โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สกู๊ปพิเศษ : ‘ครอบครัวแหว่งกลาง-ชุมชนเปราะบาง’ ปัจจัยเกื้อหนุน..สร้าง‘สังคมอุดมรุนแรง’

แนวหน้า

เผยแพร่ 14 เม.ย. 2567 เวลา 17.00 น.

“เทศกาลสงกรานต์” 13-15 เมษายน ของทุกปี นอกจากจะเป็นเทศกาลแห่งความสนุกสนานกับการเล่นสาดน้ำ หนึ่งในอีเว้นท์ระดับโลกที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากได้ในทุกปีแล้ว 2 ใน 3 วันของเทศกาลสงกรานต์ ยังถูกกำหนดให้เป็นวันสำคัญ ได้แก่ “13 เมษายนเป็นวันผู้สูงอายุ” โดยรัฐบาลไทยริเริ่มให้มีวันดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2525 และ “14 เมษายน เป็นวันครอบครัว” ที่เริ่มมีมาตั้งแต่ปี 2532

โดยทั้ง 2 วันดังกล่าว เกิดขึ้นเพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของผู้สูงอายุและสถาบันครอบครัว ซึ่งก็สอดคล้องกับในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่เป็นวันหยุดยาว เป็นโอกาสที่ประชากรวัยทำงานซึ่งออกไปหารายได้ตามเมืองใหญ่ (โดยเฉพาะกรุงเทพฯ) ได้เดินกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่เป็นผู้สูงอายุในภูมิลำเนา รวมถึงไปอยู่กับลูกที่ฝากไว้ให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง ในสภาวะ “ครอบครัวแหว่งกลาง” ที่เป็นผลข้างเคียงจากการพัฒนาในยุคโลกาภิวัตน์

แต่เมื่อเอ่ยคำว่าครอบครัวแหว่งกลาง ก็ทำให้นึกถึงคดีสะเทือนขวัญเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม 2567 ที่ประเทศจีน กรณีเด็กชาย 3 คน รุมรังแกเพื่อนร่วมชั้นเรียนจนเสียชีวิต อาทิ นสพ.Shanghai Daily สื่อท้องถิ่นในเมืองเซี่ยงไฮ้ รายงานข่าว Schoolboys arrested over alleged murder of classmate เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2567 ระบุว่า ที่เมืองหานตาน มณฑลเหอเป่ย ตำรวจจับกุมเด็กชาย 3 คน ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมต้นในโรงเรียนแห่งหนึ่ง หลังก่อเหตุทำร้ายเด็กชายวัย 13 ปี ที่เรียนอยู่ในโรงเรียนเดียวกันจนเสียชีวิต แล้วนำศพไปฝังในเรือนเกษตรร้างเพื่ออำพรางคดี

นสพ.Global Times สื่อจีนอีกฉบับหนึ่งรายงานข่าว 13-year-old boy in N. China’s Hebei bullied and killed by three classmates วันที่ 14 มี.ค. 2567 เช่นกัน ระบุว่า เหตุเด็กชาย 3 คน รุมทำร้ายเพื่อนร่วมโรงเรียนจนเสียชีวิตแล้วนำศพไปฝังอำพราง เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2567 ซึ่งเมื่อสืบสวนต่อไป ยังพบด้วยว่า เด็กชายที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรง เคยถูกกลุ่มเพื่อนร่วมกันก่อเหตุ “กลั่นแกล้งรังแก (Bully)” มาแล้วหลายครั้ง

คดีนี้ได้รับความสนใจทั่วโลกไม่เฉพาะในแดนมังกรเท่านั้น โดยมีสื่อต่างชาติหลายสำนักนำไปเสนอข่าวต่อ อาทิ นสพ.The Guardian ของอังกฤษ รายงานข่าว Killing of teenager in China sparks debate about “left behind” children เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2567 โดยระบุว่า คดีเด็กชายอายุ 13 ปี ถูกเพื่อนนักเรียนด้วยกันรุมกลั่นแกล้งรังแกจนเสียชีวิต ยังนำไปสู่ความตื่นตัวเรื่องครอบครัวแหว่งกลางในสังคมจีนด้วย

