โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

กระเป๋าใบนี้มีความหมาย! ทำความรู้จักกับ 2 แบรนด์กระเป๋าเพื่อสังคมและ 2 ผู้หญิงที่อยู่เบื้องหลัง

LINE TODAY

เผยแพร่ 04 มี.ค. 2564 เวลา 04.57 น. • @mint.nisara

เราขออุทิศพื้นที่คอลัมน์พิเศษของ LINE TODAY ให้กับเหล่าผู้หญิงหัวใจสวย พวกเธอคือคนที่ริเริ่มโปรเจคท์เพื่อสังคมและแลกแรงกายกับพลังใจเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนอื่น ๆ ขอเริ่มต้นด้วยเรื่องราวจาก 2 สาวที่ถ้ามองแบบเผิน ๆ พวกเธอก็คือแม่ค้าขายกระเป๋าสองคน แต่ถ้าได้ทำความรู้จักเกี่ยวกับแบรนด์กระเป๋าและที่มาของแต่ละใบที่พวกเธอหยิบมาขายแล้ว มันคือเรื่องราวที่แสนพิเศษและอบอุ่นหัวใจมากจริง ๆ

กระเป๋าใบที่ 1 : ทุกใบมีแค่แบบเดียวในโลก! “Heartist” กระเป๋าผ้าทอมือจากบุคคลพิเศษ

โลกของเด็กพิเศษฟังดูอาจจะเป็นเรื่องไกลตัวแต่หลังจากที่เราได้คุยกับ โปสเตอร์-วริศรุตา ไม้สังข์ หนึ่งในทีมผู้สร้างสรรค์ Minutevideos และเจ้าของแบรนด์กระเป๋าผ้าทอจากบุคคลพิเศษที่ชื่อว่า Heartist เราก็ได้เปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ใหม่ทั้งหมด และรู้สึกว่าโลกของพวกเขาเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และความสามารถที่ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ 

“ก่อนที่เราจะได้รู้จักกับน้อง ๆ เราก็รู้สึกมาตลอดเหมือนกับคนทั่ว ๆ ไปว่าเรื่องนี้มันไกลตัว แต่พอเริ่มอิน เริ่มเข้าใจ พอคุยกับใคร ๆ ก็กลายเป็นว่าเราเจอคนที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษเยอะมาก ๆ และส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะยอมรับ ล่าสุดมีเพื่อนสนิทคนนึงที่เพิ่งเล่าให้ฟังว่ามีน้องชายเป็นเด็กพิเศษและไม่เคยยกเรื่องนี้มาพูดเลยเพราะที่บ้านรับไม่ได้” นี่คือแรงกระตุ้นที่ทำให้โปสเตอร์คิดโปรเจคท์ Heartist ขึ้นมาทั้งหมดเพื่อสร้างงานศิลปะชิ้นพิเศษจากกลุ่มบุคคลที่ไม่ธรรมดา

ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นจริง ๆ โปสเตอร์เคยไปเป็นอาสาสมัครที่ “อรุโณทัย” ที่นี่คือกลุ่มของคุณแม่ที่มีลูกเป็นบุคคลพิเศษแล้วมารวมตัวกัน ทำกิจกรรมบำบัดเด็ก ๆ ซึ่งหนึ่งในวิธีการบำบัดที่ใช้ก็คือการทอผ้า “ตอนนั้นเราเห็นเพื่อนในเฟซบุ๊กแชร์มาว่าเขาต้องการอาสาสมัครไปทอผ้าร่วมกับเด็กพิเศษพอดี เราเองก็สนใจเพราะอยากรู้เกี่ยวกับเรื่องเด็กพิเศษด้วยว่าพวกเขาเป็นอย่างไร ก็เลยสมัครไป” ขั้นตอนของการไปเป็นจิตอาสาของที่นี่ไม่ใช่แค่การสมัคร แต่ที่อรุโณทัยจะมีการสัมภาษณ์ที่เข้มข้นเพื่อคัดเลือกคนที่สามารถอยู่กับเด็กพิเศษได้โดยไม่ทำร้ายพวกเขา “โลกของเขาที่เราเห็นกับโลกที่เราอยู่มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กลุ่มบำบัดที่นี่เป็นกรุ๊ปปิดเพราะเขาเคยถูกกระทำจากสังคมในรูปแบบที่ว่าเด็ก ๆ โดนแกล้ง แม่ ๆ ก็โดนพูดจาใส่มา หรือแม้แต่การถูกโกงโดยคนที่อาสามาช่วย เขาเลยหันหลังให้กับสังคม” 

