ย่างก้าวสู่วิถีเซียน
ข้อมูลเบื้องต้น
ย่างก้าวสู่วิถีเซียน
别人修仙,我和娘子种田
***ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้หจก. EnJoyBook ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง : 雪白馒头 ผู้แปล : ทีมงาน Enjoybook
เรื่องย่อ
ในโลกเซียน รากฐานวิญญาณเป็นเรื่องสำคัญในการยกระดับชีวิต ‘สวี่หยาง’ เป็นเพียงผู้บำเพ็ญตัวน้อย ดำรงชีวิตด้วยการทำไร่ทำนา เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นเขาจึงจำเป็นต้องมีทายาทที่มีรากฐานวิญญาณ แต่ในความเป็นจริงตัวเขาที่มีขั้นพลังอันต่ำต้อยไม่เป็นที่หมายตาของเหล่าผู้บำเพ็ญเลยสักนิด เขาจึงไม่มีทางเลือกมากนัก โชคยังดีที่ภรรยามนุษย์เป็นคนน่ารักใจกว้าง แต่เขายังมีอีกเหตุผลที่ต้องแต่งภรรยา และไม่สามารถบอกใครได้นั่นคือ คะแนนที่จะได้จากระบบอย่างไรล่ะ!
ตอนที่ 1 แต่งภรรยา
ตอนที่ 1 แต่งภรรยา
เมืองสวีเจียฟาง
ยามสนธยามาเยือน ท้องฟ้าก็เริ่มมืด ทั่วทั้งเมืองถูกปกคลุมด้วยหมอกสีขาวบาง
บริเวณลานเล็กซึ่งห้อมล้อมด้วยกำแพงดินสีเทากระจ่าง ประตูถูกผลักออกเชื่องช้าขณะชายอายุราวยี่สิบเดินเข้าไปในบ้าน เขาสวมชุดคลุมสีเขียว รูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลา มือข้างหนึ่งถือถุงยา ส่วนอีกข้างกุมช่วงเอว
เขาคือสวี่หยางผู้เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้
เดิมเขาเป็นชายหนุ่มธรรมดาบนโลก แต่กลับถูกส่งมาที่นี่เพราะชะตาต้องกันกับรถบรรทุก
ครั้นสวี่หยางปิดประตู เขาก็มองดูกำแพงบ้านทั้งสี่ด้านแล้วหัวเราะเยาะ “ไหนบอกว่านักเดินทางข้ามเวลาที่เสียพ่อแม่จะมีนิ้วทอง*[1] กันทุกคน? เวลาก็ล่วงเลยมาสามวันแล้ว เหตุใดข้าถึงยังไม่มีอีก?”
จุดเริ่มต้นดาษดื่น ไร้พ่อแม่ ครอบครัวยากจน คุณสมบัติธรรมดา พอย่างเข้ายี่สิบก็เป็นเพียงผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสอง
“เอาเถอะ ไม่มีก็คือไม่มี หากตั้งใจทำนาให้ดี อย่างน้อยก็ไม่อดตาย”
แม้จะไร้พรสวรรค์แต่ก็ยังมีบ้านและทุ่งนา โดยที่ดินแห่งนี้เช่ากับตระกูลสวีผู้บำเพ็ญเซียน และเมื่อไม่นานมานี้ยังมีหญ้าหลิงเฉ่ากองหนึ่งที่พร้อมเก็บเกี่ยว ถึงตอนนั้นเขาจะสามารถขายมันได้ในราคามากกว่าหินวิญญาณยี่สิบก้อน
หลังจากนั้น เขาก็จะพยายามหาภรรยาโดยไว
เพราะคุณสมบัติต่ำเกินกว่าจะพึ่งพาตน จึงไม่มีทางเลือกนอกจากพึ่งพาคนรุ่นต่อไป โดยตอนนี้เขาอยากให้กำเนิดทายาทผู้มีคุณสมบัติที่ดีกว่าโดยเร็ว รวมถึงตระเตรียมลู่ทางในช่วงที่ยังสามารถหาหินวิญญาณได้
“แต่ดูจากสภาพแล้ว ให้แต่งงานกับผู้บำเพ็ญเซียนหญิงที่มีรากฐานวิญญาณคงเป็นไปไม่ได้ มีแต่ต้องแต่งงานกับมนุษย์เท่านั้น”
สวี่หยางส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้
ความจริงแล้วร่างเดิมมีเพื่อนสมัยเด็กคนหนึ่งชื่อหวงเสี่ยวเหมย ซึ่งทั้งสองเคยแอบหมั้นหมายกันมาก่อน!
แต่น่าเสียดายที่หลังจากเติบใหญ่ สำนักชิงหยางก็มองเห็นค่าของหวงเสี่ยวเหมย ทำให้นางก้าวเข้าสู่สำนักอันยิ่งใหญ่
ร่างเดิมไม่อาจตัดใจได้ จึงอยากไปพบหน้าที่สำนัก แต่สุดท้ายก็ถูกศิษย์ของสำนักชิงหยางทำร้ายจนบาดเจ็บ เมื่อกลับถึงบ้านก็ไม่อาจทนพิษบาดแผลได้ก่อนจะถึงแก่ความตาย ด้วยเหตุนี้สวี่หยางจึงได้เข้ามาสู่ร่างดังกล่าว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาจึงเอามือแตะช่วงเอว ในที่สุดอาการบาดเจ็บก็ดีขึ้นหลังจากผ่านมาหลายวัน
“ในเมื่อไร้ความสามารถ แล้วจะไปรบกวนผู้อื่นเพื่ออะไร?”
สวี่หยางลอบเตือนตนเองว่าอย่าพัวพันกับสตรีมากเกินไป
ในโลกเซียนที่อันตรายเช่นนี้ เขาต้องระแวดระวัง หาไม่แล้วอาจทำให้ผู้บำเพ็ญเซียนที่แข็งแกร่งกว่าขุ่นเคืองจนถึงแก่ความตายโดยไม่รู้ตัว
เขาส่ายหน้าก่อนจะหาอะไรกินพร้อมดื่มยาต้ม จากนั้นจึงนั่งฝึกอยู่ในห้องนอน เพื่อทบทวนความทรงจำของร่างเดิม
แต่น่าเสียดายที่ไม่มีความคืบหน้าเหมือนกาลก่อน
สองเค่อ*[2] ต่อมา เขาหยุดการฝึกตนก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทรา
สุดท้ายแล้ว ชายหนุ่มก็พบว่าชาตินี้คงทำได้เพียงเลี้ยงชีพด้วยการทำนาเท่านั้น
…
เช้าวันต่อมา
สวี่หยางสัมผัสเอวทันทีที่ลุกขึ้น หลังจากดื่มยาต้มไปเมื่อคืน อาการบาดเจ็บก็หายเป็นปกติ
เนื่องจากข้างนอกฝนตก เขาจึงเดินไปเก็บผักจำนวนหนึ่งที่สวนหลังบ้านมาทำอาหารเช้า
ขณะลากสังขารอันเหนื่อยล้ากลับลานบ้าน เขาก็พบหญิงวัยกลางคนแต่งตัวงดงามน่าหลงใหลยืนรออยู่ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยเครื่องสำอางและกลิ่นหอมฉุนจากการแต่งหน้าที่มากจนเกินงาม
สวี่หยางจำได้ว่านางคือแม่สื่อในละแวกนี้
“สหายเต๋าสวี่ เจ้าอยากได้ภรรยาใช่หรือไม่?”
“ใช่ ใช่ ใช่” สวี่หยางพยักหน้าอย่างไม่ลังเลด้วยความยินดี
แม่สื่อพยักหน้าพลางยิ้มตอบ นางทราบอยู่แล้วว่าสวี่หยางต้องการอะไร ขอเพียงเป็นผู้บำเพ็ญธรรมดาที่ไม่มีหวังในการเลื่อนขอบเขต เขาก็จะตามหาภรรยาเพื่อมีบุตรที่มีรากฐานวิญญาณโดยเร็วและวางรากฐานการฝึกตนให้แก่คนรุ่นต่อไป
“สหายเต๋าสวี่นับว่าโชคดี ข้ามีสาวน้อยหน้าตาสะสวย ผิวพรรณเรียบเนียน หากแต่งงานกับนาง ชีวิตภายภาคหน้าของเจ้าก็จะมั่งคั่งและให้กำเนิดลูกในปีต่อไป”
สวี่หยางพยักหน้าพลางเอ่ยว่า “นางเป็นมนุษย์หรือเปล่า?”
แม่สื่อคลี่ยิ้มช้า ๆ แล้วเอ่ยต่อ “สหายเต๋าสวี่เป็นคนฉลาด เจ้าย่อมทราบว่าสำหรับสตรีผู้ครอบครองรากฐานวิญญาณ แม้จำนวนที่มีจะไม่มาก แต่ความต้องการของพวกนางก็หาได้ต่ำไม่…”
สวี่หยางเข้าใจความหมายดี เพราะคนอย่างเขามีแต่จะโดนอีกฝ่ายดูถูก
สวี่หยางถอนหายใจแล้วเอ่ย “ขอแค่เป็นมนุษย์นิสัยดีก็พอแล้ว”
สวี่หยางรู้สภาพของตนเองดี การจะหาคู่บำเพ็ญผู้มีคุณสมบัติอย่างรากฐานวิญญาณย่อมเป็นไปได้ยาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ถือเป็นปัญหาสำหรับผู้บำเพ็ญมนุษย์หญิงเหล่านั้นเช่นกัน เพราะหากลองคิดมุมกลับว่าตนเองเป็นสตรี เขาย่อมคาดหวังให้คู่ครองดีเลิศประเสริฐศรี คงไม่มีใครเต็มใจช่วยบรรเทาความยากจนให้แน่นอน
“สหายเต๋าสวี่ช่างมีสายตาเฉียบแหลมนัก” แม่สื่อแย้มยิ้ม
“แล้วพวกเราจะได้พบกันเมื่อไร?”