“สื่อมวลชนในจีนรายงานว่า ทั้งผู้เสียชีวิตและผู้ต้องสงสัยลงมือก่อเหตุล้วนเป็นเด็กที่เติบโตในครัวเรือนแหว่งกลาง หมายถึงครัวเรือนที่พ่อแม่ไม่ได้อยู่กับลูกเพราะต้องออกไปหางานทำในเมืองใหญ่ และทิ้งให้เด็กอยู่กับปู่ย่าตายายในชนบท หรือ Left Behind Children ทั้งนี้ ข้อมูลการสำรวจสำมะโนประชากรในจีนเมื่อปี 2563 พบเด็กที่อยู่ในครัวเรือนแหว่งกลางมากถึงเกือบ 67 ล้านคน ซึ่งมีผลการศึกษาชี้ว่า เด็กกลุ่มนี้มีความเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิต ตกเป็นเหยื่อถูกกลั่นแกล้งรังแก หรือมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย” รายงานของสื่ออังกฤษ ระบุ

มองจีนแล้วย้อนดูไทย..เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน 2567 ผู้สื่อข่าวมีโอกาสได้พูดคุยกับ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และอดีตผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้ไล่เลียงทีละประเด็น ตั้งแต่ 1.ทำความเข้าใจระบบสมองของมนุษย์ โดยมนุษย์นั้นมีสมอง 3 ส่วน เข้าใจง่ายๆ แบบไม่ต้องใช้ศัพท์วิชาการ คือ 1.1 สมองสัตว์เลื้อยคลาน หรือสมองส่วนสัญชาตญาณ 1.2 สมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หรือสมองส่วนอารมณ์ และ 1.3 สมองมนุษย์ หรือสมองส่วนเหตุผลและจิตสำนึก

ซึ่ง “สมองส่วนมนุษย์นี่เองที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์อื่นๆ” อย่างไรก็ตาม “ภายใต้ภาวะกดดันหรือวิกฤต สมองส่วนมนุษย์จะหยุดการทำงาน ในขณะที่สมองส่วนสัตว์เลื้อยคลานกับสมองส่วนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมยังคงทำงานต่อไป” ดังจะเห็นว่าหลายคนยามปกติดูมีเหตุมีผลดี แต่พอในบางสถานการณ์การใช้เหตุผลกลับหายไป เหลือแต่การใช้อารมณ์และสัญชาตญาณที่แสดงออกมาไม่ค่อยดีนัก อาทิ พฤติกรรมประเภท “หัวร้อน-กร่าง” ถึงกระนั้น “อารมณ์และสัญชาตญาณสามารถฝึกฝนให้แสดงออกในทางที่ถูกที่ควรได้”โดยฝึกฝนแบบวันต่อวันอย่างสม่ำเสมอ

“หลายคนบอกไร้สาระ ระเบิดอารมณ์ออกมาเลย ชีวิตใช้ซะ ขอโทษนะ! มันกำลังฝังเข้าสัญชาตญาณ ถ้าภาษาง่ายๆ บ้านๆ เรียกว่าสันดาน ซึ่งมีทั้งสันดานดีและสันดานเลว มันไม่ได้มีแต่เลวนะ มันมีสันดานดีด้วย เพราะฉะนั้นเวลาที่มันเจอวิกฤตขึ้นมาปุ๊บ มันเหลือแต่ตัวสันดานทำงานกับตัวอารมณ์ล้วนๆ ฉะนั้นถ้าสันดานดี ถูกฝึกมาดี จิตสำนึกมันไปแล้วไง อารมณ์มัน Shut Down (ปิด) ตัวจิตสำนึกไปแล้ว แต่ด้วยความที่ฝึกจนมาเป็นพฤตินิสัยจนกระทั่งเข้าสู่สมองส่วนสันดาน ก็จะไม่ก่อการร้าย” รศ.นพ.สุริยเดว กล่าว

ประการต่อมา 2.ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวแหว่งกลางกับการเติบโตของเด็ก ในความเป็นจริง แม้กระทั่งพ่อแม่กับลูกก็ยังมีความแตกต่างระหว่างช่วงวัยอยู่แล้ว เช่นคนเจนซี (Gen Z) ที่เป็นวัยเริ่มชีวิตการทำงาน ณ ปัจจุบัน ก็เป็นลูกของเจนเอ็กซ์ (Gen X) ปลายๆ-เจนวาย (Gen Y) ต้นๆ แต่หากพ่อแม่ไม่ได้เลี้ยงลูกเอง เด็กเจนซีก็จะเติบโตมากับปู่ย่าตายายที่เป็นคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer)หรือบางครอบครัวอาจโตมากับคนรุ่นทวดซึ่งเป็นรุ่นก่อนเบบี้บูมเมอร์ โดยคน 2 รุ่นนี้ว่านี้ จะมีความคิดประมาณมีลูกเยอะๆ และไม่ต้องอะไรมาก เลี้ยงกันแบบตามมีตามเกิด

