คุยกับนักเขียนในชุดกราวน์ “หมอแซม” เจ้าของนามปากกา “SAMMON” ผู้ถือคติ “การรักษาคนไข้คืออาชีพ การรักษาใจตัวเองคือการได้ทำในสิ่งที่ชอบ”
อาจดูเหมือนว่าเรื่อง “วิชาการ” กับ “จินตนาการ” นั้นไม่ค่อยเข้ากันสักเท่าไร บ้างก็ชอบในสิ่งที่ให้ความรู้ บ้างก็บอกว่าจินตนาการสำคัญกว่าเป็นไหน ๆ เหมือนอย่างที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์กล่าวว่า “ความรู้เป็นสิ่งจำกัด ในขณะที่จินตนาการขับเคลื่อนโลกทั้งใบ” แต่ทว่าสำหรับเจ้าของนามปากกา “SAMMON” คุณหมอที่มีใจรักอาชีพนักเขียน กลับเลือกทำให้เรื่องวิชาการกับความคิดสร้างสรรค์เป็นสองสิ่งที่เอื้อต่อกันได้อย่างลงตัว
SAMMON คือนามปากกาของ แพทย์หญิงอิสรีย์ ศิริวรรณกุลธร แพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว ซึ่งอาจยังไม่ค่อยมีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วคุณหมอมีชื่อเล่นแสนน่ารักว่า “เอิงเอย” เพราะนักอ่านหลายคนเรียกเธอว่า ‘หมอแซม’ ตามชื่อนามปากกาที่หลายคนรู้จักเพราะเป็นแฟนพันธุ์แท้นิยาย ขณะที่หลายคนก็เพิ่งเริ่มรู้จักชื่อหมอแซมจากซีรีส์ที่ถูกดัดแปลงมาจากงานเขียนของเธอ แต่ไม่ว่าจะรู้จักเธอในรูปแบบไหน พวกเขาต่างก็ชื่นชอบเธอในฐานะนักเขียนที่บอกเล่าเรื่องราวได้อย่างครบรสชาติ
บนเส้นทาง ‘นักเขียน’
ซึ่งก่อนจะมาเป็นนักเขียนหมอแซมเคยเป็นนักอ่านตัวยงมาก่อน จริงอยู่ที่ห้องสมุดมักเป็นพื้นที่ในการหาข้อมูลเชิงวิชาการเป็นส่วนใหญ่ แต่หมอแซมก็เหมือนเด็กทั่ว ๆ ไปที่ชอบเข้าห้องสมุดเพื่อจุดประสงค์บางอย่างที่นอกเหนือจากอ่านหนังสือเรียน แน่นอนว่าการเข้าห้องสมุด แล้วตรงดิ่งไปที่หมวดหมู่นิยายเป็นเรื่องปกติสำหรับเธอ
“ตัวเองชอบอ่านนิยาย อ่านการ์ตูน รวมไปถึงวรรณกรรมเยาวชน พออ่านแล้วก็รู้สึกชอบ อยากสร้างโลกที่เป็นแบบในนิยายที่อ่าน อยากสร้างตัวหนังสือของตัวเองบ้าง จึงเริ่มหัดเขียน” เธอเล่าถึงที่มาที่ไปของความชอบนี้
แพทย์หญิงอิสรีย์ ศิริวรรณกุลธร เจ้าของนามปากกา SAMMON
ดังนั้นหมอแซมจึงเริ่มเขียนนิยายมาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นประถม และค่อย ๆ เปลี่ยนจากการเขียนนิยายลงในสมุด มาเป็นการพิมพ์ลงบนคอมพิวเตอร์ในช่วงมัธยม ย้อนกลับไปตอนที่เขียนนิยายในช่วงแรก ๆ เธอไม่เคยเผยแพร่เรื่องราวที่บอกเล่าเอาไว้ออกไปให้ใครได้อ่าน มีเพียงเพื่อนที่สนิทเท่านั้นที่ได้อ่านนิยายของเธอในช่วงวัยเด็ก กว่าจะเขียนนิยายแล้วเผยแพร่สู่สาธารณะ ก็กินเวลายาวนานจนเมื่อเธอเรียนแพทย์ปี 5 ซึ่งจุดเริ่มต้นเกิดจากในช่วงนั้นหมอแซมได้เรียนวิชาจิตเวช และการเรียนแพทย์ปี 5 ไม่ได้หนักหนาเท่าชั้นปีก่อนหน้านี้ เธอจึงได้เริ่มคิดถึงการเขียนเพื่อเผยแพร่แทนที่จะเก็บเอาไว้เหมือนอย่างเคย