“เดี๋ยวข้าจะพานางไปที่บ้านทันที หากทุกอย่างไปได้สวยละก็…”
แม่สื่อเอ่ยพร้อมเผยรอยยิ้มมีนัย
สวี่หยางพยักหน้าพลางเอ่ย “หินวิญญาณสิบก้อนใช่หรือไม่?”
“ใช่ ๆ!”
“ได้ เจ้าพานางมาได้เลย”
เขามีหินวิญญาณอยู่กับตัวสิบห้าก้อน ซึ่งเพียงพอต่อการจ่ายค่าธรรมเนียมให้แม่สื่อพอดี
…
เมื่อสวี่หยางได้พบภรรยาเป็นครั้งแรก เขาก็ถูกชะตากับอีกฝ่ายตั้งแต่แรกเห็น
นางมีรูปร่างผอมสูง ดวงตาดุจผลซิ่ง ใบหน้ารูปไข่ สวมชุดสีม่วง แม้เนื้อผ้าจะคุณภาพไม่ดีแต่ก็สะอาดสะอ้าน ให้ความรู้สึกสดชื่นและบริสุทธิ์ประหนึ่งสาวน้อยแสนดีตั้งแต่แรกเห็น
“สหายเต๋าสวี่ สาวน้อยมีชื่อว่าหลินอวี้ พ่อของนางเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับหก ไม่นานมานี้เขาออกไปล่าสัตว์อสูรก่อนจะประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต ตอนนี้นางเป็นมนุษย์เพียงคนเดียวในครอบครัว จึงจำเป็นต้องหาใครสักคนพึ่งพาถึงจะมีชีวิตรอดได้”
สวี่หยางพยักหน้า
“แม่ของเจ้าเล่า?”
“แม่ของข้าเป็นมนุษย์ หาได้อยู่ในโลกเซียนไม่” น้ำเสียงของหลินอวี้ฉะฉาน แม้จะอยากมองหน้าสวี่หยาง แต่หลังจากปรายตามอง นางก็รีบก้มศีรษะด้วยความกังวล
แต่ภายในส่วนลึกของหลินอวี้กลับถอนหายใจด้วยความโล่งอก อย่างน้อยสวี่หยางก็ไม่ได้ดูน่ากลัวและให้ความรู้สึก ‘ซื่อสัตย์’ ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่ปฏิเสธการแต่งงานกับอีกฝ่าย
นางเพียงรู้สึกถึงความด้อยกว่าอยู่ในใจ ถึงอย่างไรตนเองก็เป็นเพียงมนุษย์ ส่วนอีกฝ่ายคือผู้บำเพ็ญมนุษย์ แม่สื่อยังบอกอีกว่าสวี่หยางมีบ้านและที่ดินอยู่ที่นี่ สภาพจึงนับว่าค่อนข้างไม่เลว
“อื้ม เลือกเจ้าแล้วกัน” สวี่หยางตัดสินใจทันที
แม่สื่อยิ้มอย่างมีความสุขขณะพยักหน้าซ้ำไปมา “ดีมาก สหายเต๋าสวี่นับว่ามีรสนิยมไม่เลว พวกเจ้ารีบจัดงานฉลองมงคลสมรสเสีย แล้วข้าจะมาร่วมแสดงความยินดี”
สวี่หยางหยิบหินวิญญาณออกมาสิบก้อน เขาลอบถอนหายใจก่อนจะส่งให้อีกฝ่ายด้วยความไม่เต็มใจ
แม่สื่อรับไว้ด้วยรอยยิ้ม หลังจากอวยพรอีกสองสามคำก็จากไป
“เจ้านั่งพักก่อน ข้ากำลังทำอาหารเช้าพอดี หลังจากนี้เดี๋ยวมากินข้าวด้วยกัน”
เมื่อสวี่หยางตรงไปที่ห้องครัว หลินอวี้ก็มองบ้านที่มีผนังอันเปลือยเปล่าแล้วลอบถอนหายใจ
เอาเถอะ แม้ครอบครัวจะยากจนเสียหน่อย แต่ขอเพียงเป็นคนดีก็พอแล้ว
จากนั้นนางก็เดินไปหลังบ้านซึ่งมีทุ่งนา
นางลอบตัดสินใจว่าจะเรียนรู้วิธีการทำนาในภายภาคหน้าเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระให้สามีและทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง
หลังกินข้าวเสร็จ สวี่หยางก็พาหลินอวี้ไปส่งคำเชิญให้เพื่อนบ้าน
ถึงอย่างไรทุกคนต่างเป็นเพื่อนบ้าน ซึ่งบางคนก็นับว่าเป็นญาติของเขา ดังนั้นพวกเขาจึงต้องไว้หน้าก่อนจะมาร่วมงานเลี้ยง
…
ตกกลางคืน ฝนข้างนอกก็หยุดตก
สวี่หยางจุดเทียนสองสามเล่มพร้อมติดกลอนมงคลคู่ไว้ที่ประตู ทำให้บ้านสว่างไสวกว่าทุกครั้ง
หลินอวี้ผู้สวมผ้าคลุมหน้าสีแดงนั่งอยู่ริมเตียงขณะฟังเสียงนอกประตูด้วยความวิตก
เมื่อแขกคนสุดท้ายจากไป ร่างของนางก็ยิ่งตึงเครียด
เนื่องจากกำลังจะกลายเป็นภรรยา นางจึงอดไม่ได้ที่จะคิดถึงพ่อผู้เสียไปแล้วขึ้นมา ตนเองก็เป็นเพียงมนุษย์ ยามนี้จึงมีเพียงสวี่หยางเท่านั้นที่สามารถพึ่งพาได้
ตอนนี้นางเพียงหวังว่าจะได้รับการปฏิบัติเป็นอย่างดี ส่วนตนเองจะพยายามทำหน้าที่ในฐานะภรรยาอย่างเต็มที่ คอยรับใช้สามีและไม่ทอดทิ้งอีกฝ่าย
เอี๊ยด!
เมื่อประตูห้องถูกผลักให้เปิดออก หลินอวี้ก็รีบนั่งตัวตรงแหน็วและไม่ขยับเขยื้อน
สวี่หยางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้น แม้ในชาติก่อนจะเคยอ่านบทละครและดูหนังทั้งแบบเซ็นเซอร์และไม่เซ็นเซอร์มานับไม่ถ้วน แต่เขายังไม่เคยมีประสบการณ์จริงมาก่อน
ถ้าหาก… เสร็จในสามอึดใจจะทำอย่างไร? เขาจะปกปิดความเขินอายยังไงให้ดูสมเหตุสมผล?
หรือจะโกหกสาวน้อยว่าผู้ชายทุกคนล้วนเป็นแบบนี้?
สวี่หยางสลัดความคิดกวนใจทั้งหลายออกไปแล้วเดินมาอยู่ข้างกายหลินอวี้ ก่อนจะเอามือโอบรอบเอวนาง
“สามี ขะ ข้า… จะ เจ้า…” เสียงของหลินอวี้ติดอ่างเพราะความกังวลใจ
“อย่ากังวลเลย” สวี่หยางพยายามปลอบนางอย่างสุดความสามารถ
เมื่อได้ยินคำพูดอ่อนโยนของสวี่หยาง หลินอวี้ก็นึกถึงคำแนะนำก่อนหน้านี้ของแม่สื่อที่ว่าสตรีควรสงวนท่าทียามอยู่ข้างนอก แต่เมื่อเป็นเรื่องบนเตียง พวกนางต้องเป็นฝ่ายนำก่อนเพื่อให้ผู้ชายพอใจ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ นางก็ใจเต้นแรงก่อนจะเริ่มกอดเอวของสวี่หยางตอบ “สามี ขะ ขะ ข้า… ข้าจะดูแลเจ้าเอง”
สวี่หยางประหลาดใจเล็กน้อย “เจ้าชอบพูดติดอ่างตอนวิตกกังวลหรือ?”
“ใช่ ใช่ ใช่ ก็นิดหน่อย!”
“อย่ากังวลไป อีกสักพักเดี๋ยวก็ชิน”
ราตรีเริ่มร้อนอบอ้าว
ไม่มีการเคลื่อนไหวในบ้านจนกระทั่งถึงเที่ยงคืน
หลินอวี้ซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของสวี่หยางด้วยความรู้สึกปลอดภัย
…
ราตรีผันผ่าน
แสงแรกสาดส่องเข้ามาในห้อง สวี่หยางลืมตาขึ้น มองสาวน้อยผู้อยู่ข้างกายราวกับตกอยู่ในห้วงความฝัน
เขามีภรรยาเป็นของตนเองแล้วหรือ?
อย่างกับมีภาระเพิ่มมาบนบ่าเลยแฮะ
ทันใดนั้น เขาก็ต้องตกตะลึงเพราะมีข้อมูลปรากฏขึ้นตรงหน้า
[ท่านกับหลินอวี้กลายเป็นสามีภรรยาอย่างเป็นทางการและใช้เวลาทั้งคืนอย่างปรองดอง ทำให้ได้รับคะแนนพิเศษสิบห้าแต้ม]
หลังจากนั้น หน้าต่างอีกบานก็ปรากฏขึ้น
[ชื่อ: สวี่หยาง]
[คะแนนพิเศษ: 15 แต้ม]
[ขอบเขตพลัง: ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสอง]
[วิชายุทธ์: เคล็ดหล่อเลี้ยงลมปราณของตระกูลสวี่ขั้นพื้นฐาน: 8/10]
[เคล็ดวิชา: เคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณขั้นพื้นฐาน: 9/10]
[พลังวิเศษ: ความเป็นอมตะ]
[ความชอบของภรรยาหลินอวี้: 78]
สวี่หยางยิ่งรู้สึกยินดี กลายเป็นว่านี่คือนิ้วทองของเขา
เพียงใช้ความคิดก็ทำให้หน้าต่างตรงหน้าหายไป หลังจากลงมืออีกครั้ง มันก็ปรากฏขึ้นอีกหน
“คะแนนพิเศษนี้สามารถเพิ่มวิชายุทธ์ได้ นอกจากนี้ข้ายังมีพลังวิเศษด้วย… เดี๋ยวก่อน นี่มันคือความเป็นอมตะนี่นา”
หลังจากสวี่หยางมองอย่างละเอียดอยู่หลายครั้งจนกระทั่งแน่ใจว่าไม่ใช่ภาพหลอน ความรู้สึกยินดีก็ก่อตัวขึ้น
ต้องทราบก่อนว่าแม้แต่ยอดฝีมือเหล่านั้นผู้อยู่เหนือขอบเขตจินตานในโลกเซียนก็มีอายุขัยเพียงหนึ่งพันปีเท่านั้น แต่เขากลับมีความเป็นอมตะซึ่งต่อให้เป็นความฝันก็ยังไม่กล้าคิด
ทว่าสวี่หยางก็รีบสงบใจลง
ความเป็นอมตะหมายความว่าไม่ตายเพราะความแก่ชรา แต่มันไม่ได้หมายความว่าจะมีชีวิตยืนยาวตลอดกาล!