ซึ่ง “เมื่อบวกกับอายุที่เข้าขั้นแก่ชรา จะคาดหวังให้ไปไล่ตามคนรุ่นหลานทันก็คงได้ไม่มากนัก” ท้ายที่สุดก็เข้าทำนอง “ปล่อยเลยตามเลย” หลานอยากทำอะไรก็ทำ โดยจะดูแลเพียงการหาข้าวปลาอาหารเท่านั้น ทั้งนี้ ครอบครัวแหว่งกลางอาจแบ่งการเลี้ยงดูหลานของผู้สูงอายุได้ 4 แบบ คือ 2.1 เลี้ยงด้วยลำแข้งเน้นกำราบควบคุมอย่างเข้มงวด จนบางครั้ง “ปากว่ามือถึง” ลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกาย 2.2 เลี้ยงด้วยการเป็นที่ปรึกษา พร้อมรับฟังและพยายามทำความเข้าใจแม้ช่วงวัยจะห่างกันมากก็ตาม แต่ทั้ง 2 แบบแรกนี้พบได้น้อย

ในขณะที่อีก 2 แบบหลัง ที่พบได้มากกว่าคือ 2.3 เลี้ยงแบบตามใจ หรือเข้าขั้น “สำลักความรัก” ซึ่งอาจมาจากเรี่ยวแรงที่ลดน้อยถอยลงตามวัย ไม่สามารถเคี่ยวเข็ญกับหลานได้เต็มที่เหมือนตอนที่เลี้ยงลูกของตนเอง หรืออำนาจปกครองไม่ได้อยู่กับตนเองเต็มที่ หรือเป็นความรู้สึกผิดที่ตอนเลี้ยงลูกนั้นเข้มงวดแบบตึงเกินไป พอเลี้ยงหลานเลยปล่อยให้หย่อนบ้าง แต่กลายเป็นหย่อนมากเกินไปอีกจนหลุดไปในที่สุด และ 2.4 เลี้ยงแบบปล่อยปละละเลย ไม่มีขอบเขตกฎกติกา หลานจะไปทำอะไรก็ไม่รู้-ไม่สนใจ

รศ.นพ.สุริยเดว อธิบายความเชื่อมโยงนี้ ว่า “หากเด็กไม่ได้รับการฝึกฝนเพื่อควบคุมสัญชาตญาณและอารมณ์” เช่น อยู่ในครอบครัวแหว่งกลางประเภทตามใจถึงขั้นสำลักความรักหรือประเภทปล่อยปละละเลย “เพื่อนจะมีบทบาทอย่างมากต่อเส้นทางชีวิตของคนเด็กคนนั้น” หากเจอเพื่อนดีก็ดีไป แต่หากเจอเพื่อนที่พาไปในทางไม่ดี เช่น ชวนไปเข้าร่วมแก๊งซิ่งมอเตอร์ไซค์ ไปเป็นนักเลงอันธพาลมีเรื่องทะเลาะวิวาท แล้วใช้ชีวิตแบบนี้วันต่อวันจนกลายเป็นพฤตินิสัย ก็พร้อมที่จะแสดงออกมาเมื่อเจอเหตุการณ์ที่สมองส่วนอารมณ์ไปปิดการทำงานของสมองส่วนจิตสำนึก

3.ระบบการศึกษาที่ไม่ได้โอบรับเด็กทุกคน ทั้งการยึดแนวคิด “แพ้คัดออก” สร้างความเครียดให้กับคนตั้งแต่อายุน้อยๆ ด้วยการสอบแข่งขันที่พบได้แม้กระทั่งในชั้นอนุบาล และแม้จะเห็นบทเรียนจาก “ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้” ที่แนวคิดแบบนี้ทำให้ทั้ง 2 ชาติ มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก มานานหลายสิบปี แต่ประเทศไทยก็ยังคงยึดแนวทางนี้ต่อไป “ในเมื่อระบบการศึกษาเน้นอัดวิชาการแบบจัดหนัก-จัดเต็ม ก็ไม่มีเวลาให้มาปลูกฝังกันเรื่องวิชาชีวิต” ซึ่งก็จะไปบวกกับปัจจัยเรื่องปู่ย่าตายายที่ตามหลานไม่ทัน

