปช่วยเขาขายของ เพราะตอนนั้นเขาค้าขายกับแม่เขาอยู่ ยังไม่ได้ทำร้านกาแฟ คบหาดูใจกัน ยอมรับทะเลาะกันบ่อย แบบเลิกกันก็กลับมาคบกัน ผมก็เป็นผู้ชายที่ขี้หึงเป็นเรื่องธรรมดา จนเวลาผ่านไปทั้งสองฝ่ายก็ตกลงแต่งงานกันและให้ผู้ใหญ่มาสู่ขอ สินสอด 2 แสน ทอง 2 บาท และ ไปดูเลิกงานแต่ง จนได้ฤกษ์แต่งเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา ส่วนวันที่แตกหักกันจริงๆ คือเมื่อวันที่ 21 มีนาคม ที่ผ่านมา เขาอยากจะเลิกเพราะเขาคิดว่าอยู่กับผมไม่ได้แล้ว เขาก็ทักไปหาพี่สาว พี่ชายเขา บอกว่าคืนสินสอดเขาไป เขาอยากจะเลิก จนพี่ชายเขาโทรมาหาว่าสินสอดคืนไม่ได้นะ ฝ่ายเขาเสียหาย

ถามว่าตอนนี้ตนยังมีความรู้สึกความรักกับทางเจ้าสาวหรือไม่ คนมันรักกันมา มันก็หลงเหลือ แต่ถ้าให้มาอยู่ด้วยกันมันไปกันต่อไม่ได้แล้ว เพราะว่ามันเกินที่จะอยู่ด้วยกันแล้ว จากนี้ไปถ้าเขายอมในสิ่งที่ตนเองขอไปตนก็ยอมจบกันดีๆ อยู่แล้ว เพราะว่าเราไม่ได้มีชู้สาว ไม่ได้มีปัญหาอะไรกันเลย แค่ทะเลาะกัน แต่สิ่งที่ตนเองขอมันเป็นความเห็นใจ เพราะว่าเขาก็ไม่ได้ผิด ตนก็ไม่ได้ผิด แต่ที่เราขอแค่นี้เพราะทางฝ่ายเขาเป็นฝ่ายหญิงเขาก็เสียหาย ทั้งนี้เรายังมีค่าใช้จ่ายในงานทั้งฝ่ายที่เราจ่ายไปแล้ว ตนก็ขอให้ส่วนที่สมควรจะได้ ส่วนสินสอดที่เขาได้ก็มากพอสมควร เพราะเขาเป็นฝ่ายหญิงเขาเสียหายเขาก็สมควรที่จะได้

สิ่งที่ตนเองร้องขอตอนนี้คือความเห็นใจที่ตนสมควรจะได้ไหม เพราะว่าเรื่องเงินตนไม่ได้เสนอเขานะ เพราะเขาเสนอมาว่าจะโอนมาให้ 50,000 บาท ตนก็เลยบอกว่าไม่ได้นะ ตนจะขอทอง 2 บาทของตนด้วย ถ้าได้ 2 อย่างนี้ก็จะสมน้ำสมเนื้อกัน เหมือนสินสอดแบ่งครึ่งกันไปเลย ถ้าเขาไม่ให้ก็ต้องถามหาความเห็นใจแล้วครับเพราะกฎหมายอาจจะเข้าข้างผู้หญิงมากกว่า แต่ว่าตนอยากได้ความยุติธรรมมากกว่า ความเป็นมนุษย์ของคน ความเห็นใจทั้งๆ ที่ตนไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ทะเลาะกัน เธอจะเอาสินสอดไปหมดเลยหรอ ได้พูดคุยเรื่องสินสอด พูดคุยเรื่องการจัดงาน ยอมรับว่าตอนพูดคุย ไม่ได้มีการสื่อสารกันให้ชัดเจน เรื่องเงินค่าซอง และเรื่องรูปแบบงาน และไม่รู้ว่าจะต้องออกค่าใช้จ่ายเรื่องการจัดงานด้วย

ข่าวที่น่าสนใจ

ไชน่าทาวน์ห้วยขวาง บรรยากาศซบเซาลงอย่างชัดเจน

หลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร มีกลิ่นไหม้กลางดึก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...