“มีอยู่วันนึง เราก็ได้คุยกับคุณแม่ของน้องคนนึง เราก็สะดุดกับประโยคที่ว่าที่เขาให้ลูกทอผ้าน่ะ เพราะอยากให้ลูกมีคุณค่าความเป็นมนุษย์” โปสเตอร์เล่าให้ฟังว่าเธอหยุดกึกทันทีที่ได้ฟังประโยคนี้ “เราช็อกไปเลย เพราะการทอผ้าของเขามันมีความหมายมาก ๆ เหมือนตัวเรามองข้ามความสำคัญอะไรไปเยอะมาก สำหรับเขา แค่ลูกเขาขยับนิ้ว ผูกปมเป็น แก้ไหมได้ มันคืออะไรที่วิเศษสำหรับเขาแล้ว และเขาก็อยากให้ลูกตัวเองมีคุณค่าแบบที่คนอื่นเป็น การทอผ้าก็คือการทำงาน และพอเขามานั่งทำงานได้ เขาก็จะถูกปฏิบัติเป็นมนุษย์ปกติคนนึง มันเลยทำให้เรารู้สึกว่าอยากทำอะไรสักอย่าง แล้วในตอนนั้นเราคิดแค่ว่าเรามีเสียง เรามีเอเนอร์จีอยู่ เราจะช่วยเขายังไงได้”

โปสเตอร์เล่าให้ฟังว่าความคิดเธออาจจะฟังดูเป็นอะไรที่ง่ายสำหรับคนทั่ว ๆ ไป แต่สำหรับคุณแม่ในกลุ่มอรุโณทัย พวกเขามีปัจจัยอื่น ๆ ที่ต้องรับผิดชอบอีกมากมาย “การมีลูกเป็นเด็กพิเศษ ในหลายเคสที่น้อง low function ไม่พ่อหรือแม่จะต้องลาออกจากงานมาเพื่ออยู่กับน้องตลอดเวลาเลย มีอีกหลายเคสที่เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวเพราะพ่อทิ้ง เกิดความรับไม่ได้ เพราะฉะนั้นการเลี้ยงลูกทั้งวันมันก็เหนื่อยแล้ว การที่ต้องไปดีลกับช่างหรือเอาโปรดักท์ไปขายต่อนั้น เป็นอะไรที่ค่อนข้างยากสำหรับคุณแม่ วิธีที่เขาทำกันก็คือปีนึงจะเปิดรับบริจาค คือให้คนในกลุ่มนี่แหละที่ช่วยเอาผ้าไปขายญาติพี่น้องแล้วเอาเงินที่ได้มาเข้ากลุ่ม อยู่กันแบบระบบเกื้อกูลคล้าย ๆ กับสหกรณ์ ถ้าใครมีเงินมากกว่าก็ช่วยออกค่าใช้จ่ายสำหรับการบำบัดมากหน่อย ใครมีน้อยก็จ่ายน้อย ใครไม่มีเลยก็ฟรี”

“เราเชื่อว่าบนโลกนี้ไม่มีใครที่ปกติ มันต้องมีโมเมนต์ใดโมเมนต์นึงที่เรารู้สึกพิการ เราทำนู่นไม่ได้ทำนี่ไม่ได้ หรือโมเมนต์ที่เราโดนลืม ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ถูกแฟน ignore ความรู้สึกพวกนั้นคือเศษเสี้ยวหนึ่งแต่มันคือทั้งชีวิตของน้อง ๆ และกลุ่มนี้ก็พยายามอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพวกเรามาโดยตลอด”

เริ่มต้นทำแบรนด์ ประสบการณ์ = 0, พลังใจ = 100 

คิดแค่ว่ามันก็เหมือนการโพสต์ขายของออนไลน์ที่ใคร ๆ ก็ทำได้ “เราซื้อผ้าของน้องลอตแรกประมาณ 50,000 กว่าบาท ที่ราคาแพงเพราะว่าผ้าแต่ละผืนใช้เวลาทอนาน ประมาณ 4-6 เดือนถึงจะเสร็จ แต่เราไม่เคยมีความรู้ด้านการผลิตใด ๆ ทั้งสิ้น มีแค่จินตนาการว่าง่าย คิดแค่ว่าการเป็นแม่ค้าขายของออนไลน์น่ะมันง่าย ออกแบบดีไซน์กระเป๋าคร่าว ๆ แล้วไปตามหาช่างให้เย็บกระเป๋าขึ้นมาเลย” โปสเตอร์ผลิตกระเป๋าโดยที่ไม่ได้ขึ้นแบบและทดสอบความแข็งแรงก่อน ผลที่ได้ก็คือลอตแรกเสียทั้งหมด “เราทำเป็นกระดุมแป๊กแล้วดีไซน์ข้างในให้เป็นผ้ากำมะหยี่ พอใช้จริง ปรากฏว่ากระดุมดึงผ้าขาดหมดเลย เท่ากับว่าเสียทั้งลอต แล้วตอนนั้นดีไซน์กระเป๋าก็เล็กสำหรับให้ใส่โทรศัพท์ วัดขนาดจาก iPhone 5S กว่าเราจะดีไซน์กระเป๋าเสร็จ ผลิตมาพร้อมขายแล้ว ก็เป็นช่วงที่ 5s ตกรุ่นไปแล้ว พอกระเป๋าใส่มือถือไม่ได้ คนก็จะไม่ค่อยใช้ สรุปคือขายไม่ค่อยได้”

เส้นทางในการปั้นแบรนด์ดูจะขรุขระเอาซะทีเดียว จนมาถึงจุดที่เธอยอมถอยแล้วและตั้งใจจะกลับไปเป็นอาสาสมัครแบบเดิม แต่นั่นคือตอนที่เธอดันไปรู้จักกับโครงการ SET Social Impact ของตลาดหลักทรัพย์ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เป็นโปรแกรมที่ช่วยให้เธอเริ่มวางแผนโมเดลธุรกิจอย่างจริงจังและเปลี่ยนแนวคิดในการทำธุรกิจเพื่อสังคมของโปสเตอร์ไปอย่างสิ้นเชิง “เค้าบอกว่าถ้าเราจะช่วยคน เราต้องมีกำไร ถ้ามันไม่มีกำไร เราจะช่วยใครไม่ได้ ตอนแรกที่ฟังเราก็ค้านในใจแหละ เพราะเราไม่อยากทำเพื่อเงินและตอนนั้นก็ยังคิดว่ายังไงเราก็ทำงานประจำอยู่แล้ว เราก็เอาเงินที่ได้ แบ่งส่วนหนึ่งมาช่วยซัพพอร์ตน้อง ๆ ไปก่อน พอทำไปทำมา สุดท้ายก็ไม่ไหวจริง ๆ เพราะเงินในบัญชีหมดไปแล้ว เราเลยรู้ว่าคำพูดนั้นถูกต้อง ถ้าไม่มีกำไร เราจะช่วยคนเพิ่มไม่ได้ หลังจากที่ได้เข้าอบรมเราก็เลยเปลี่ยนแนวคิดว่าหลังจากนี้เราจะทำเพื่อเงิน ทำยังไงก็ได้ให้ได้เงินเยอะที่สุด เพราะเรามีแพลนแล้วว่าเงินมันต้องไปตรงไหนอีก ถ้าเราไม่มีเงิน เราจะช่วยเขาไม่ได้เลย”