“เนื้อหาจิตเวชเป็นอะไรที่เราสนใจแล้วก็ชอบมาก ๆ ก็เลยมีแรงบันดาลใจ อยากลองเขียนเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับจิตเวช จึงกลายมาเป็นเรื่อง ‘Diagnosis’ (การวินิจฉัย) ซึ่งเป็นนิยายเรื่องแรกที่ได้เผยแพร่ลงไปในเว็บไซต์สาธารณะ พอผ่านไปประมาณ 2 สัปดาห์ ก็มีสำนักพิมพ์ติดต่อเข้ามาขอนำเรื่องไปตีพิมพ์ทันที ตอนนั้นเราเขียนไปได้แค่ 10 กว่าตอนทำให้ต้องรีบเขียนให้จบ เพราะมันจะต้องตีพิมพ์แล้ว และนี่ก็เป็นโอกาสที่ไม่ได้มีมาง่าย ๆ ยิ่งเป็นสิ่งที่เราอยากทำ เหนื่อยแค่ไหนก็ต้องเขียนให้เสร็จ จนเวลาล่วงเลยไปช่วงเรียนปี 6 การเรียนหมอปีสุดท้ายทำให้ต้องอยู่เวรข้ามคืน เรียกได้ว่าต้องทำงานหนักเสมือนกับจะเป็นหมอคนหนึ่งแล้ว แต่เราก็ไม่ท้อ สุดท้ายก็สู้จนเขียนเสร็จ แล้วก็ได้ตีพิมพ์ขึ้นมาจริง ๆ ตอนนั้นดีใจมากที่ทำได้ แล้วพอทำได้สำเร็จแล้วก็อยากทำอีก เลยเริ่มเขียนเรื่องใหม่”
เธอบอกว่าผลตอบรับค่อนข้างดี เพราะช่วงนั้นเป็นขาขึ้นของวงการ “วายไทยซีรีส์” กระแสวายเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ นิยายวายจึงขายดีมากในช่วงนั้น ทางด้านสำนักพิมพ์นิยายก็เกิดใหม่มากขึ้น จึงได้เริ่มมองหานิยายวายเพื่อไปตีพิมพ์ แต่ถึงอย่างไรหมอแซมก็บอกว่านิยายของเธอไม่ได้โด่งดังขนาดนั้น แต่การที่สำนักพิมพ์ยอมเสี่ยงกับเธอก็นับว่าเป็นความโชคดี
นอกจากกระแสวายที่ยังไม่สร่างซา แต่หมอแซมก็มีแนวทางการสร้างสรรค์เรื่องราวในมิติอื่น ๆ อยู่ด้วย
“เราวางแผนว่าจะเขียนเรื่องทนาย ถึงแม้ความรู้ด้านกฎหมายจะเป็นเรื่องค่อนข้างไกลตัว แต่ก็รู้สึกถึงความท้าทาย คิดว่าเนื้อหาแนวทนาย กฎหมาย หรือการต่อสู้กันในชั้นศาลเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ยิ่งกฎหมายบางอย่างในประเทศไทยหลายคนอาจจะรู้สึกว่ามันเวิร์กจริงไหม การตัดสินแบบนี้มันยุติธรรมจริงหรือเปล่า ปัจจัยคืออะไร เราเลยสนใจและอยากจะเล่นในประเด็นนี้ด้วย”
ส่วนแนวทางที่เธอยังคิดว่ายากเกินไปที่จะเขียนในเวลานี้กลับเป็นเรื่องราวเรียบง่ายอย่างการบอกเล่าเรื่องราวในชีวิตธรรมดา ๆ ให้น่าสนใจ
