“จิ้งจอก” แผนแตก ในวันที่ “หงส์” หิวแสง
วันนี้เราอาจพูดได้ว่านี่คือเกมที่ ลิเวอร์พูล เล่นดีที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤติในแนวรับปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งคือ เลสเตอร์ ซิตี้ แผนแตก
กล่าวคือรากเหง้าของ “จิ้งจอก” เป็นทีมที่ไม่สนใจอัตราการครองบอลใดๆทั้งสิ้นไม่ว่าจะเจอกับทีมไหน
แผนคือ เลสเตอร์ จะไม่เพรสสูงและถอยไปตั้งรับในแดนตัวเองแล้วบีบให้ฝ่ายตรงข้ามระดมตัวผู้เล่นเพื่อพยายามตีป้อม
และลงทุน “ซื้อ” การเสียบอลระหว่างทางของฝ่ายบุกที่จะทำให้เกิดช่องว่างระยะ 35-40 หลาซึ่งเป็นพื้นที่ vip ของ เจมี่ วาร์ดี้ และเหล่าพวกพ้องที่มีความไวถึง 3-4 ตัวในจังหวะสวนกลับ
แผนนี้จะยิ่งเข้าทางหาก เลสเตอร์ ต้องออกไปเยือนเพราะเจ้าบ้านย่อมตั้งเป้า 3 แต้มเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว
จึงไม่ต้องแปลกใจใดๆครับที่แนวทางการเล่นแบบนี้ทำให้ เลสเตอร์ มีสถิติสวยหรูชนะรวด 4 นัดนอกบ้าน (ก่อนเจอกับ ลิเวอร์พูล)
ดังนั้นการ OG. แบบโชคร้ายของ จอนนี่ อีแวนส์ ทำให้ “จิ้งจอก” เล่นสวนกลับยากขึ้นกว่าเดิม
แต่ที่ทำให้เด็กๆของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ยิ่งหายไปจากเกมและถูก “หงส์แดง” ครอบงำคือ เลสเตอร์ ยังเล่นแบบเดิมคือถอยไปรับในแดนตัวเองและไม่มีการเพรสใดๆ
มีบางครั้งเพรสพอเป็นพิธีหลังเห็นเจ้าถิ่นยึกยักคืนไปมาไม่ยอมบุกแต่น้อยครั้งมากทำให้เวลาถูกเผาไปเรื่อยๆจน มาร์ค อัลไบรท์ตัน เข้าพรวดจนปล่อยให้ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน แอสซิสต์เข้าหัว ดิโอโก้ โชต้า เป็น 2-0 ก่อนหมดเวลา 4 นาทีนั่นแหละครับ
ตรงกันข้ามด้วยซ้ำครับที่เป็นฝั่ง “หงส์แดง” เพรสสูงไล่ให้ทีมเยือนตั้งเกมลำบากและการคายบอลแต่ละดอกไร้หางเสือจนแดนกลางทั้ง เกอิต้า, โจนส์ และ ไวนจ์นัลดุม เล่นง่ายไปด้วย
วันนี้ที่เราต้องชมคือแม้เพิ่งผ่านเกมทีมชาติมาแต่นักเตะเจ้าถิ่นเล่นแบบกระหาย มีความ “หิวแสง” ความเข้มข้นในการเข้าบอลและไล่บี้ทำให้แฟนบอลรู้สึกมั่นใจว่าทีมจะแย่งบอลกลับมาได้ไม่ช้าก็เร็ว