ขายผลงานศิลปะ แต่ไม่ได้ขาย ‘ความน่าสงสาร’

จากทฤษฎีที่ได้เรียนรู้มากับความมุ่งมั่นทำให้ Heartist เข้าสู่ปีที่ 3 ปีด้วยน้ำแรงของเธอแบบลุยเดี่ยว ผลิตกระเป๋าได้ 200-300 ใบต่อเดือนจากนโยบายการรับซื้อผ้าทอทุกผืนจากโครงการอรุโณทัยและโรงเรียนอุบลปัญญานุกูลในจังหวัดอุบลราชธานี สิ่งหนึ่งที่โปสเตอร์ยึดมั่นมาโดยตลอดก็คือเธออยากให้ทุกคนมองว่ากระเป๋าที่ซื้อกลับไปก็เหมือนกับเวลาเราไปเลือกซื้อผลงานศิลปะของศิลปินสักคน “เคยมีคนมาถามทางเพจว่าขอดูรูปคนทอผ้าหน่อยได้มั้ย ซึ่งการจะใช้รูปน้องจะต้องได้รับการอนุญาตจากทางคุณพ่อคุณแม่น้องก่อน พอเราส่งไป บางคนก็ตอบกลับมาว่า ‘ไม่เห็นเอ๋อเลย อยากได้รูปที่ดูเอ๋อ ๆ’ เราก็ตอบกลับไปว่าที่นี่ไม่มีใครที่เป็นเอ๋อ มีแต่น้องที่มีความสามารถ เราไม่อยากให้ Heartist เป็นเหมือนมูลนิธิที่คนมาซื้อของด้วยความสงสาร เราไม่อยากได้การทำบุญเพราะเราไม่ใช่วัด แต่เราอยากให้คนมาซื้อของเพราะเห็นว่ามันสวยจริง ๆ อยากให้ซื้อเพราะศิลปินเขาพยายามโคตร ๆ กว่าจะทอผ้าออกมาได้ และนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้เราแฮปปี้มาก ๆ พอเอาไปเล่าให้คนทอ เขาก็ภูมิใจ”

“Heartist จะต้องรันต่อไปได้ในวันที่ไม่มีเรา”

ถามถึงอนาคตที่วางไว้ให้กับ Heartist โปสเตอร์บอกว่าเธออยากให้ Heartist เป็นมากกว่าแบรนด์ แต่เป็นเหมือนพื้นที่ของคนที่อยากเรียนรู้เรื่องราวของซึ่งกันและกัน “อยากให้ Heartist เป็นสถานที่ ๆ ให้น้อง ๆ ที่บำบัดจนพร้อมปะทะกับโลกภายนอกแล้วมาลองใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น ๆ ดู มีคาเฟ่ มีที่โชว์ผลงาน อยากให้มันเป็นที่ ๆ เขาได้รับการยอมรับจากคนอื่น และเป็นตัวบอกเล่าเรื่องราวว่ายังมีคนกลุ่ม ๆ นี้อยู่นะ ถ้าคนเข้าใจเขามากขึ้น ยอมรับมากขึ้น มันมีโอกาสที่เขาจะสามารถเข้ามาใช้ชีวิตกับคนทั่ว ๆ ไปได้” 

คำถามทิ้งท้ายที่เรามีให้โปสเตอร์ก็คือทำ Heartist มาหลายปี อะไรคือพลังใจที่เธอได้รับกลับมาบ้าง เธอตอบเราว่า “มันคือความรู้สึกที่ว่าอย่างน้อยเราก็มีประโยชน์ อย่างน้อยเราก็มีความสำคัญกับใครสักคน คือเรารู้สึกว่าเราได้รับมาทั้งชีวิตแล้ว อย่างน้อยเราก็ได้ส่งต่อที่เรามีมากกว่าให้คนอื่น แค่ประโยคที่ว่า ‘เราจะทอผ้าเก็บไว้ให้โปสเตอร์ เพราะโปสเตอร์จะได้เอาไปทำกระเป๋าสวย ๆ’ หรือการที่พ่อน้องที่ไม่เคยยอมรับในตัวเขาเลย มาส่งน้องไว้กับเราแล้วบอกว่า ‘อยู่กับพี่เขา พี่เขาดี’ อย่างน้อยก็คือเราได้ทำให้ชีวิตคน ๆ นึงดีขึ้นโดยการมีอยู่ของเรา และแค่นี้ก็คือความสุขมาก ๆ ของเราแล้ว”