“ถ้าถามว่าอะไรเป็นเรื่องที่ท้าทายตัวเองที่สุดตอนนี้ซึ่งยังไม่คิดที่จะเขียนเลยก็คือแนว ‘Slice of Life’ หรือเรื่องที่เรียบง่ายแต่มีอะไร เป็นการเล่าถึงการใช้ชีวิตของคน ๆ หนึ่ง ชีวิตประจำวันเป็นยังไง สิ่งที่เขาได้พบเจอในแต่ละวัน ซึ่งไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรที่น่าตื่นเต้น แต่เขาได้เรียนรู้อะไรบ้างกับชีวิตประจำวันเหล่านั้น คิดว่าแนวนี้เขียนยากมากสำหรับแซม เพราะทำให้มันสนุกยากมาก กับอีกแนวที่รู้สึกว่ายากก็คือ ‘Coming of Age’ ก็คือการที่คน ๆ หนึ่งเติบโตขึ้นมาแล้วเขาเรียนรู้อะไรผ่านการเติบโตนั้น ถ้ามีโอกาสก็อยากจะเรียนรู้และศึกษางานแนวนี้เยอะ ๆ แต่อาจจะยังไม่ใช่เร็ว ๆ นี้ เพราะยังทำไม่ได้” (หัวเราะ)
บทบาทของ ‘นักรบชุดกราวน์’
ไม่ว่าอย่างไร “แพทย์” ยังคงเป็นอาชีพหลักของหมอแซม ถึงแม้การเขียนนิยายจะเป็นอีกหนึ่งในสิ่งที่เธอชอบ แต่เธอก็ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่แพทย์ได้ดีเสมอมาเป็นเวลากว่า 8 ปีแล้ว อีกทั้งเธอยังบอกอีกว่า อุปสรรคเดียวในการเป็นแพทย์และนักเขียนก็คือ ‘เวลา’ เพราะการเป็นหมออย่างที่รู้กันว่า เวลาเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากจากอาชีพนี้
“แรงที่มันหมดไปกับการทำงานเป็นหมอ บางทีมันก็อาจทำให้เราหมดแรงเขียน แต่จริง ๆ แล้ว ส่วนตัวเรามองว่าหมอกับงานเขียนมันเอื้อต่อกัน ส่วนประกอบที่เอามาใช้ในนิยายส่วนใหญ่เราก็เอามาจากงานหมอทั้งนั้น ถ้าเราไม่ได้เป็นหมอ เราอาจไม่ได้ข้อมูลเหล่านั้นมาเลยก็ได้ การเจอผู้คนหรือคนไข้ทำให้เราได้เข้าไปเรียนรู้ชีวิตพวกเขาด้วย และชีวิตคนก็คือหนึ่งในส่วนประกอบสำคัญที่เราหยิบมาใช้ในการพัฒนาโครงเรื่อง ถ้าเกิดว่าเขียนงานอย่างเดียวก็อาจจะเจอคนได้ยากกว่า”
และถึงแม้การเขียนนิยายอาจจะต้องใช้ทักษะภาษาที่สละสลวย โดดเด่นด้านการเล่าเรื่อง รวมไปถึงต้องมีคลังคำในหัวมากเพียงพอ แต่การเป็นหมอก็ไม่ได้ทำให้หมอแซมห่างไกลจากทักษะเหล่านั้นสักเท่าไร เพราะเป็นเรื่องปกติที่หมอทุกคนจะต้องผ่านการเรียบเรียงประโยคเพื่อเขียนวิจัย เขียนรายงาน และต้องมีทักษะการสื่อสารที่อาจจะได้เปรียบอาชีพอื่นเล็กน้อยเนื่องจากต้องพูดคุยสื่อสารกับคนไข้อยู่เป็นประจำ ดังนั้นเธอจึงได้บอกว่าไม่จำเป็นที่หมอจะต้องเขียนนิยายเก่ง แต่ถ้าหากเล่าเรื่องให้ไปถึงคนอ่านเข้าใจได้ ก็เพียงพอต่องานเขียนแล้ว