หมายความว่าหากเผชิญกับวิกฤตบางอย่าง เขาก็ยังตายอยู่ดี
“ถ้าอย่างนั้น นับจากนี้ยิ่งต้องทำตัวไม่ให้โดดเด่นเข้าไว้”
พลันสายตาเหลือบเห็นความชอบของภรรยาอยู่บนหน้าต่างระบบ
เขาเพิ่งอยู่กินกับภรรยา แต่ระดับความชอบกลับอยู่ที่เจ็ดสิบแปดแต้ม ซึ่งถือว่าไม่เลว
“อื้ม เพิ่มแต้มก่อนแล้วกัน”
สวี่หยางเหลือบมองหลินอวี้ผู้ยังคงอยู่ในห้วงนิทรา
สองแต้มถูกเพิ่มให้กับเคล็ดหล่อเลี้ยงลมปราณ
เคล็ดหล่อเลี้ยงลมปราณนี้คือสิ่งที่ครอบครัวของเขาซื้อมาตอนทำงานให้แก่ตระกูลสวี่ โดยว่ากันว่าสิ่งนี้ทำได้เพียงสนับสนุนการฝึกตนจนถึงขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นปลาย
หลังจากฝึกตนอยู่หลายปี วิชายุทธ์ของชายหนุ่มก็ยังอยู่ขั้นพื้นฐาน
ความชำนาญของวิชายุทธ์แบ่งออกเป็น ขั้นพื้นฐาน ขั้นชำนาญ ขั้นเชี่ยวชาญ ขั้นสมบูรณ์
หนึ่งเค่อต่อมา เคล็ดหล่อเลี้ยงลมปราณของตระกูลสวี่ก็ได้รับการเสริมพลัง
[วิชายุทธ์: เคล็ดหล่อเลี้ยงลมปราณของตระกูลสวี่ขั้นชำนาญ: 0/20]
ความเข้าใจเกี่ยวกับเคล็ดหล่อเลี้ยงลมปราณปรากฏขึ้นในใจ และตอนนี้เองที่สวี่หยางตระหนักได้ว่า เหตุใดการฝึกตนก่อนหน้านี้ถึงล่าช้า กลายเป็นว่าสิ่งนี้คือข้อผิดพลาดระหว่างดูดซับปราณวิญญาณฟ้าดิน
สวี่หยางถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ความแข็งแกร่งของเคล็ดหล่อเลี้ยงลมปราณได้รับการเสริมพลังจากการเพิ่มแต้ม ซึ่งช่วยในการฝึกตนของข้าได้มาก โดยไม่ก่อให้เกิดการสูญเสียกับส่วนอื่น ทั้งยังปราศจากการขาดแคลนลมปราณและเลือด! ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรต้องกังวลแล้ว”
คะแนนพิเศษยังเหลืออีกสิบสามแต้ม ดังนั้นเขาจึงใช้หนึ่งแต้มเพื่อเพิ่มให้กับเคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณ
เคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณนี้คือเคล็ดที่ผู้ปลูกถ่ายวิญญาณทุกคนต้องฝึกฝน โดยครอบคลุมถึงขั้นตอนการให้น้ำและการเติมเต็มวิญญาณ
หากคุณภาพเมล็ดเท่ากัน ยิ่งเคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณทรงพลังเท่าไร ต้นวิญญาณก็ยิ่งดีเท่านั้น
ทันใดนั้น เคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณก็เลื่อนขั้น
[เคล็ดวิชา: เคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณขั้นชำนาญ: 0/20]
ความเข้าใจเกี่ยวกับเคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณปรากฏขึ้นพร้อมกับความทรงจำบางส่วน
ในความทรงจำดังกล่าว เขาได้ไถพรวนพื้นที่เพาะปลูกวันแล้ววันเล่าจนได้รับความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับเคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณ ก่อนจะเลื่อนขั้นจากขั้นพื้นฐานเป็นขั้นชำนาญ
“ไม่เลว เคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณถึงขั้นชำนาญแล้ว ข้าจะได้ทำนาสบาย ๆ ต้นวิญญาณก็จะเติบโตได้ดีขึ้น!”
เขาลุกขึ้นทันทีด้วยความอดใจไม่ไหวที่จะทดลองตอนนี้
“อุ๊ย ขอโทษนะ ขะ ขะ ข้า… ตื่นสาย เดี๋ยวจะไปทำอาหารเช้ามาให้เจ้าเดี๋ยวนี้เลย”
ไม่ทราบตั้งแต่เมื่อไรที่หลินอวี้ตื่นขึ้นมา จากนั้นนางก็รีบลุกขึ้นหลังจากเห็นสวี่หยางตื่นแล้ว
แม่สื่อเคยกล่าวไว้ว่าสตรีควรตื่นแต่เช้าเพื่อทำอาหารให้สามี แต่ตอนนี้เกรงว่านางจะทำให้สวี่หยางโกรธเข้าเสียแล้ว
[1] นิ้วทอง หมายถึง สิ่งนำโชค หรือไอเทมโกง
[2] 1 เค่อ เท่ากับ 15 นาที
ตอนที่ 2 เหล่าหวังข้างบ้านเสียชีวิต
ตอนที่ 2 เหล่าหวังข้างบ้านเสียชีวิต
เมื่อเห็นสีหน้าแตกตื่นของหลินอวี้ สวี่หยางก็เข้าไปพยุงพร้อมปลอบประโลมนาง “อวี้เอ๋อร์ เจ้าพูดติดอ่างอีกแล้ว ไม่ต้องกังวล พักผ่อนอีกหน่อยเถอะ ไม่ต้องห่วง”
สิ้นคำ เขาก็อาบน้ำแต่งตัวก่อนจะไปทำอาหารเช้า
เพียงชั่วพริบตา กลิ่นหอมของโจ๊กข้าววิญญาณก็อบอวลไปทั่วทั้งห้อง
หลินอวี้ลุกขึ้นมาจัดโต๊ะและหยิบชามกับตะเกียบออกมา
เมื่อเห็นสวี่หยางถือหม้อที่มีกลิ่นหอมของข้าววิญญาณอย่างขยันขันแข็ง หัวใจของนางก็เปลี่ยนจากความกังวลเป็นความยินดีปนซาบซึ้งใจ
ก่อนหน้านี้นางตื่นสายจนกังวลว่าสามีจะไม่พอใจ แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายในยามนี้ขยันขันแข็งและเปี่ยมด้วยน้ำใจ ตนจึงทราบว่าได้เจอคนที่ใช่เข้าแล้ว
“นั่งลงก่อน เดี๋ยวข้าตักอาหารให้”
หลังจากกินข้าวเสร็จ หลินอวี้ก็เก็บชามและตะเกียบ
ส่วนสวี่หยางเดินออกจากสวนหลังบ้านจนมาถึงที่ดินด้านหลัง
สถานที่แห่งนี้คือทุ่งวิญญาณ ตระกูลของเขามีที่ดินราวสองหมู่*[1] ซึ่งในทุ่งนาตอนเช้ายังคงมีหมอกบางคอยหล่อเลี้ยงต้นวิญญาณอยู่
มันคือต้นวิญญาณระดับหนึ่งที่มีชื่อว่าหญ้าหลิงซวี ซึ่งปลูกได้ห้าสิบต้นต่อหนึ่งหมู่
การปลูกไม่ใช่เรื่องยาก เพียงรดน้ำและถ่ายทอดปราณวิญญาณอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ปีละสองครั้งเพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบยาหลายชนิดที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในโลกเซียน
ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่หญ้าหลิงซวีงอกเงยงดงามพร้อมถูกเก็บเกี่ยว
แต่เขากลับคิ้วขมวดเมื่อกวาดสายตามองออกไป หญ้าหลิงซวีสองสามต้นซึ่งอยู่ไม่ไกลเต็มไปด้วยรูขนาดเล็ก
ชายหนุ่มคุกเข่าเพื่อตรวจสอบ ทันใดนั้นก็มีข้อความปรากฏตรงหน้า
[หญ้าหลิงซวีระดับหนึ่ง: ระดับการเก็บเกี่ยว 94% + สถานะ: ถูกแมลงกัดกิน]
สวี่หยาง “!?”
เขาประหลาดใจที่ตนสามารถพัฒนามาถึงสถานะปลูกถ่ายวิญญาณได้
หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง เขาก็รีบมองไปทางหญ้าหลิงซวีด้านข้างซึ่งมีสภาพดีกว่า
[หญ้าหลิงซวีระดับหนึ่ง: ระดับการเก็บเกี่ยว 96% + สถานะ: ดี]
สวี่หยางในยามนี้บังเกิดความยินดี ตามข้อมูลที่ได้รับมา เขาสามารถมองเห็นค่าสถานะของต้นวิญญาณทั้งหมดที่ปลูกและบ่มเพาะได้ ชายหนุ่มจึงใช้สิ่งนี้เพิ่มแต้มเพื่อเร่งความเร็วการเติบโตของต้นไม้
ยกตัวอย่างเช่นหญ้าหลิงซวีใช้เวลาหกเดือนในการเติบโต หากเขาเพิ่มคะแนนพิเศษหนึ่งแต้ม มันจะเติบโตทันที
ยอดเยี่ยมไปเลย!