สนับสนุนผลงานของ Heartist หรือติดต่อเพื่อร่วมงาน คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.heartistdid.com, เฟซบุ๊กเพจ Heartistdid  และอินสตาแกรม @heartistdid (โปสเตอร์บอกว่าเธอต้องการดีไซเนอร์หรือร้านค้าที่อยากทำโปรเจคท์ร่วมกัน และทีมที่ช่วยปั้นแบรนด์ ถ้าสนใจลองติดต่อเธอไปคุยกับเธอได้เลยจ้า)

กระเป๋าใบที่ 2: กระเป๋าต่อทุนการศึกษาเด็ก ๆ จากชายขอบ อำเภอสังขละบุรี

กระเป๋าผ้ากับลายเพ้นท์รูปตัวการ์ตูนสีสดใสเหล่านี้ถูกบรรจงวางบนโต๊ะในห้องประชุมซึ่งเป็นสถานที่ที่ LINE TODAY นัดสัมภาษณ์กับ

น้องจีน-จิรสิริ กังวานนวกุล ในวันนั้น เธอคือนักดนตรีด้วยหัวใจและสายเลือดที่เป็นทั้งคุณครูสอนฟลุตที่โรงเรียนสาธิตรามฯ สมาชิกประจำวง Thai Youth Orchestra และผู้จัดการโรงเรียนดนตรี Viemus นอกเหนือจากนั้น เธอยังเป็นผู้ก่อตั้งและริเริ่มแบรนด์กระเป๋าที่มีชื่อว่า PaintJai และนี่คือสิ่งที่นำพาให้เราได้มารู้จักกับเรื่องราวของเธอในบทบาทนี้มากยิ่งขึ้น

จุดเริ่มต้นเกิดจากการตามคุณแม่ไปทำงาน

จีนเล่าถึงจุดเริ่มต้นไอเดียของ PaintJai ว่ามาจากการที่เธอตามคุณแม่ไปทำงานจิตอาสาด้วยตั้งแต่เด็ก ๆ "เริ่มจากคุณแม่ของจีนอยู่ฝ่ายที่ดูแลเรื่องโปรเจคท์ CSR ของบริษัท ตอนนั้นคุณแม่เริ่มมาทำกิจกรรมกับที่โรงเรียนบ้านห้วยมาลัยในอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และมันเป็นโปรเจคท์เกี่ยวกับศิลปะที่ให้เด็ก ๆ ฝึกวาดรูปแล้วเอาผลงานไปขายหารายได้ซึ่งก็ทำมาเรื่อย ๆ ได้ประมาณ 8 ปี 

ตอนนั้นเป็นช่วงที่คุณแม่จะเกษียณบวกกับจำนวนเด็กที่เพิ่มขึ้น อาจจะทำให้โปรเจคท์ต้องหยุดชะงัก ตัวเราเองก็ไม่อยากเห็นมันล่มไปต่อหน้าต่อตา เพราะเราก็ทำมานาน ผูกพันกับเด็ก ๆ และบางคนก็โตมาพร้อม ๆ กัน เราทิ้งพวกเขาไปไม่ได้ จีนเลยมานั่งลองคิดหาวิธีที่ช่วยให้พวกเขาสามารถหารายได้ด้วยตัวเอง น่าจะเป็นอะไรที่ดีกว่า"