“หมอ” และ “นักเขียน” เป็นสองแขนงที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว ด้านหนึ่งเป็นวิชาการ ส่วนอีกด้านก็จินตนาการเปี่ยมล้น ซึ่งการเป็นหมอต้องทำงานกับผู้คน เป็นงานประจำที่เข้าและเลิกงานตามเวลา คิดแบบมีหลักการ เพราะต้องวินิจฉัยโรคหรือรักษาตามแนวทางของวิชาชีพ ในขณะเดียวกันนักเขียนจะทำงานกับตัวเอง ต้องจัดเวลาการทำงานด้วยตัวเองและใช้จินตนาการเป็นหลักเพื่อให้นิยายออกมาสนุก ถึงอย่างนั้นหมอแซมก็ผสมผสานงานทั้งสองแขนงให้เข้ากันได้อย่างกลมกล่อมครบรสชาติดังเช่นผลงานที่ผ่าน ๆ มาของเธอ
“สิ่งที่ค้นพบว่าสองอาชีพนี้มีความเหมือนกันก็คือ การมีวินัยที่ต้องหมั่นพัฒนาตัวเอง การเป็นหมอก็จะมีไกด์ไลน์ของหมอที่ต้องอัปเดตเรื่อย ๆ ต้องอ่านหนังสือ อ่านไกด์ไลน์ตลอดเวลา เพราะว่าแนวทางการรักษาคนไข้จะมีการอัปเดตทุก ๆ ปี หรือทุก ๆ เดือนก็จะมีไกด์ไลน์หรือมีวิจัยใหม่ออกมา ซึ่งเราก็ต้องศึกษาและปรับแนวทางการรักษาของเราให้อัปเดตอยู่เสมอ นักเขียนก็เหมือนกันที่ต้องพัฒนาตัวเอง ศึกษาแนวทางการเขียนสมัยใหม่ รู้จักสังเกตสภาพสังคม ณ เวลานี้ว่าการเขียนแบบไหนที่มันอัปเดต แนวไหนที่ไม่ควรนำกลับมาใช้ แนวไหนที่อาจไปทำร้ายคนบางกลุ่ม หรืองานเขียนแบบไหนที่มันล้าสมัยไปแล้ว เพราะถ้าเราย่ำอยู่กับที่แล้วเขียนแต่งานสไตล์เดิม ๆ งานที่ออกมาก็อาจจะทำให้ตัวของนักเขียนคนนั้นล้าหลังได้ง่าย ๆ จึงเป็นสองอาชีพที่ต้องพัฒนาตัวเองเสมอ”
มุมมองต่ออาชีพนักเขียน
หมอแซมมองว่านักเขียนเป็นอาชีพที่เจ๋งในความคิดส่วนตัว การที่คน ๆ หนึ่งมีคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียว แต่สามารถเขียนเรื่องราวออกมาจนสร้างโลกและขับเคลื่อนสังคมได้ เป็นเรื่องที่มีพลังมาก เหมือนอย่างที่นักเขียนคนโปรดของเธออย่าง แดน บราวน์ ที่ได้สร้างปรากฏการณ์เอาไว้ แต่ในบางครั้งคนร้อยคน ก็มีความคิดร้อยแบบ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าการเป็นนักเขียนของเธอ ไม่ได้ถูกมองไปในแบบที่หมอแซมมองเสมอไป
“ส่วนตัวค่อนข้างโชคดีที่พ่อแม่เข้าใจ และได้อยู่ในกลุ่มเพื่อน ๆ ที่สนับสนุนเรา อย่างช่วงมัธยมจะเป็นช่วงที่สนุกมากกับอะไรที่เราทำก็เป็นที่เข้าใจได้หมด เราได้แรงซัพพอร์ตที่ดีมาตั้งแต่ต้นก็เลยเหมือนส่งให้เรามีความมั่นใจในการทำสิ่งนี้ต่อมาเรื่อย ๆ แต่ในมุมคนอื่น สมมติอย่างพ่อแม่ทั่ว ๆ ไปก็อาจจะไม่สนับสนุนให้ลูกเป็นนักเขียน หรืออาจถูกตั้งคำถามทั้งในเรื่องความมั่นคงหรือการหารายได้ บางคนมองไม่ออกว่าจะเป็นอาชีพได้ยังไง หรือมองว่าทำอะไรเสียเวลาและไร้สาระ”
