ประเทศไทย ก้าวสู่ “สังคมไร้เงินสด”
ปัจจุบันความทันสมัยของแอปพลิเคชั่นการเงิน และการเปลี่ยนไปของยุคสมัย ทำให้ประชากรทั่วโลกส่วนใหญ่มักไม่พกเงินสดติดตัว ทั้งที่ทุกวันนี้เดินไปทางไหนเจอแต่ตู้กดเงิน อีกทั้งแอปพลิเคชั่นการเงินแทบทั้งหมดสามารถกดเงินสดผ่านแอป โดยไม่ต้องพกบัตรกดเงินสดให้ยุ่งยาก วุ่นวาย
ซึ่งข้อดีของระบบชำระเงินด้วยการโอน คือความปลอดภัย, ถูกต้องและรวดเร็วกว่าเดิม แก้ปัญหาเรื่องความผิดพลาดในทุกมิติ ทั้งเหตุสุดวิสัยและการโจรกรรม ช่วยให้ห้างร้านใช้พนักงานเท่าที่จำเป็นซึ่งเป็นการลดค่าใช้จ่าย และระบบ CCL ยังสามารถออนไลน์เชื่อมโยงกับระบบการจัดการสต็อกสินค้าได้อย่างแม่นยำ
แต่เมื่อทุกคนไม่พกเงินสด หันมาแสกนหรือโอนจ่ายแทน ทำใฟ้มิจฉาชีพเองก็ต้องปรับตัวให้ทันต่อยุคสมัย จากเดิมใช้วิธีการโจรกรรม วิ่งราว ชิงทรัพย์ ก็ปรับเปลี่ยนวิธีการใหม่ มาอยู่ในรูปแบบของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของ AI ก็เป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพใช้ในการหลอกลวงประชากรได้ง่าย ทำให้หลายคนตกเป็นเหยื่อสูญเงินนับไม่ถ้วน
ซึ่งปัจจุบันคนไทยใช้ "พร้อมเพย์" ทะลุ 4.2 พันล้านธุรกรรมในเดือนสิงหาคม 2567 สะท้อนความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดลงทะเบียนกว่า 73 ล้านเลขหมาย ครอบคลุมทั้งภาคประชาชนและธุรกิจ นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติก็หันมาใช้บริการ Thai QR Code มากขึ้น โดยยอดใช้จ่ายพุ่งสูงถึง 408% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนถึงการเติบโตของระบบการชำระเงินดิจิทัลในประเทศไทยที่กำลังก้าวสู่สังคมไร้เงินสดอย่างแท้จริง
“สังคมไร้เงินสด” มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และระบบ AI เองก็ไม่ต่างกัน ทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่าสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้มากน้อยแค่ไหน แต่กดเงินสดติดตัวไว้บ้างก็ดี เพราะยังคงมีบางร้านค้าที่ไม่เปิดรับการโอนเงิน เพราะกังวลว่าจะได้รับสลิปปลอม และมองว่าวุ่นวายเกินไป