“แต่ว่าหญ้าหลิงซวีกองนี้ถูกแมลงกินไปแล้ว!”
หากหญ้าหลิงซวีถูกแมลงกัดกิน ปราณวิญญาณก็จะลดลงไปมากจนไม่สามารถนำไปขายได้ ต่อให้ขายในฐานะผักป่า แต่ผู้อื่นก็ยังมองว่าสภาพมันย่ำแย่มากเกินกว่าจะนำมากินได้
“นี่มันหนอนผีเสื้อวิญญาณ!”
หนอนผีเสื้อวิญญาณคือศัตรูพืชชนิดหนึ่ง แม้จะสามารถใช้เท้าเหยียบมันให้ตายได้ แต่เพราะซ่อนตัวอยู่ในดิน ช่วงกลางวันจึงหาตัวจับได้ยาก และหากขุดดินแรงเกินไปก็จะเป็นการทำลายรากของต้นไม้วิญญาณ
“ตอนนี้คงต้องซื้อยาฆ่าแมลงมาแก้ขัดก่อน! แต่ที่ดินตรงนี้พังหมดแล้ว”
“แต่ถ้าเพิ่มคะแนนพิเศษ สภาพของหญ้าหลิงซวีจะดีขึ้นหรือเปล่านะ?”
เขายังเหลือคะแนนพิเศษอีกสิบสองแต้ม ดังนั้นจึงลงมือทำทันที
ชายหนุ่มมองไปทางหญ้าหลิงซวีต้นหนึ่งที่อยู่ในสถานะ ‘ถูกแมลงกัดกิน’ ซึ่งไม่ต่างกับตายไปแล้ว ก่อนจะเริ่มเพิ่มคะแนนพิเศษด้วยการกดเครื่องหมายบวกที่ด้านหลัง
ทันใดนั้น แสงสีเขียวก็สว่างวาบบนหญ้าหลิงซวี แล้วสถานะของมันก็เปลี่ยนไป
[หญ้าหลิงซวีระดับหนึ่ง: ระดับการเก็บเกี่ยวหนึ่งปี สถานะ: ยอดเยี่ยม]
เฮือก!
ดวงตาของสวี่หยางเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
คุณภาพของต้นวิญญาณประเภทนี้แบ่งออกเป็น แย่ ธรรมดา ดี ยอดเยี่ยม หากมากกว่านี้จะขึ้นอยู่กับระยะเวลา
โดยปกติแล้วต้องใช้เวลาหกเดือนในการปลูกหญ้าหลิงซวี หากการเพาะปลูกดี คุณภาพก็จะดีตาม
แต่คุณภาพของหญ้าหลิงซวีที่ถูกแมลงกัดกินในตอนนี้กลับไปถึงระดับยอดเยี่ยมและมีอายุหนึ่งปี!
หญ้าหลิงซวีเช่นนี้ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน แต่เพียงใช้แต้มก็ทำให้มันมีตัวตนขึ้นมาได้
[ข้อหนึ่ง: มีเคล็ดวิชาปลูกถ่ายวิญญาณพิเศษ]
[ข้อสอง: มีดินแดนวิญญาณที่เอื้อต่อการปลูกต้นวิญญาณ]
“โดยทั่วไปแล้ว หญ้าหลิงซวีคุณภาพดีสามารถขายได้ในราคาเศษหินวิญญาณห้าสิบก้อน”
หินวิญญาณหนึ่งก้อนเท่ากับเศษหินวิญญาณหนึ่งร้อยก้อน
หากคำนวณตามที่ดินสองหมู่ก็จะได้รับหินวิญญาณห้าสิบก้อนต่อการเก็บเกี่ยวหนึ่งครั้ง หากทำการเก็บเกี่ยวสองครั้งต่อปีก็จะได้หินวิญญาณหนึ่งร้อยก้อน
หากไม่รวมค่าเมล็ดหญ้าหลิงซวี รวมถึงค่าแรงที่ต้องบ่มเพาะด้วยตัวเองกับค่าอาหารเครื่องดื่ม หินวิญญาณที่ได้ในหนึ่งปีจะเพิ่มขึ้นอีกสามสิบถึงสี่สิบก้อน
แต่หญ้าหลิงซวีอายุหนึ่งปีนี้มีค่าเท่ากับเศษหินวิญญาณหนึ่งร้อยยี่สิบก้อน
ยิ่งต้นวิญญาณมีอายุมากเท่าไร มูลค่าก็ยิ่งสูงมากเท่านั้น
สวี่หยางถอนหายใจด้วยความโล่งอก ตอนนี้มีหินวิญญาณอยู่ในกำมือแล้ว เขาจึงรู้สึกวางใจ
เขาเหลือบมองคะแนนพิเศษที่ยังเหลืออยู่อีกสิบเอ็ดแต้ม
และยังคงเพิ่มแต้มต่อไปอย่างไม่ลังเล
“เพิ่มอีก เพิ่มอีก เพิ่มอีก…”
ไม่ช้า หญ้าหลิงซวีอายุหนึ่งปีอีกสิบเอ็ดต้นก็ถูกเก็บเกี่ยว
“หญ้าหลิงซวีพวกนี้โตแล้วหรือ ดูไม่เหมือนกับต้นที่อยู่ด้านข้างเท่าไรเลย”
ครั้นหญ้าหลิงซวีสิบเอ็ดต้นโตเต็มที่ หลินอวี้ผู้ไม่รู้เรื่องการเพาะปลูกก็เบิกตากว้างเพราะสังเกตเห็นความแตกต่าง
“โห พวกมันโตเต็มที่และพร้อมเก็บเกี่ยวแล้ว”
สวี่หยางเผยรอยยิ้มก่อนจะหยิบพลั่วและเริ่มขุดรากขึ้นมา
หญ้าหลิงซวีจำนวนสิบสองต้นถูกเก็บใส่ตะกร้าผัก เขาจะล้างพวกมันทีหลังเพื่อนำไปขายที่ร้านขายยาบางแห่ง
หลังจากกลับถึงบ้าน เขาก็แยกหญ้าหลิงซวีออกเป็นสามถุงเพื่อเตรียมเอาไปขาย
ส่วนสาเหตุที่ต้องคัดแยกแบบนี้ก็เพราะกังวลเรื่องอุบัติเหตุเวลาออกไปข้างนอก ทำให้ไม่สามารถใส่พวกมันในที่เดียวกันได้
ชายนุ่มจึงผูกสองถุงไว้ที่เอวก่อนจะเดินออกไปพร้อมหิ้วอีกถุงไว้
บริเวณภายนอก ผู้บำเพ็ญทั้งหลายเดินขวักไขว่บนท้องถนนอันเต็มไปด้วยหลุมบ่อ
ผู้คนส่วนใหญ่ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในเมืองชั้นนอกคือผู้บำเพ็ญมนุษย์ระดับต่ำ พวกเขามีชีวิตยากลำบากและจำเป็นต้องหาหินวิญญาณเพื่อความอยู่รอดในแต่ละวัน
“สหายเต๋าสวี่เพิ่งแต่งงานใหม่ เหตุใดจึงออกมาเร็วนัก”
“สหายเต๋าสวี่ใช้เวลาอยู่กับภรรยาอีกสักหน่อยไม่ดีกว่าหรือ?”
เขาพบเพื่อนบ้านที่คุ้นเคยระหว่างทางพลางกล่าวทักทายคนแล้วคนเล่า
สวี่หยางตอบกลับด้วยรอยยิ้มแห้ง ทันใดนั้นเขาก็สังเกตเห็นร่างผู้ปลูกถ่ายวิญญาณกำลังรีบรุดเข้ามา
“ไอหยา พี่สวี่!”
น้ำเสียงอันแจ่มชัดร้องเรียกสวี่หยาง
เสียงนี้ช่างคุ้นเคยนัก อีกฝ่ายคือหนึ่งในผู้บำเพ็ญมนุษย์ไม่กี่คนที่มีความสัมพันธ์อันดี ชื่อของเขาคือหลี่ต้าต่ง
หลี่ต้าต่งมีรูปร่างสูงโปร่งและหน้าตาธรรมดา อยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสี่ ส่วนคู่ชะตาอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสอง และมีลูกสาวอายุห้าถึงหกขวบ
คู่รักคู่นี้ต่างเป็นผู้ปลูกถ่ายวิญญาณ มีที่ดินเจ็ดถึงแปดหมู่ บางครั้งหลี่ต้าต่งก็จะออกไปล่าสัตว์อสูร เรียกว่าสภาพความเป็นอยู่ของอีกฝ่ายดีกว่าของสวี่หยางนัก
ตอนที่ร่างเดิมของเขากำลังทำนา หลี่ต้าต่งกับภรรยาต่างให้คำชี้แนะ ทำให้หลีกเลี่ยงการออกนอกลู่นอกทางอยู่หลายครั้ง
“พี่หลี่ อรุณสวัสดิ์”
สวี่หยางทักทายด้วยรอยยิ้ม
“วันนี้หนอนผีเสื้อวิญญาณโผล่มาในทุ่งนาหลายคนเลย ของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ที่บ้านก็มีหนอนผีเสื้อวิญญาณไม่น้อย ข้าเลยกำลังจะไปซื้อยาฆ่าแมลง”
“ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปซื้อเถอะ พี่สะใภ้ของเจ้าออกไปซื้อตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ นางบอกว่าที่ดินของทุกคนมีแต่ศัตรูพืชเต็มไปหมด ทำให้ยาฆ่าแมลงใกล้หมดแล้ว”
สวี่หยางตกตะลึง เขาไม่คาดคิดว่าการระบาดของแมลงจะร้ายแรงขนาดนี้ แต่โชคดีที่ตนเองทำให้หญ้าหลิงซวีที่ถูกแมลงกัดกินเก็บเกี่ยวได้สำเร็จ ไม่อย่างนั้นสถานการณ์คงเลวร้ายกว่านี้
ขณะลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก สวี่หยางก็แสดงท่าทางวิตกอย่างที่ควรจะเป็น “ขอบคุณพี่หลี่ ข้าจะไปทันที”
หลี่ต้าต่งคล้ายกับนึกบางอย่างขึ้นได้ก่อนจะเอ่ยเตือนอีกครั้ง “จริงสิ เหล่าหวังตายเมื่อคืน หลานชายของเขาเปิดประตูออกมาในช่วงเช้าตรู่ก็พบคู่สามีภรรยาเสียชีวิตอย่างน่าเวทนาแล้ว”
“ว่าไงนะ? เหล่าหวังตายแล้วหรือ?”