อย่างไรก็ดี โลกของเรามีการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นทุกวัน ไม่เว้นแม้แต่ในแวดวงนิยายที่เมื่อก่อนอาจไม่ได้รับความนิยมมากเท่าที่ในวันนี้ และต้องยอมรับว่าปัจจุบันการอ่านนิยายได้กลายมาเป็นกิจกรรมยอดฮิตของคนรุ่นใหม่อีกครั้ง เพราะสามารถส่งต่อเรื่องราวล้ำจินตนาการที่จะพาเราให้ไปสู่อีกโลกหนึ่งเหมือนกับการดูหนัง ดูซีรีส์ เป็นหนทางที่จะพาเราเข้าไปโลดแล่นในเรื่องราวของใครบางคนได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเทคโนโลยีในปัจจุบันก็ก้าวล้ำไปไกล มีทั้งการพัฒนาแอปพลิเคชันอ่านนิยาย รวมไปถึงอีบุ๊กที่ทำให้การอ่านนิยายเป็นเรื่องง่าย และเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่นิยายได้รับความนิยมมากขึ้น
เบื้องหลังการเล่าเรื่องผ่านตัวหนังสือ
ความท้าทายที่สุดของการเขียนนิยายคือเล่าเรื่องให้สนุก แต่การทำให้สนุกที่ฟังดูเหมือนง่ายนี้กลับเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ซับซ้อนและท้าทาย หมอแซมบอกว่า มันไม่ใช่การที่เราจะสามารถยัดอะไรลงไปในเรื่องราวก็ได้ และการจะสื่อสารประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงออกไปให้สนุกก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่าย ๆ เช่นกัน เพราะความตั้งใจในการเขียนนิยายแต่ละครั้งของหมอแซมก็คือการส่งสารออกไปเพื่อสร้างให้เกิดบทสนทนาใหม่ ๆ หรือคำถามปลายเปิดในกลุ่มคนอ่านขึ้นมา เพราะเธอเชื่อว่าเมื่อเป็นแบบนั้น ก็แปลว่าสารของเธอได้ไปถึงคนอ่านแล้วจริง ๆ
ต้องยอมรับว่าผลงานที่โด่งดังของหมอแซมคือการใส่ดีเทลความเป็น “นิยายวาย” เอาไว้อย่างกลมกล่อม เธอให้เหตุผลว่าเป็นสิ่งที่เธอชื่นชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะในช่วงวัยรุ่น เธออ่านการ์ตูนแล้วรู้สึกชอบโมเมนต์ของตัวละครสองตัวที่มีการ ‘จิ้น’ หรือการ ‘ชิป’ เกิดขึ้น ไปจนถึงการเขียนแฟนฟิค และเธอเองก็อยู่ตั้งแต่ยุคที่โดจินวายถูกกวาดล้าง เพราะวายถูกมองว่าเป็นหลุมดำหรือเป็นสิ่งที่ไม่ดีงามของสังคม แต่พอกระแสวายได้กลับขึ้นมาเป็นที่นำยิมในสังคมทั่วไป เธอจึงไม่ลังเลที่จะเขียนนิยายในลักษณะนี้ เพื่อตอบความเป็นสาววายล้านเปอร์เซ็นต์ในตัวเอง