นอกจากนั้น “ระบบห้องเรียนก็ไม่ได้ตอบโจทย์เด็กทุกคน” เช่น หากมีเด็ก 100 คนแน่นอนว่าเด็กส่วนใหญ่ (หรืออย่างน้อยครึ่งหนึ่ง)เป็นเด็กเลี้ยงง่ายหรือเรียบร้อย แต่ที่เหลือจากนั้น จะมีผสมกันตั้งแต่ “กลุ่มเลี้ยงยาก” ประเภทชอบทำอะไรสวนกับคำสั่งตลอด “กลุ่มอ่อนไหว” เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำให้เครียดหรือซึมเศร้ารุนแรงได้ “กลุ่มบ้าพลัง” อยู่นิ่งไม่ได้อยากทำนั่นนี่ตลอดเวลา “กลุ่มผีเข้า-ผีออก” บางวันเลี้ยงง่าย-บางวันเลี้ยงยาก แต่ระบบห้องเรียนนั้นออกแบบมาเพื่อเด็กกลุ่มเลี้ยงง่ายสามารถนั่งเรียบร้อยตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. เท่านั้น

จึงทำให้เด็กอื่นๆ ที่เหลือกลายเป็น “เด็กหลังห้อง” และเมื่อเด็กหลังห้อง (โดยเฉพาะกลุ่มเลี้ยงยาก) ไม่ได้สนใจเรียนหรือเรียนไม่รู้เรื่อง ก็จะแทนที่ด้วยพฤติกรรม “กลั่นแกล้งรังแกเด็กหน้าห้อง” ยิ่งเป็นพวก “เนิร์ด-ติ๋ม” ไม่สู้คน ก็จะยิ่งตกเป็นเป้าหมายการรังแกมากขึ้น จากนั้นครูหรือโรงเรียนก็จะพยายามกันเด็กหลังห้องเหล่านี้ออกไปเพราะรบกวนการเรียน แต่เด็กก็จะยิ่งต่อต้านมากขึ้น เข้าทำนอง “ดีไม่ได้ก็เลวมันเสียเลย” ไล่ตั้งแต่โดดเรียน ลาออกจากโรงเรียน หลุดจากระบบการศึกษา (Drop Out) และกลายเป็นกลุ่มแก๊งมีพฤติกรรมเกะกะเกเร

“อันนี้หมอพูดมาตลอดเลยว่ามันเป็นวิธีการรับมือผิดวิธีหมดเลย คือเราทำ Pattern (รูปแบบ) เดียว ทำอย่างกับกองทหารทุกคนให้มาซ้ายหัน-ขวาหัน มันไม่ใช่! มันก็เลยเกิดการ Bully กัน มันมีทั้งผู้กระทำ เพราะย้อนกลับไปดูครอบครัวของเขาก็เลี้ยงแบบปล่อยปละละเลย ครอบครัวแหว่งกลางบวกทั้งใช้ความรุนแรงในบ้าน เขาก็เอามาใช้ความรุนแรงกับเพื่อนเขา สภาพมันก็เลยกลายเป็นอย่างที่เห็นอยู่” รศ.นพ.สุริยเดว ระบุ

และ 4.สภาพสังคมที่อ่อนแอลง รศ.นพ.สุริยเดว ชี้ว่า “ทุกวันนี้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและสังคมเพิ่มขึ้นจริง ไม่ใช่เพราะสื่อมวลชนมีจำนวนมากขึ้นหรือทำงานเสนอข่าวกันหนักขึ้น” นั่นเป็นเพราะ “ชีวิตที่เร่งรีบ (Fast Life) ทำให้คนหัวร้อนกันมากขึ้น”ขับรถก็ต้องเร็ว กินข้าวก็ต้องไว “ยุคนี้ไม่มีเวลาให้ใช้ชีวิตช้าๆ (Slow Life)” จะหาเวลาสวดมนต์ไหว้พระตอนเช้าบ้าง พ่อแม่จะคุยกับลูกตอนเย็นบ้าง ก็ยังทำไม่ได้เพราะต้องรีบออกไปทำมาหากินแต่เช้า กว่าจะกลับบ้านก็มืดค่ำ ซึ่งเหมือนกันหมดไม่ว่าจะเป็นครอบครัวแหว่งกลางหรือไม่ก็ตาม