เหล่าหวังคือผู้บำเพ็ญมนุษย์เฒ่าขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสาม เขามีภรรยามนุษย์เป็นผู้ปลูกถ่ายวิญญาณ ทั้งสองมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขณะอยู่อาศัยทางเหนือซึ่งค่อนข้างห่างไกลจากที่นี่
“อืม น่าจะเป็นพวกโจร บ้านทั้งหลังว่างเปล่า เฮ้อ เมื่อวันก่อนข้าก็เตือนเหล่าหวังแล้วว่าควรไปซื้อค่ายกลป้องกันใหม่มาแทนอันที่พังไป แต่เขาบอกว่าต้องจ่ายค่าเช่าที่ดินก่อน ทำให้เรื่องค่ายกลพลอยล่าช้าไปด้วย”
ขณะหลี่ต้าต่งบอกเล่าเรื่องราว สวี่หยางก็ครุ่นคิดกับตนเอง
ค่ายกลป้องกันที่บ้านของเขาก็ใกล้ถึงเวลาเปลี่ยนแล้ว หากมีโจรจริง… ย่อมเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวไม่น้อย ราคาค่ายกลป้องกันที่ถูกที่สุดเท่ากับหินวิญญาณห้าสิบก้อน แต่ถ้าไม่ซื้อแล้วโดนโจรหมายหัวขึ้นมา…
“สวี่หยาง ฤดูเก็บเกี่ยวหญ้าหลิงซวีใกล้มาถึงแล้ว ระวังจะตกเป็นเป้าของโจรนั่น ยิ่งเจ้ามีภรรยาสะสวยยิ่งต้องระวังให้มาก”
“ขอบคุณพี่หลี่ ข้าขอตัวก่อน”
สวี่หยางวิ่งเหยาะสักพักจนกระทั่งมาถึงถนนสายหลัก สถานที่ดังกล่าวมีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ขายทั้งสองฝั่ง
สวี่หยางถอนหายใจด้วยความโล่งอก นี่คือถนนสายหลักที่นำไปสู่เมืองชั้นในซึ่งมีความปลอดภัยมากกว่า
เขามาถึงร้านขายยาและสมุนไพรที่เคยร่วมงานกันอยู่หลายครั้ง นับว่ามีความน่าเชื่อถือ
“ไง นี่มันสหายเต๋าสวี่ไม่ใช่หรือ ไม่ได้เห็นหน้ามาหลายวัน อาการบาดเจ็บดีขึ้นหรือยัง?”
เถ้าแก่ออกมาต้อนรับ เขาอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับหก แม้เห็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ระดับต่ำเช่นสวี่หยาง ท่าทีของอีกฝ่ายกลับไม่เฉยชา แต่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
“เถ้าแก่สวี คราวนี้ข้าขายหญ้าหลิงซวีสิบสองต้น!” สวี่หยางหยิบถุงทั้งสามออกมา
เถ้าแก่สวีหัวเราะแผ่วเบา “สหายเต๋าสวี่ช่างเป็นคนระมัดระวังเหลือเกิน”
“ช่วยไม่ได้ ช่วงนี้ข้างนอกไม่สงบสุข ข้าได้ยินมาว่ามีพวกโจรเข้ามาก่อกวนด้วย เถ้าแก่สวีทราบเรื่องนี้หรือยัง?”
เถ้าแก่สวีมีเส้นสายและแหล่งข่าวมากมาย สวี่หยางจึงเชื่อว่าอีกฝ่ายน่าจะรู้อะไรบางอย่าง
เถ้าแก่สวีจึงดึงสวี่หยางออกมาแล้วกระซิบอย่างแผ่วเบา “ตระกูลสวีกำลังจะต่อสู้กับจักรพรรดิสัตว์ร้ายตระกูลโจว ยอดฝีมือตระกูลสวีจำนวนมากที่ทำหน้าที่คุ้มกันต่างถูกส่งไปแนวหน้า ทำให้ที่นี่ไร้การป้องกัน อีกทั้งวันเก็บเกี่ยวหญ้าหลิงซวีก็ใกล้เข้ามา โจรจะมีจำนวนมากก็ไม่แปลก”
“ตระกูลสวีจัดการพวกมันไม่ได้หรือ?”
ตระกูลสวีผู้บำเพ็ญอยู่มาหลายพันปี พวกเขาเป็นหนึ่งในตระกูลที่โดดเด่นของโลกเซียนในแดนเหนือ ว่ากันว่านอกจากมีบรรพชนขอบเขตจินตานที่คอยสั่งการในตระกูลแล้ว ยังมียอดฝีมือขอบเขตสร้างรากฐานด้วย
หลังจากทะลวงผ่านขอบเขตกลั่นลมปราณก็ขึ้นเป็นขอบเขตสร้างรากฐาน จากนั้นจึงเป็นขอบเขตจินตาน โดยผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานสามารถสังหารยอดฝีมือขอบเขตสร้างรากฐานหลายสิบคนได้ด้วยมือเปล่า หาใช่เรื่องล้อเล่นไม่
“เป็นห่วงหรือ? จะเป็นห่วงไปทำไม? พวกเราผู้บำเพ็ญธรรมดาผู้ไม่มีรากฐานอะไร เหตุใดตระกูลสวีต้องมาสนใจไยดีด้วย? ตอนนี้ตระกูลสวีกับจักรพรรดิสัตว์ร้ายตระกูลโจวกำลังต่อสู้กันเพื่อแหล่งจับปลา นั่นต่างหากที่สำคัญ นอกจากมีปลาวิญญาณจำนวนมากอยู่ในนั้นแล้ว อาจจะมีเหมืองแร่วิญญาณซึ่งมีมูลค่าเท่ากับหินวิญญาณนับล้านก้อนอยู่ใต้น้ำก็ได้ หากเจ้าเป็นประมุขตระกูลสวีจะเลือกสนใจตรงไหน ระหว่างแหล่งจับปลากับที่นี่?”
สวี่หยางถอนหายใจอย่างแผ่วเบาก่อนจะพยักหน้าแล้วเอ่ยขึ้น “ดูท่าว่าในอนาคตคงต้องระวังให้มากสินะ”
“ถูกต้อง โดยเฉพาะคนรอบตัวยิ่งต้องระวังให้มาก พวกโจรอาจจะเป็นผู้บำเพ็ญธรรมดาเหมือนเจ้ากับข้า หากเผยความมั่งคั่งขึ้นมาจะกลายเป็นปัญหาเอาได้”
“ขอบคุณเถ้าแก่ที่เตือน แต่ข้าคือผู้ปลูกถ่ายวิญญาณ หากไม่ขยันทำงานคงทำให้ครอบครัวอดตาย” สวี่หยางส่ายหน้าพลางถอนหายใจ
เถ้าแก่สวีทราบดีว่าครอบครัวของสวี่หยางฐานะไม่ค่อยดี ดังนั้นเขาจึงไม่เอ่ยอะไรก่อนจะหยิบถุงสามใบมาเปิดดู
เถ้าแก่ชะงักไปชั่วขณะทันทีที่เห็นของข้างใน มันคือหญ้าหลิงซวีสีสันสดใส ทั้งลำต้น ใบและรากหนา ดูไม่เหมือนหญ้าหลิงซวีที่เติบโตได้ในทุ่งวิญญาณอันแห้งแล้งเลยสักนิด
“หญ้าหลิงซวีอายุหนึ่งปีหรือ?”
เถ้าแก่สวีประหลาดใจ
“เถ้าแก่ช่างตาแหลมนัก” สวี่หยางเตรียมข้อแก้ต่างไว้แล้ว “ไม่นานมานี้ข้าเพิ่งเรียนรู้เคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณจนรู้แจ้ง แต่คาดไม่ถึงว่าพอลงมือปลูกหญ้าหลิงซวีจะได้ผลลัพธ์ที่ดีขนาดนี้!”
“ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมยิ่งนัก”
เถ้าแก่สวีไม่สนใจข้ออ้างของสวี่หยาง เหล่าผู้ปลูกหญ้าหลิงซวีซึ่งใช้ชีวิตที่นี่ล้วนมีความสามารถ แม้ปริมาณของต้นที่มีอายุหนึ่งปีในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวจะมีไม่มาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเสียทีเดียว
“ยังขายได้ราคาเท่าเดิมใช่หรือไม่?” สวี่หยางถาม
“อืม หญ้าหลิงซวีนี้ขายได้ในราคาเศษหินวิญญาณหนึ่งร้อยยี่สิบก้อนต่อต้น ซึ่งคิดเป็นหินวิญญาณสิบสี่ก้อนกับเศษหินวิญญาณสี่สิบก้อน ข้าขอซื้อทั้งหมดในราคาหินวิญญาณสิบห้าก้อนก็แล้วกัน”
สวี่หยางทราบว่าเถ้าแก่สวีกำลังแสดงเจตนาดี
ในอดีต เถ้าแก่สวีเป็นคนสุภาพเพียงผิวเผิน จึงเป็นการยากนักที่จะยอมให้ราคามากเช่นนี้ เขาคาดเดาว่าอีกฝ่ายต้องการผูกมัดผลประโยชน์นี้ในระยะยาว
“ขอบคุณเถ้าแก่สวีที่ใจกว้างเพียงนี้”
สวี่หยางรับหินวิญญาณขนาดเท่าลูกปิงปองจำนวนสิบห้าก้อนมา หลังจากตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่มีความผิดปกติ เขาก็ใส่พวกมันแยกกันในถุงสามใบก่อนจะซ่อนไว้สามตำแหน่งตามร่างกาย
หลังออกจากที่นี่ ชายหนุ่มก็ตรงไปร้านขายของชำซึ่งอยู่ติดกันเพื่อซื้อข้าววิญญาณหนึ่งถุง ไก่วิญญาณหนึ่งตัว ไข่ไก่วิญญาณหลายสิบฟอง และปลาเฉาฮื้อครึ่งวิญญาณธรรมดาอีกสองตัว
ตอนที่กำลังจะออกมา สายตาก็เหลือบไปเห็นหนังสือเกี่ยวกับกำลังภายในอยู่ท่ามกลางกองหนังสือเก่าในร้านขายของชำ มันคือวิชายุทธ์ธรรมดาที่ออกแบบมาให้คนทั่วไปฝึกฝนโดยเฉพาะ
แม้มันจะไม่มีประโยชน์สำหรับเขา แต่เมื่อคิดว่าอย่างน้อยภรรยาก็สามารถฝึกฝนวิชายุทธ์มนุษย์เพื่อทำให้ร่างกายแข็งแกร่งกับยืดอายุขัยมากขึ้นได้ ชายหนุ่มก็ตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้ติดมือมาทันที
หินวิญญาณห้าก้อนถูกใช้ไปในพริบตา
จากนั้นเขามาที่ร้านขายยันต์แล้วใช้หินวิญญาณหกก้อนเพื่อซื้อยันต์อัคคีขั้นต่ำระดับหนึ่ง
เนื่องจากเหตุการณ์ช่วงนี้ไม่สงบสุข เขาจึงซื้อยันต์อัคคีเพื่อป้องกันตัวเอง โดยยันต์นี้สามารถใช้จัดการกับผู้อยู่ต่ำกว่าขอบเขตกลั่นลมปราณระดับห้าได้ แม้จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่อย่างน้อยก็สามารถสร้างบาดแผลได้ไม่น้อย
แน่นอนว่าเขาไม่สามารถซื้อยันต์โจมตีราคาแพงได้ จึงต้องใช้สิ่งนี้เพื่อป้องกันตัวไปก่อน
สวี่หยางถอนหายใจหลังเดินออกจากร้าน "ของทางโลกนับว่าไม่มีค่า ส่วนวิชายุทธ์ล้ำเลิศก็ไม่อาจเทียบค่ากับยันต์อัคคีขั้นต่ำแบบใช้แล้วทิ้งได้"
ชายหนุ่มลองชั่งน้ำหนักถุงเงินในมือ "เฮ้อ พริบตาเดียวก็เหลือหินวิญญาณสี่ก้อนแล้ว"
เพราะข้อจำกัดทางการเงิน สวี่หยางจึงไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยมากเกินไป หลังออกจากร้าน เขาก็ไม่รีบเดินกลับบ้าน แต่แวะดูว่ามีค่ายกลป้องกันมือสองสภาพดีขายที่แผงขายของหรือไม่
แม้จะยังไม่มีกำลังซื้อ แต่เขาก็อยากสอบถามราคาเผื่อไว้ก่อน
[1] 1 หมู่ เท่ากับ 166.5 ตารางวา หรือ 666 ตารางเมตร
ตอนที่ 3 โลกเซียนช่างโหดร้าย
ตอนที่ 3 โลกเซียนช่างโหดร้าย
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าถึงปีนี้พวกเราจะเก็บเกี่ยวได้มาก แต่ตระกูลสวีกลับบอกว่าอาจจะขึ้นค่าเช่าที่ดินอีกสามส่วน! ทั้งยังมีการเก็บล่วงหน้าด้วย”
“ว่าไงนะ ต่อให้ปีนี้พวกเราจะเก็บเกี่ยวได้ดี แต่ก็ไม่ได้มีจำนวนมากขนาดนั้นหรอกนะ อีกทั้งช่วงนี้ก็มีศัตรูพืชระบาด หลายคนสูญเสียเงินไปมากมายเลยนะ”
“ช่วยไม่ได้ ตระกูลสวีกับจักรพรรดิสัตว์ร้ายตระกูลโจวอาจกำลังต่อสู้เพื่อแย่งแหล่งจับปลา ทำให้พวกเขาใช้ข้ออ้างนี้ในการรีดไถหินวิญญาณเพื่อซ่องสุมกำลังพลก็ได้”
“นี่ ทำไมพวกเขาถึงต้องทะเลาะกันด้วย ไม่รู้หรือไงว่ามันทำให้พวกเราลำบาก”
“ทุกคนต่างทราบอยู่แล้วว่าความสัมพันธ์ของจักรพรรดิสัตว์ร้ายตระกูลโจวกับตระกูลสวีไม่สู้ดี ด้วยเหตุนี้จึงมีการเตรียมหินวิญญาณเพื่อจ่ายค่าเช่า ซึ่งแคว้นตะวันออกได้เรียกเก็บค่าเช่าที่ดินล่วงหน้าแล้ว ข้ายังได้ยินมาว่ามีหลายครอบครัวที่จ่ายไม่ไหวจนถึงขั้นถูกขับออกจากเมือง!”
“โหดเหี้ยมยิ่งนัก พวกเราผู้มีขอบเขตการฝึกตนต่ำย่อมไม่สามารถมีชีวิตรอดได้ แล้วข้างนอกนั่นก็ยังมีสัตว์อสูรกับโจรอยู่เต็มไปหมด…”
“จริงหรือเนี่ย เฮ้อ ไม่คิดจะเหลือทางรอดให้คนอื่นเลยหรือ”
ที่แผงขายของแห่งหนึ่ง สวี่หยางรู้สึกวิตกขณะฟังบทสนทนาของผู้บำเพ็ญที่อยู่รอบข้าง
น่าแปลกที่มีการเรียกเก็บค่าเช่าที่ดินล่วงหน้า
แม้ว่าบ้านของเขาจะเป็นมรดกที่ตกทอดมาจากครอบครัว แต่ที่ดินก็ยังต้องเช่า หากไม่สามารถจ่ายค่าเช่าได้ ตามกฎของตระกูลสวีแล้ว แม้แต่บ้านก็ต้องถูกยึด
ค่าเช่าที่ดินหนึ่งหมู่ต่อปีอยู่ที่หินวิญญาณสิบก้อน ส่วนเขามีที่ดินสองหมู่ หากราคาเพิ่มขึ้นสามส่วน หมายความว่าต้องจ่ายหินวิญญาณถึงยี่สิบหกก้อน!
ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น หากต้องจ่ายทั้งค่าเช่าและซื้อค่ายกลป้องกัน หินวิญญาณในมือย่อมไม่เพียงพอ!
ระหว่างทางกลับบ้าน เขาเห็นผู้ปลูกถ่ายวิญญาณหลายคนโชกไปด้วยเหงื่อ บ้างกำลังซื้อยาฆ่าแมลง บ้างก็ขอให้ยอดฝีมือที่รู้จักกันช่วยกำจัดแมลงให้
เมื่อเดินผ่านบ้านของเหล่าหวัง เขาก็พบหลานชายกับสหายอีกสองคนกำลังร้องไห้คร่ำครวญอยู่ในบ้าน
เหล่าหวังและภรรยามนุษย์อาศัยอยู่ที่นี่มาหลายสิบปีโดยไม่มีทายาท ดังนั้นบ้านหลังนี้จึงตกทอดมาสู่หลานชาย แน่นอนว่าหญ้าหลิงซวีซึ่งอยู่ในที่ดินก็กลายเป็นของเขาเช่นกัน
…
ไม่ช้าสวี่หยางก็มาถึงทางเข้าจวนสูงตระหง่าน
ที่นี่คือเรือนของนักเล่นแร่แปรธาตุที่ขายยาฆ่าแมลง
แม้คะแนนพิเศษในตอนนี้จะสามารถทำให้ต้นวิญญาณเติบโตได้ แต่หนอนผีเสื้อวิญญาณก็ยังคงต้องได้รับการแก้ไข หาไม่แล้วเมล็ดวิญญาณจะถูกพวกมันกัดกินในการปลูกครั้งต่อไป
หากไปร้านใหญ่ก็ต้องซื้อยาฆ่าแมลงในราคาแพง
ถึงอย่างไรเขาก็เคยซื้อจากที่นี่มาก่อน เนื่องจากผลของมันใกล้เคียงกับที่ขายในร้านใหญ่ เพียงแต่บางครั้งมันก็ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน
แต่นักเล่นแร่แปรธาตุกับเขา รวมถึงชาวบ้านกว่าครึ่งนับว่าเป็นเพื่อนบ้าน ทำให้ไม่ขาดแคลนสินค้าเงินทอง ต่างฝ่ายต่างไม่หลอกลวงกัน
ประตูเปิดอยู่ก่อนแล้ว ภายในลานบ้านมีพี่น้องคู่หนึ่งยืนอยู่ พวกเขามีร่างสูงใหญ่ เสื้อผ้าที่ใส่เป็นชุดคลุมราคาแพงซึ่งมีผลในการป้องกัน ทนน้ำทนไฟ
นักเล่นแร่แปรธาตุไม่ใช่ใครอื่นนอกจากพี่ชาย ส่วนน้องสาวของเขาเป็นผู้ช่วย ซึ่งทั้งสองมีกลิ่นหอมของยาอบอวลทั่วกาย
พวกเขาต่างเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเจ็ด นับว่าเป็นหนึ่งในยอดฝีมือสูงสุดในพื้นที่นี้
เมื่อเห็นสวี่หยางเข้ามา ใบหน้าของทั้งสองก็สงบจนดูเย็นชา
สวี่หยางเห็นจนชินตาแล้ว ถึงอย่างไรสองคนนี้ก็เป็นยอดฝีมือขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเจ็ด ส่วนเขาเป็นเพียงผู้บำเพ็ญมนุษย์ระดับต่ำที่ไม่แม้แต่จะสามารถสบตาอีกฝ่ายได้
นับว่าดีแค่ไหนแล้วที่อีกฝ่ายมีของพอที่จะขายให้เขา
สวี่หยางเดินเข้ามาแล้วเอ่ยด้วยความสุภาพ "ผู้อาวุโสเกาหยวน"
“อืม สหายเต๋าสวี่ เจ้าต้องการซื้อยาฆ่าแมลงอย่างนั้นหรือ?” เกาหยวนเงยหน้าทักทายสวี่หยางพร้อมกล่าวถึงจุดประสงค์การมาของอีกฝ่ายทันที
สวี่หยางพยักหน้าเล็กน้อย “ผู้อาวุโสทราบด้วยหรือขอรับ?”