“ส่วนตัวเราไม่อยากให้แยกนิยายวายออกจากประเภทอื่น ๆ เพราะเราพยายามที่จะทำให้รสนิยมทางเพศของตัวละครเป็นแค่รสนิยม มีความขัดแย้งเรื่องเพศได้เป็นเรื่องปกติ ชายหญิงก็มีความขัดแย้งเรื่องเพศได้เช่นกัน ไม่ได้อยากจะมองว่า วายจะทำให้เนื้อเรื่องมันน่าสนใจขึ้น เพราะมันก็เป็นเหมือนนิยายดราม่า นิยายสืบสวน หรือนิยายทั่ว ๆ ไป อยากให้ทิศทางไปในเชิงนั้นมากกว่า”
เมื่อตัวหนังสือกลายเป็นภาพเคลื่อนไหว
นิยายของหมอแซมนอกจากจะโดนใจนักอ่านหลาย ๆ คนแล้ว ก็ยังไปทัชใจบรรดาผู้ผลิตสื่อบันเทิงด้วยเช่นกัน เพราะเธอได้รับการติดต่อเพื่อนำนิยายไปผลิตเป็นซีรีส์แล้วจำนวนหนึ่ง เธอเล่าถึงความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของนิยายกับซีรีส์ว่านิยายบอกเล่าเป็นตัวหนังสือ ในขณะที่ซีรีส์เล่าเป็นภาพ เพราะฉะนั้นนิยายที่เป็นตัวหนังสือจะต้องถูกปรับให้ง่ายต่อการแสดง เป็นความจำเป็นที่เลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่จะต้องปรับจากนิยายก็คือการสร้างสถานการณ์ให้เล่าเป็นภาพให้ได้นั่นเอง
“แซมเข้าใจร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่าทำไมนิยายมันต้องถูกปรับ เพราะลองนึกภาพนิยายหนึ่งหน้ากระดาษมันจะเป็นอินเนอร์ของตัวละครได้ทั้งหมด เช่นตัวละครยืนอยู่ในบรรยากาศมืดมิด ในใจคิดเรื่องราวต่าง ๆ ซึ่งเขียนออกมาได้หนึ่งหน้ากระดาษ แต่พอมันเป็นภาพในซีรีส์ มันก็คือการที่ตัวละครยืนอยู่เฉย ๆ” (หัวเราะ)
นิยายเรื่อง ‘การุณยฆาต’ เป็นอีกหนึ่งผลงานของหมอแซมที่ถูกนำไปผลิตเป็นซีรีส์ ซึ่งมีกระแสบนสื่อโซเชียลอย่าง X เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะไดอาล็อกที่นักแสดงหลักอย่างต่อ-ธนภพ และเจเจ-กฤษณภูมิ พูดบนเวทีเปิดตัวซีรีส์เกี่ยวกับการการุณยฆาตว่าเป็นสิ่งที่สมควรหรือไม่ในงานปรากฏการณ์ one สนั่นจอ และประเด็นที่ว่าจริง ๆ แล้ว การการุณยฆาตเป็นเรื่อง “ผิดกฎหมาย” หรือแท้จริงแล้ว “กฎหมายมันผิด” จนทำให้ซีรีส์เรื่องนี้มีผู้คนรอชมเป็นจำนวนมาก
“ตัวเราทำงานเกี่ยวกับ ‘Palliative Care’ (การดูแลแบบประคับประคอง) ในกลุ่มผู้ป่วยระยะสุดท้ายอยู่แล้ว และได้ไปเจอคำถามของคนไข้หรือญาติว่าสามารถการุณยฆาตเขาเลยได้ไหม ประเด็นนี้แม้กระทั่งแพทย์ด้วยกันเอง ก็เข้ามาถามว่าการทำ Palliative Care มันคือการการุณยฆาตหรือเปล่า เราก็เลยอยากจะสร้างความเข้าใจและทำให้คนได้รู้ว่า การการุณยฆาตจริง ๆ มันคืออะไร และมันทำได้จริงไหม เหมาะสมหรือไม่”