ปิ๊งไอเดียกระเป๋าเพราะอยากเห็นศิลปะที่เคลื่อนที่ได้

"แต่ก่อนเวลาให้น้อง ๆ ทำงานศิลปะ เราก็จะให้เขาวาดบนกระดาษ วาดบนเฟรมผ้าใบ ซึ่งพอเอาไปขาย บางทีคนก็ไม่ได้อยากได้รูปไปติดผนัง เพราะทุกวันนี้บ้านคนก็เล็กลง ๆ ทุกวัน จีนเลยคิดว่าถ้าเป็นกระเป๋า คนก็ได้ถือและได้ใช้ในชีวิตประจำวัน พอเป็นของที่ได้ใช้ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนซื้อ และก็ไม่ได้จำกัดว่าศิลปะต้องอยู่บนผนังเท่านั้น มันอยู่ที่ไหนก็ได้" 

จีนเล่าให้ฟังถึงไอเดียการเพ้นท์กระเป๋าที่เกิดขึ้นและเล่ากระบวนการต่อว่า "จีนจะโคกับคุณครูสอนศิลปะที่สังขละว่าแต่ละช่วงมีออเดอร์เท่าไหร่ สมมติว่าอยากได้ 20 ใบ อยากสต็อกอีก 20 ใบ เอาลายไหนบ้าง เราก็จะไกด์ไอเดียคร่าว ๆ แล้วให้เขาลองวาดดู พอน้องๆ ทำเสร็จก็จะส่งรูปถ่ายของงานเขามาให้ งานมีทั้งแบบที่ทำสต็อกเอาไว้กับแบบพรีออเดอร์ เพราะบางคนก็อยากได้รูปวาดของตัวเองอยู่บนกระเป๋า เราก็สามารถทำให้ได้เหมือนกัน"

ศิลปินประจำโปรเจคท์ PaintJai มีตั้งแต่น้อง ๆ ป.1 ถึงระดับปริญญาตรี

"เด็ก ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กชายขอบ บางคนมีสัญชาติ บางคนไม่มี ไม่ได้ลี้ภัยมานะแต่ตอนเกิดพ่อแม่เขาไม่ได้ไปแจ้ง" จีนเล่าถึงปัญหาของเด็กในสังขละบุรีที่เธอได้ไปสัมผัสมาจากการใช้เวลากับพวกเขาเป็นเวลาหลายปี "พวกเขาเป็นเด็กใส ๆ มาก ไม่มีพิษมีภัยอะไรเลย ซึ่งบางทีก็ทำให้เขาถูกใช้เป็นเครื่องมือ เด็กหลายคนไม่ได้เรียนหนังสือเพราะว่าต้องช่วยที่บ้านทำงานหาเงิน เคสที่จีนเจอก็คือมีอยู่ครอบครัวหนึ่งติดหนี้ 7 พันบาท พ่อแม่ก็บอกลูกว่าไม่ต้องไปเรียนหรอก ลาออกมาช่วยพ่อแม่ทำงานใช้หนี้ดีกว่า คือเงินจำนวนนั้นสำหรับเรามันอาจจะเล็กน้อยมากเลยนะ แต่มันก็ทำให้น้อง ๆ หลายคนไม่ได้มีโอกาสเรียนหนังสือต่อ"

กระเป๋าหนึ่งใบช่วยต่อโอกาสทางการศึกษาให้เด็กหลาย ๆ คน

มีน้องที่เรียนจบเพาะช่าง มีเด็กหลาย ๆ คนที่มีเงินเก็บจากการขายกระเป๋า PaintJai กลายเป็นอีกแหล่งที่ช่วยเติมทุนการศึกษาให้น้อง ๆ สามารถเอาไปจุนเจือครอบครัวตัวเองได้จริง ๆ "เด็กๆ มีความรับผิดชอบมากขึ้น ช่วยเรื่องการเข้าสังคมของพวกเขามากขึ้น มีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เพราะโมเดลของเราไม่ใช่แค่ครูสอนนักเรียน แต่ก็มีเด็กที่โตกว่า วาดรูปเก่งกว่าเข้ามาสอนน้อง ๆ ให้วาดได้ด้วย เรื่องการใช้จ่าย เมื่อก่อนตอนแรก ๆ เขาวาดรูปมาก็เอาเงินไปซื้อขนม แต่หลัง ๆ เขาทำงานเยอะ เหนื่อยด้วยตัวเอง พอได้เงินมาน้องก็บอกว่าจะเก็บหมดเลย ไม่ซื้อขนมแล้ว"