“อื้ม เมื่อเช้านี้มีผู้ปลูกถ่ายวิญญาณที่เหมือนกับเจ้าหลายคนบอกว่ามีแมลงรบกวน พวกเขาจึงมาหาข้าเพื่อซื้อน้ำยาฆ่าแมลง”
ขณะเอ่ย น้องสาวของเกาหยวนก็หยิบขวดยาออกมาแล้วมองไปทางสวี่หยาง "หินวิญญาณสี่ก้อน"
สวี่หยาง “…”
“แค่ก ๆ ก่อนหน้านี้ราคาหนึ่งขวดอยู่ที่หินวิญญาณสามก้อนไม่ใช่หรือ?” สวี่หยางหัวเราะแห้ง
“ช่วงนี้ราคาวัตถุดิบขึ้นน่ะ” เกาหยวนอธิบายอย่างใจเย็นราวกับไม่สนว่าอีกฝ่ายจะซื้อหรือไม่
น้องสาวของเกาหยวนเอ่ยว่า "ที่บ้านพวกข้าก็เหลือเพียงไม่กี่ขวดแล้ว หากเจ้าไม่ซื้อ เดี๋ยวก็โดนคนอื่นมาซื้อจนหมดหรอก!"
เมื่อไม่มีทางเลือก สวี่หยางจึงทำได้เพียงกลั้นใจหยิบหินวิญญาณสี่ก้อนออกมา
บัดนี้เขาไม่เหลือเงินติดตัวแล้ว!
…
ทางเข้ากระท่อมปิดสนิท
หลินอวี้ขยับสะโพกเล็กน้อยยามใช้ขวานตัดฟืนในลานบ้าน ทำให้ศีรษะของนางเต็มไปด้วยเหงื่อเพราะความเหนื่อยล้า
หลังจากสวี่หยางออกไป หลินอวี้ก็ไม่ทราบว่าจะทำอะไร แต่ในอดีตผู้เป็นพ่อเคยบอกว่าหากแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว นางต้องเริ่มหางานและขยันขันแข็งให้มากเพื่อที่ครอบครัวฝั่งสามีจะได้มีความสุขและปฏิบัติต่อตนเป็นอย่างดี
ดังนั้นเมื่อเห็นฟืนกองอยู่ในลานบ้าน นางก็เริ่มผ่าพวกมัน
แต่นางในฐานะมนุษย์ยังไม่เคยฝึกวิชายุทธ์ ร่างกายจึงอ่อนแอมาก ดังนั้นหลังจากผ่าฝืนไปได้เพียงชั่วครู่ก็หมดแรง บนมือเล็กทั้งสองเริ่มปรากฏรอยแตก
ก๊อก ๆ! ก๊อก ๆ! ก๊อก ๆ ๆ!!!
นางรีบหันไปทันทีที่เสียงเคาะประตูดังขึ้น และทราบว่าคนที่เคาะประตูจะต้องเป็นสวี่หยางแน่นอน เพราะเมื่อคืนอีกฝ่ายบอกว่าช่วงนี้นอกเมืองค่อนข้างอันตราย หากกลับถึงบ้านจะเคาะประตูสั้นสองครั้งและยาวหนึ่งครั้งเพื่อเป็นการสื่อว่าเขากลับมาแล้ว
หากผิดไปจากนี้อย่าได้เปิดประตูเป็นอันขาด
ด้วยค่ายกลป้องกันอันเรียบง่ายในลานบ้าน ขอเพียงนางไม่เปิดประตู ผู้บำเพ็ญมนุษย์ระดับต่ำก็ไม่สามารถทำอันตรายได้
นางรีบเปิดประตูก่อนจะพบใบหน้าอันคุ้นเคย จึงเผยรอยยิ้มผ่อนคลายขณะที่ใบหน้าสะสวยเต็มไปด้วยความยินดี “สามี เจ้ากลับมาแล้ว”
นางรับของในมือสวี่หยางก่อนจะปิดประตูแล้วสวมกอดอีกฝ่าย
"เกิดอะไรขึ้น?"
เมื่อเห็นพฤติกรรมที่แปลกประหลาดของภรรยา สวี่หยางจึงลูบหลังของนางแผ่วเบา
“ตอนข้าอยู่ที่ประตูได้ยินเสียงคนเดินผ่านมาบอกว่ามีโจรฆ่ายกครัวอยู่ที่นี่ ข้าก็เลยกลัวน่ะ”
“ไม่ต้องห่วง ข้าอยู่นี่แล้ว คนที่ตายคือครอบครัวของเหล่าหวัง ค่ายกลป้องกันของครอบครัวเขาเพิ่งพังไปได้ไม่นาน ส่วนของพวกเรายังไม่พัง”
หลินอวี้ผละออกจากอ้อมแขนอีกฝ่ายเมื่อได้ยินเช่นนี้ ก่อนจะเอ่ยอย่างแผ่วเบา "โล่งอกไปที แล้วเจ้าซื้ออะไรมาบ้างหรือ?"
“ข้าซื้อข้าววิญญาณกับไก่วิญญาณมาเพื่อเติมเต็มพลังงานให้เจ้าโดยเฉพาะ!”
ไก่วิญญาณสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้กับผู้ที่กินมันเข้าไปได้
“งั้นเดี๋ยวข้าทำอาหารให้” หลินอวี้แย้มยิ้มและเตรียมที่จะจากไป
“เดี๋ยวนะ เจ้าเพิ่งไปผ่าฟืนมาหรือ?”
เขาเหลือบมองฟืนบนพื้น จากนั้นก็มองมือเล็กที่มีรอยแตกของหลินอวี้
“ข้าไม่มีอะไรทำก็เลยอยากช่วยแบ่งเบาภาระให้เจ้า”
“หลังจากนี้อย่าทำงานหนักอีก ส่วนอันนี้ของเจ้า”
สวี่หยางหยิบหนังสือวิชายุทธ์ออกมา "วิชายุทธ์นี้มีผลในการเสริมกำลังและหล่อเลี้ยงร่างกาย มันเป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถฝึกฝนได้ หากเจ้าฝึกฝนวิชานี้ ร่างกายและกระดูกจะต้องดีขึ้นจนสามารถให้กำเนิดลูกชายอ้วนจ้ำม่ำได้แน่นอน”
"ขอบคุณนะ"
หลินอวี้รับหนังสือวิชายุทธ์มาอ่านด้วยความรู้สึกยินดี เพราะร่างกายอ่อนแอจึงทำให้นางวิตกมาตลอด ต่อให้ภายภาคหน้าจะมีทายาท ก็กลัวว่าลูกที่เกิดมาจะมีร่างกายอ่อนแอไม่ต่างกัน
บัดนี้นางมีวิชายุทธ์อยู่กับตัว นอกจากทำให้ชีวิตดีขึ้นแล้ว ยังสามารถยืดอายุและช่วยรักษารูปร่างหน้าตา ไม่ทำให้ถูกสามีรังเกียจในอนาคตได้ด้วย
ขณะกำลังอ่านอย่างจริงจัง หลินอวี้ก็ส่งเสียงร้องแผ่วเบาออกมาก่อนจะตระหนักว่าร่างของตนถูกอุ้มขึ้น
“สามีคิดจะทำอะไรน่ะ?” เมื่อเห็นสายตาประหนึ่งหมาป่าของสวี่หยาง หลินอวี้ก็รู้สึกไร้เรี่ยวแรง
“กลับเข้าไปในบ้านก่อน”
ยามสวี่หยางสูดดมกลิ่นตัวของหลินอวี้ก็รู้สึกเสียววูบในช่องท้อง เขาจึงอุ้มนางเข้าไปในบ้านทันที
“สามีเพิ่งจะกลับมา พวกเรา…”
หลินอวี้ไม่อาจเอ่ยได้ทันเวลา แล้วนางก็ส่งเสียงครวญครางหวานปานน้ำผึ้งออกมา
หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป*[1] หลินอวี้ก็หน้าแดงก่ำขณะมองสวี่หยางอย่างอ่อนโยน "สามีดูแลผู้อื่นเก่งเหลือเกิน เจ้าเหนื่อยมามากแล้ว เดี๋ยวข้าไปทำอาหารมาให้"
สิ้นคำ หัวใจของหลินอวี้ก็พองโตขณะเดินไปเตรียมอาหารที่ห้องครัว
สวี่หยางเปิดหน้าจอขึ้นมา เมื่อไม่พบข้อความแจ้งเตือนใด ๆ เขาจึงคาดเดาว่ามันอาจจะปรากฏขึ้นในวันถัดไป
จากนั้นเขาก็ตรงไปฉีดยาฆ่าแมลงในที่ดิน
แม้หญ้าหลิงซวีที่เหลือจะปลอดภัยดี แต่ก็ยังมีวัชพืชบางชนิดเติบโต และแย่งชิงปราณวิญญาณที่กักเก็บอยู่ข้างในจนไม่เอื้อต่อการเติบโตของต้นหญ้า
สวี่หยางเริ่มกำจัดวัชพืช หลังจากทำไปสักระยะ เขาก็ตรวจสอบซ้ำก่อนจะพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
ยังมีหญ้าหลิงซวีแปดสิบแปดต้นที่เหลืออยู่ หลังจากเก็บเกี่ยวพวกมันแล้ว เขาก็คิดว่าจะปลูกพืชวิญญาณที่ดีกว่าอย่างเสาวรส เพื่อจะได้หินวิญญาณมากขึ้น
เสาวรสเป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง หลังจากกินเข้าไปแล้วจะมีผลในการฟื้นฟูพลังวิญญาณ บำรุงเลือดลมปราณ ทั้งยังสามารถใช้เป็นยาได้ด้วย
พวกผู้บำเพ็ญมนุษย์ระดับต่ำที่ไม่สามารถซื้อยารักษาได้จะกินผลไม้เหล่านี้เพื่อประหยัดเงิน ซึ่งนับว่าเป็นของที่ขายดีมากในตลาดขนาดใหญ่
"แต่ว่า…"