นอกจากแก่นของเรื่องแล้ว เมื่อนิยายของหมอแซมต้องก้าวไปสู่ความบันเทิงบนหน้าจอ เธอก็ได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ผลงานออกมาสมบูรณ์ที่สุดก่อนเผยแพร่สู่สายตาผู้ชมด้วย ทั้งการเข้าไปเป็นที่ปรึกษาทางการแพทย์ บางเรื่องก็เข้าไปช่วยแคสติงนักแสดง หรือช่วยปรับบทให้ลงตัวและเหมาะสม ก็เป็นหนึ่งในข้อตกลงที่เธอมักจะให้ความสำคัญในการปรับนิยายให้เป็นซีรีส์
“ส่วนตัวเราโอเคทั้งนั้น เพราะว่าเชื่อมั่นในผู้จัด แต่ก็มีทั้งเรื่องที่ออกมาได้ตรงใจกับไม่ตรงใจ ซึ่งเราก็มองในแง่ดีเพราะมันเป็นความหลากหลายในงาน และก็เป็นการนำเสนอของผู้จัด องค์ความรู้ในเรื่องของการเล่าเรื่องในมุมของนักเขียนนิยายกับนักเขียนบท มันใช้องค์ความรู้กันคนละอย่าง และเราก็เคารพในองค์ความรู้ที่ทางโปรดักชันเขามีประสบการณ์”
เครื่องมือของหมอแซมในการสื่อสารกับสังคม
สิ่งที่ขาดไปไม่ได้ของเส้นทางในการเป็นนักเขียนคือได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ซึ่งหมอแซมได้พูดถึงสิ่งที่เธอได้เรียนรู้ตลอดระยะเวลาในการเป็นนักเขียน นั่นก็คือไม่ใช่ทุกคนจะชื่นชอบผลงานของเธอ เป็นสิ่งที่นักเขียนต้องเตรียมใจรับมือกับฟีดแบคให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม และเรียนรู้ว่าไม่ใช่ทุกงานจะออกมาดีเสมอไป ทุกอย่างย่อมมีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา
“คนเราหลากหลายมากขึ้น ยิ่งปัจจุปันนักอ่านที่เป็นเจนใหม่ ๆ เขายิ่งแสดงความเห็นกันเปิดเผยมากขึ้น จะให้เขาพูดแต่เรื่องดี ๆ กับงานเราคงเป็นไปไม่ได้ อาจจะต้องเตรียมใจด้วยว่าเมื่อเราเจอสิ่งเหล่านี้ จะจัดการตัวเองยังไง ต้องพยายามที่จะคัดเลือกว่าคอมเมนต์ไหนมีประโยชน์ สิ่งไหนดีต่อใจ ดีต่องานก็เอามาเป็นกำลังใจ อันไหนที่อาจไม่ดีต่อใจแต่อาจดีต่องานเราก็เอามาพัฒนา ส่วนอันไหนที่ไม่ช่วยอะไรสักอย่างเลยเราก็ลบทิ้งไป”
อีกหนึ่งสิ่งที่หมอแซมภูมิใจในการเล่าเรื่องราวผ่านตัวหนังสือของเธอก็คือการได้สร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม เธอยินดีถ้างานเขียนของเธอจะสามารถเปลี่ยนความคิด แนวทาง หรือคนอ่านได้เรียนรู้ข้อมูลอะไรเพิ่ม และเธอเองก็ยังมีความต้องการที่จะพูดอะไรบางอย่างไปให้สังคมได้ยิน และเชื่อว่าการเขียนมันออกมาในรูปแบบนิยามซึ่งถูกถ่ายทอดออกไปเป็นซีรีส์ อาจนำสารของเธอไปถึงสังคมได้ดีมากกว่านั่นเอง