ไม่อยากให้ซื้อเพราะความสงสาร แต่อยากให้ทุกคนมองที่ความสามารถ

เช่นเดียวกันกับสิ่งที่โปสเตอร์บอกเรา จีนก็มองว่าสินค้าของ PaintJai คืองานศิลปะจากคนที่มีความสามารถเช่นกัน "คือจีนไม่อยากให้มองว่าน้องเขาน่าสงสาร ถึงแม้เรื่องราวของเขาบางคนก็น่าสงสารจริง ๆ อะแหละ แต่จีนอยากให้มองเขาที่มีความสามารถ จีนจะบอกน้องเสมอ ๆ ว่า ให้ตั้งใจวาดน้าา อยากให้คนซื้อประทับใจ รู้สึกดีที่ได้ถือกระเป๋าที่เราวาด แล้วเขาจะกลับมาซื้ออีก ความตั้งใจจีนคืออยากให้คนซื้อถือแล้วภูมิใจว่ากระเป๋าสวย แล้วช่วยน้องด้วย ไม่อยากให้ซื้อเพราะสงสารน้อง ๆ อย่างเดียวค่ะ"  

อายุ 24 กับการทำแบรนด์ด้วยตัวคนเดียว "ถ้าเราไม่ได้ลอง เราจะไม่มีวันรู้

เรารักในพลังที่อยู่ในตัวจีนมาก ๆ และรู้สึกว่านี่แหละคือสิ่งที่ผู้หญิงยุคใหม่ควรจะเป็น เราถามว่าในระหว่างที่เพื่อน ๆ ในรุ่นเดียวกันอาจจะกำลังค้นหาตัวเองอยู่ ทำไมเธอถึงเลือกที่จะเริ่มทำโปรเจคท์การกุศลแล้วในอายุแค่ 24 จีนบอกกับเราว่า "การค้นหาตัวเองคือการได้ลองลงมือทำ จีนว่าถ้าเราไม่ได้ลองทำก็ไม่มีวันรู้เลยว่าเราถนัดอะไรหรือชอบอะไรจริง ๆ ทุกคนก็มีงานประจำหรือมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน แต่การทำเพื่อสังคมก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมาทำแบบจีนที่ต้องทำโปรเจคท์ขึ้นมา เราอาจจะไปเป็นจิตอาสาแบบที่เราถนัดด้านไหนด้านหนึ่งก็ได้ เช่น เราพูดภาษาอังกฤษเก่ง เราไปสอนภาษาอังกฤษได้ หรือเราวาดรูปเก่งเราไปสอนเขาไหม หรือถ้าสมมติเราไม่มีเวลา เรามีเงิน เราก็ช่วยสนับสนุนได้ หรือแค่การช่วยแชร์เรื่องราวดี ๆ ก็ถือเป็นการสนับสนุนแบบนึงเช่นกัน

ทุกคนอาจจะมองว่า PaintJai เป็นของจีน แต่จีนมองว่ามันเป็นของทุก ๆ คนที่ร่วมมือกัน เพราะจีนคนเดียวไม่สามารถทำให้มันเกิดขึ้นมาได้ ถ้าไม่มีคนซื้อและสนับสนุน โปรเจคท์นี้ก็รันต่อไปไม่ได้"

ซัพพอร์ตผลงานของน้อง ๆ สังขละบุรีได้ที่เฟซบุคเพจ PaintJai-กระเป๋าเพ้นท์โดยน้องสังขละบุรี

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...