ขณะเดียวกัน “ชุมชนรอบบ้านก็ไม่อาจเป็นที่พึ่งพิง” ในอดีตภาพของชุมชนคือคนในละแวกนั้นรู้จักกัน พูดจาทักทายโอภาปราศรัยกันทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน รวมถึงเด็กที่อาจจะไม่กล้าปรึกษาผู้ใหญ่ในครอบครัวของตนเอง บางครั้งก็ยังมีผู้ใหญ่ที่เป็นเพื่อนบ้านคอยรับฟังปัญหาและให้คำแนะนำ แต่ปัจจุบันต้องบอกว่า “ชุมชนไทยวิกฤตทั้งประเทศ” ตามการเปลี่ยนแปลงที่ “สังคมกลายเป็นเมืองมากขึ้น” ในพื้นที่อำเภอเมืองไม่ว่าจังหวัดใดก็ตาม ชุมชนที่เคยเข้มแข็งได้กลายสภาพไปหมดแล้ว

ในทางตรงข้าม..การมาของ “อินเตอร์เนตและสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)” ได้กลายเป็น “ปัจจัยยั่วยุ” ไม่ว่าเรื่องเพศหรือความรุนแรง เช่น เข้าไปชมภาพยนตร์หรือคลิปวีดีโอลามกอนาจาร หรือเล่นเกมออนไลน์ซึ่งสามารถเล่นร่วมกับชาวต่างชาติที่อยู่ไกลกันคนละประเทศได้ พ่อแม่ผู้ปกครองอาจภูมิใจที่เห็นลูกหลานใช้ภาษาอังกฤษได้ดี แต่ก็อาจตามไม่ทันเรื่องเด็กซึมซับศัพท์แสลง (Slang) หรือรับเอาค่านิยมที่ไม่ดีของต่างชาติมาด้วย

จากทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น รศ.นพ.สุริยเดว เล่าถึงการทำงานของศูนย์คุณธรรม ในการสร้าง “พี่เลี้ยงในชุมชน” ที่เชื่อว่าจะเป็น“ทางออก” ของปัญหานี้ โดยการนำ “ผู้ใหญ่ใจดี”มีใจต้องการเป็นหลักให้กับเด็กๆ ในชุมชนมา “เพิ่มทักษะ” ผ่านการฝึกอบรม เช่น การเฝ้าระวังการส่งต่อ-ขอความช่วยเหลือ การพัฒนากิจกรรมในหมู่บ้าน การเป็นที่ปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่ต้องเป็นนักจิตวิทยา มีโครงการนำร่องแล้ว 12 จังหวัดซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง

ด้าน นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต อธิบายเพิ่มเติมเรื่องของ “ช่องว่างระหว่างวัยกับความเข้าใจปัญหาการกลั่นแกล้งรังแก (Bully)” ว่า ลำพังคนรุ่นกลางๆ ทั้งเจนเอ็กซ์และเจนวาย ที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยได้เรียกร้องเรื่องต่อต้านการกลั่นแกล้งรังแกกันมากนัก และหากย้อนไปมากกว่านั้นอย่างในคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ เรื่องนี้ยังไม่มีการพูดถึงเลยเสียด้วยซ้ำไป นั่นทำให้ความเข้าใจเรื่องการ Bully ของคนแต่ละรุ่นแตกต่างกันอย่างมาก

กล่าวคือ “ในขณะที่คนรุ่นก่อนๆ จะมองว่าการแกล้งกันเป็นเรื่องปกติสามารถทำได้ และเห็นว่าเด็กรุ่นใหม่อ่อนแอลงกว่ารุ่นพวกตน แต่คนรุ่นก่อนๆ ก็หารู้ไม่ว่าชีวิตยุคปัจจุบันอยู่ยากขึ้นกว่าในอดีต เพราะสมัยก่อนไม่มีปัจจัยกระตุ้นเร้าหรือไม่มีปัญหามากเท่ายุคปัจจุบัน” ทำให้เด็กเมื่อถูกรังแกก็ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร จะปรึกษาคนรุ่นกลางๆ ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ครั้นจะไปปรึกษาผู้สูงอายุ ก็มักได้รับคำแนะนำให้อดทน อันเป็นค่านิยมของคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์

ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไป เด็กก็จะไม่เล่าอะไรให้ผู้ปกครอง (ที่เป็นผู้สูงอายุ) ฟังอีกต่อไป เพราะเล่าไปก็ไม่เข้าใจกัน เด็กที่ถูกกลั่นแกล้งรังแกก็ยังคงถูกกระทำเช่นนั้นต่อไปเพราะไม่มีผู้ใหญ่เข้าไปช่วยแก้ไข ขณะที่ฝ่ายผู้กระทำ เมื่อไม่มีคนรุ่นตรงกลางคอยสอนหรือคอยสังเกตความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่ง “ความรุนแรงใหญ่ๆ ที่ทำให้เสียชีวิตไม่ว่ากับตนเองหรือผู้อื่น มักมีความรุนแรงเล็กๆ เป็นสัญญาณบอกเหตุมาก่อนหน้านั้นเสมอ” แต่หากความรุนแรงเล็กๆ ที่ว่านั้นไม่ถูกมองเห็นและไม่ถูกจัดการอย่างเหมาะสม ก็สามารถขยายตัวเป็นความรุนแรงในระดับใหญ่ขึ้นได้

โฆษกกรมสุขภาพจิต ย้ำว่า “ปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไปแล้ว จึงไม่มีทางที่จะย้อนให้รูปแบบครอบครัวกลับไปเป็นอย่างเดิมในอดีต”อย่างไรก็ตาม “เราสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อชดเชยสิ่งที่เกิดขึ้นได้” เช่น ผู้สูงวัยสามารถใช้เทคโนโลยีค้นหาความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตของเด็กยุคปัจจุบัน ว่าต้องประสบพบเจออะไรบ้าง และวิธีการจัดการปัญหาช่องว่างระหว่างวัยที่กว้างมากนี้สามารถทำได้อย่างไรบ้าง หรือคนรุ่นตรงกลางก็สามารถ “ทำให้ครอบครัวยังมีสายใยแม้จะอยู่ไกลกัน” ใช้เทคโนโลยีพูดคุยกับทั้งผู้สูงอายุและเด็กได้อย่างสม่ำเสมอ

อนึ่ง ยังมีคำถามว่า “พ่อแม่หมดรักกันแล้ว อยู่ต่อไปมีแต่จะระหองระแหงกัน ควรทนอยู่เพื่อลูกหรือแยกทางกันดี?” ซึ่ง นพ.วรตม์ อธิบายประเด็นนี้ด้วยแนวคิด “เวลาคุณภาพ” ที่หมายถึง “เวลาของการพูดคุยและรับฟังซึ่งกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพ” ว่า คนเราแม้จะอยู่ห่างไกลกันแต่หากหมั่นใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างช่วงเวลาคุณภาพก็จะเกิดประโยชน์และลดความรุนแรงของปัญหาให้น้อยลงได้ เมื่อเทียบกับการได้เจอหน้ากันแต่มีบรรยากาศที่ไม่ดี เช่นกลับบ้านไปเจอกันในช่วงสงกรานต์แล้วทะเลาะกันซึ่งแบบนี้ถือว่าเสียเวลาและไม่มีประโยชน์

“สมมุติพ่อแม่ทะเลาะแยกทางกันหรือเลิกกันแล้ว ถ้าเกิดอยากจะอยู่ด้วยกันเหมือนเดิมจะต้องระมัดระวังการทะเลาะกันมากที่สุด เพราะว่าลูกเองเขาก็รับรู้ได้นะ ยิ่งลูกโตแล้ว มันก็จะเป็นแบบอย่างความรุนแรง เขาเรียนรู้ เห็นคู่ของพ่อแม่ทะเลาะกัน โอกาสที่อนาคตเขาจะมีครอบครัวแล้วทะเลาะแบบนี้ก็มีโอกาสสูง ดังนั้นถ้าเกิดเราไม่สามารถอยู่ด้วยกันด้วยความสงบสุขได้ เราแยกย้ายกันไปในฐานะสามี-ภรรยาแต่ละคนก็ยังทำหน้าที่พ่อและแม่ที่ดีที่มีต่อลูกอยู่ ก็อาจเป็นตัวเลือกที่จำเป็น” นพ.วรตม์ ฝากทิ้งท้าย

บัญชา จันทร์สมบูรณ์ : เรียบเรียง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...