“ยกตัวอย่างเรื่องทริอาช (Triage) ที่ตอนแรกคนอาจไม่รู้จักคำนี้ แล้วคนไข้ก็จะไม่เข้าใจว่าห้องฉุกเฉินไม่ได้รักษาตามคิวว่าใครมาก่อนหรือหลัง แต่ต้องรักษาตามระดับความหนักของอาการคนไข้ ซึ่งจะแบ่งเป็นสีต่าง ๆ โดยระบบทริอาช การเป็นหมอทำให้เราอยากสื่อสารให้คนเข้าใจสิ่งนี้ ซึ่งการเขียนมันเป็นนิยายสามารถสื่อสารได้ดีกว่าแค่มานั่งทวีตให้คนรีทวีตเฉย ๆ แน่ เพราะพอเล่าเป็นซีรีส์แล้วมีคนดูเป็นล้าน ๆ ครั้ง มันก็ย่อมสร้างอิมแพ็กและความเข้าใจในวงกว้าง อย่างตอนนี้หลังจากการออกอากาศของซีรีส์ คนก็เข้าใจเรื่องระบบทริอาชมากขึ้น และมีคนไปเรียนหลักสูตร CPR มากขึ้นจากเรื่องทริอาช อันนี้แหละคือสิ่งที่แซมรู้สึกว่าภูมิใจที่สุดค่ะ” (ยิ้ม)
Creative Ingredients
สิ่งที่อยากเห็นในวงการนิยาย
อยากเห็นการได้รับการสนับสนุนที่มากขึ้นจากหน่วยงานต่าง ๆ การมีเวทีให้นักเขียนได้แสดงผลงาน และก็มีสำนักพิมพ์ที่เปิดกว้างรับงานที่หลากหลาย ถ้าอนาคตอุตสาหกรรมของเราเติบโตในด้านซีรีส์ ก็อยากจะให้มีเวทีที่ช่วยแมทช์นักเขียนกับผู้จัดให้ได้มาเจอกันมากขึ้น หรือหยิบนิยายไทยไปสร้างเป็นซีรีส์ต่อไป เพื่อให้งานเขียนของนักเขียนไทยเฟื่องฟูมากขึ้น
ฝากถึงนักอ่านที่ยังอยู่จนถึงทุกวันนี้
ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ต้นค่ะ (ยิ้ม) มีนักอ่านหลายคนที่อยู่มาแต่ยุคแรก ๆ จนถึงปัจจุบัน และก็ให้การสนับสนุนให้กำลังใจแซมมาตลอด ขอบคุณมาก ๆ แล้วก็รวมไปถึงนักอ่านใหม่ ๆ ที่ติดตามมาจากซีรีส์ด้วย ทุกคนน่ารักมาก ๆ หวังว่าจะอยู่ด้วยกันต่อไปเรื่อย ๆ แซมเองก็พยายามจะสร้างผลงานให้ดีขึ้นต่อไป
ตัวละครที่อยากจะเป็น
ไม่อยากเป็นสักตัวเลย (หัวเราะ) เพราะตัวละครของแซม เขียนให้ต้องผ่านเหตุการณ์ยากลำบากมาก ก็เลยไม่อยากไปอยู่ในโมเมนต์นั้นค่ะ
ลองคิดพล็อตสั้น ๆ
เอาที่เคยทวีตไว้แล้วกัน พล็อตที่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าพนักงานออฟฟิศไปเจอกับตำรวจสายสืบที่ปลอมตัวมาขายกล้วยทอด (หัวเราะ)
ผลงานที่จะได้เห็นในอนาคต
กำลังจะมีซีรีส์ในปีนี้เรื่อง ‘ 4 MINUTES’ ที่เขียนบทเอง นำแสดงโดย เจษ-เจษฎ์พิพัฒ กับ ไบเบิ้ล-วิชญ์ภาส กำลังอยู่ในกระบวนการโปรดักชันต่าง ๆ ติดตามได้ที่ Be On Cloud และก็อีกเรื่องก็คือ ‘การุณยฆาต’ เป็นเรื่องดัดแปลงบทประพันธ์ที่นำแสดงโดย ต่อ ธนภพ กับ เจเจ กฤษณภูมิ ออนแอร์ที่แอปพลิเคชัน oneD ซึ่งคาดว่าน่าจะได้ดูกันในปีนี้ ส่วนนิยายก็กำลังมีโปรเจ็กต์ที่กำลังทำอยู่ แต่ยังบอกไม่ได้ค่ะ
ภาพ : แพทย์หญิงอิสรีย์ ศิริวรรณกุลธร
เรื่อง : รัชฎาพรวรรณ มุ่งหมาย