สวี่หยางคิ้วขมวด ตามประสบการณ์ของร่างเดิม เมื่อใดที่พืชผลบนที่ดินของผู้ปลูกถ่ายวิญญาณโตเต็มที่ ทั้งโจรและนกจะบุกเข้ามากินพวกมัน
เขาจำได้ว่าก่อนหน้านี้เคยปลูกเสาวรสไว้บ้าง แต่น่าเสียดายที่พวกมันถูกขโมยไประหว่างเก็บเกี่ยว ส่งผลให้ในปีนั้นเขาสูญเสียเงินไปมหาศาล หลังจากจ่ายค่าเช่าแล้วก็ทำให้เงินเก็บเหลืออยู่น้อยนิด
ซึ่งมีสองวิธีในการแก้ปัญหานี้
วิธีแรกคือนอนเฝ้าทั้งวันทั้งคืนในช่วงเก็บเกี่ยว
วิธีที่สองคือติดตั้งค่ายกลหรือหุ่นเชิด
ขณะครุ่นคิด ชายหนุ่มก็ใช้งานเคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณเพื่อถ่ายปราณวิญญาณเข้าสู่หญ้าหลิงซวี ผ่านไปสักพัก หญ้าหลิงซวีซึ่งอยู่ตรงหน้ายิ่งเจิดจ้า ส่วนกิ่งก้านใบก็ยิ่งเงางาม
"อื้ม ผลของเคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณในสภาพสมบูรณ์ดีขึ้นเยอะ"
“สามี อาหารพร้อมแล้ว”
"โอ้ กำลังไป"
สวี่หยางปัดมือแล้วกลับไปพักผ่อนที่บ้าน
ตกกลางคืน
ลมหายใจอันถี่เร็วของหลินอวี้สงบลงอย่างเชื่องช้า นางค่อย ๆ เลื่อนตัวออกจากร่างของสวี่หยางพลางห่มผ้าให้ จากนั้นสวมกอดอีกฝ่าย "สามี ครั้งหน้าช่วยสอนวิธีทำนาให้ที ข้าจะได้ช่วยแบ่งเบาภาระบางส่วนให้เจ้าได้"
“อื้ม ไม่ต้องห่วง เจ้าควรฝึกฝนวิชายุทธ์ก่อน”
แม้มนุษย์จะไม่มีรากฐานวิญญาณ แต่ก็ยังสามารถฝึกฝนวิชายุทธ์ได้เร็วขึ้นในโลกเซียนแห่งนี้
…
ไม่กี่วันต่อมา สวี่หยางยังคงทดสอบระบบนิ้วทองของตนก่อนจะได้ข้อสรุป
แก่นแท้ของระบบนี้คือการส่งเสริมให้คู่รักอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง
ไม่ว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างปรองดองในช่วงกลางวันหรือกลางคืนก็จะได้รับคะแนนพิเศษเมื่อคุณตื่นขึ้นในวันถัดไป
ซึ่งคะแนนพิเศษจะถูกกำหนดตามความชอบและความสุขของภรรยา
เช่นเมื่อสามวันก่อน ความชอบของภรรยาอยู่ที่หนึ่งร้อย เมื่อทำให้นางพึงพอใจมาก วันต่อมาก็จะได้รับสามสิบแต้ม
เมื่อสองวันก่อน เนื่องจากไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย จึงได้รับเพียงสิบเอ็ดแต้ม
เมื่อวาน เขาไม่ได้ทำกิจกรรมร่วมกับภรรยา ทั้งสองคนฝึกตนเพียงลำพัง ด้วยเหตุนี้จึงได้รับคะแนนพิเศษมาเพียงสามแต้มในตอนเช้า ทำให้เขารู้สึกหดหู่นัก
เช้าวันต่อมา หลินอวี้ตื่นแต่เช้าเพื่อทำอาหาร เมื่ออาหารถูกวางบนโต๊ะ นางก็พบว่าสวี่หยางไปที่ทุ่งนาอีกครั้ง
“สามีขยันเหลือเกิน แต่ว่า…”
นางครุ่นคิดบางอย่าง ก่อนที่ใบหน้าจะแดงก่ำ ตนในฐานะภรรยาใหม่รู้สึกว่าสามีค่อนข้างทำกิจกรรมนั้นบ่อยครั้ง ถึงแม้จะเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ก็อดไม่ได้ที่จะกังวลเกี่ยวกับความล่าช้าในการฝึกตนของอีกฝ่าย
โชคดีที่สามีมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ซึ่งเขามักจะตรงไปที่ทุ่งนาทุกเช้า
นางตักข้าววิญญาณจนเต็มชามพลางวางผักไว้ด้านบน จากนั้นจึงนำมันใส่ในตะกร้าแล้วมุ่งหน้าสู่ทุ่งนาเพื่อส่งอาหาร
…
[ชื่อ: สวี่หยาง]
[คะแนนพิเศษ: 24 แต้ม]
[ขอบเขตพลัง: ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสอง]
[วิชายุทธ์: เคล็ดหล่อเลี้ยงลมปราณของตระกูลสวี่ขั้นเชี่ยวชาญ: 0/40]
[เคล็ดวิชา: เคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณขั้นชำนาญ: 0/20]
[พลังวิเศษ: ความเป็นอมตะ]
[ความชอบของภรรยาหลินอวี้: 100]
ในสามวันที่ผ่านมา หลังจากคะแนนพิเศษทะลุไปถึงสี่สิบสี่แต้ม เขาก็เพิ่มแต้มให้กับเคล็ดหล่อเลี้ยงลมปราณจนบรรลุถึงขั้นเชี่ยวชาญ
ด้วยยี่สิบสี่แต้มที่เหลือ เขาวางแผนจะเก็บเกี่ยวหญ้าหลิงซวีที่เหลือเพื่อให้ได้รับหินวิญญาณมากขึ้น ก่อนจะนำไปซื้อเคล็ดวิชาเพื่อปกป้องวิถีของตนเอง
สวี่หยางพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเพิ่มปราณเข้าไปในต้นหญ้าอีกเล็กน้อย
ผ่านไปสักพัก หญ้าหลิงซวีอายุหนึ่งปีจำนวนยี่สิบสี่ต้นก็ถูกเก็บเกี่ยว
เขาสามารถนำสิ่งนี้ไปแลกเปลี่ยนเป็นหินวิญญาณได้สามสิบก้อน
“รวยแล้ว รวยแล้ว!”
เขารีบมองรอบข้าง หลังจากแน่ใจว่าไม่มีใคร ชายหนุ่มก็ถอดเสื้อและห่อหญ้าหลิงซวีจำนวนมากไว้ข้างใน
หัวใจของเขายิ่งเต้นระรัว หินวิญญาณสามสิบก้อนย่อมเป็นเงินจำนวนมหาศาล ถึงอย่างไร ร่างเดิมต้องทำงานหนักถึงหนึ่งปีจึงจะพอเก็บหินวิญญาณได้ประมาณสามสิบก้อน แต่เพียงหนึ่งอึดใจ ตนกลับสามารถหาได้เป็นจำนวนมาก
หากเพื่อนบ้านทราบเรื่องขึ้นมา ตนคงจะลำบากไม่น้อย ทั้งยังมีโอกาสดึงดูดโจรที่เต็มไปด้วยความละโมบมาด้วย
หลังจากดูหญ้าหลิงซวีที่เหลือ เขาก็ลอบตัดสินใจว่าจะซื้อค่ายกลป้องกันมือสองหลังจากขายต้นหญ้าแล้ว
สำหรับค่ายกลป้องกันใหม่ ต่อให้เป็นอันที่ถูกที่สุดก็มีราคาเท่ากับหินวิญญาณห้าสิบก้อน แต่ถ้าเป็นของมือสองก็มีราคาเพียงไม่กี่สิบก้อนเท่านั้น
ตอนนี้เองที่เขาเห็นหลินอวี้กำลังเดินมาหา ชายหนุ่มจึงจับมืออีกฝ่ายเดินกลับบ้าน
…
“สามีเกี่ยวหญ้าหลิงซวีได้เยอะอีกแล้ว แต่ละต้นเติบโตงดงามถึงเพียงนี้ ข้าคิดว่าพวกมันดีกว่าที่คนอื่นปลูกแน่นอน”
หลังจากเข้าไปในบ้าน หลินอวี้ก็หยิบหญ้าหลิงซวีต้นหนึ่งขึ้นมาอย่างระมัดระวังแล้วอดไม่ได้ที่จะสูดกลิ่น ฉับพลันนั้นนางทั้งรู้สึกประหลาดใจและยินดี
“เจ้าสัมผัสได้สินะ!”
สวี่หยางหัวเราะ
“อื้ม ถึงแม้ข้าจะไม่รู้วิธีทำนา แต่ก็เคยเห็นคนขายหญ้าหลิงซวีมาก่อน เลยพอรู้ว่าต้นไหนมีคุณภาพดี”
ก๊อก ๆๆ!!!
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
สวี่หยางรีบขอให้หลินอวี้ซ่อนของในห้องนอน นางเข้าใจก่อนจะเข้าห้องพร้อมของในมือ
จากนั้นสวี่หยางจึงเดินไปเปิดประตู เจ้าของเสียงเคาะเมื่อครู่ก็คือหลี่ต้าต่งผู้เป็นเพื่อนบ้านเรือนเคียง
“พี่สวี่ หลานชายของเหล่าหวังและภรรยาเชิญไปกินข้าวเย็น พวกเราทุกคนต่างเป็นเพื่อนบ้าน ไปด้วยกันเถอะ”
[1] 1 ก้านธูป เท่ากับ 20-30 นาที