น้าเจมส์ มิลเนอร์ เข้ามาทดแทนการหายไปของ TAA ได้ดีจนเหลือเชื่อ แม้การวางบอลยาวข้ามฝากจะมีแค่หนเดียวแต่ทีเด็ดของแกคือการเปิดบอลขนานเส้นให้ โชต้า และ บ็อบบี้ สอดมาเล่นเป็นอะไรที่มีประสิทธิภาพและเป็นการเซฟตี้จากการถูกแข้งทีมเยือนพยายามเข้ามาบีบแกได้ดีจริงๆ
ในส่วนของ โชต้า ตอนนี้ผมคิดว่าทุกคนมองข้ามคำว่า “ปรับตัวกับระบบ” ไปไกลแล้วครับ ตอนนี้แกเหมือนนักเตะที่เล่นมาไม่ต่ำกว่า 3 ปี จังหวะบอลและการวิ่งสอดหาช่องหรือสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมทรงพลังเหลือเกิน
เป็นการเพิ่มมิติการเล่นให้ “หงส์แดง” อย่างเต็มรูปแบบเพราะแกมีเซนส์ในการวิ่งทะลวงแนวรับจนโหม่งพังประตู 2-0 ที่ทำให้เจ้าถิ่นเล่นง่ายยิ่งกว่าเดิม
นักเตะมี class ดูไม่ยากครับ บอลออกจากเท้าส่วนใหญ่มีความหมาย ไม่เสียพร่ำเพรื่อซึ่งอดีตแข้ง วูลฟ์แฮมป์ตัน สถาปนาเป็นผู้เล่นที่ทีมต้องมีจนผมคิดว่าน่าจะขึ้นมาถึงระบบ มาเน่ และ โม ไปเรียบร้อยแล้ว
จุดสังเกตเล็กน้อยไม่เกี่ยวกับรูปเกมคือ เวสลีย์ โฟฟาน่า เซนเตอร์ดาวรุ่งที่ช่วงต้นเกมที่สกอร์ 0-0 แกดีดมากถึงขนาดตอนจังหวะสวนกลับไปโผล่อยู่หน้าประตูเจ้าถิ่นด้วย
แต่หลังสกอร์ตามหลังอดีตแข้ง แซงต์เอเตียน วัย 19 ปีกลายเป็นบ่อเกือบทั้งเกม สไลด์จั่วลม,เข้าพรวด และยืนเป็นกรวยให้ มาเน่ กระชากง่ายๆ
ครับ “หงส์แดง” เดินออกจาก แอนฟิลด์ พร้อมกับ big boost ตัวใหญ่ๆทั้งการที่ โชต้า ทำสถิติใหม่ของสโมสรยิงในบ้าน 4 นัดติด, ทีมไม่แพ้ในบ้าน 64 นัดทำลายสถิติรุ่นน้าที่ทำไว้ 63 นัดเมื่อปี 1980
รวมไปถึงการ “ยิ้มอ่อน” กับสกอร์ที่ถือว่าสูงหากเราตีระดับ “จิ้งจอก” เป็น “อดีตจ่าฝูง” , การเก็บคลีนชีตโดยที่เหลือตัวจริงที่ยังไม่เจ็บแค่คนเดียว
และ โรแบร์โต้ ฟีร์เมียโน่ ยิงประตูได้ซักทีหลังความโหดเหี้ยมของแกหายไปเยอะ ยิงจ่อๆเดี่ยวๆไม่กี่หลายังจะชนเสาอีกแน่ะ
เลสเตอร์ ถือเป็นหนึ่งในเกมหิน(จาก 7 เกมในลีก)ก่อนตลาดหน้าหนาวจะเปิดในเดือนมกราคมโดยยังเหลือ วูลฟ์ และ สเปอร์ส ที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ ต้องเข็นสภาพแนวรับให้ผ่านไปให้ได้
เรื่องแย่ๆเรื่องเดียวคงไม่พ้นอาการบาดเจ็บของ นาบิล เกอิต้า ทำให้เป็นอีกครั้งที่ “หงส์แดง” ต้องเสียแข้งตัวหลักไปอีกแล้ว จากภาพทางทีวีเจ้าตัวจับบริเวณต้นขาด้านหลัง น่ากลัวจะไม่พ้นแฮมสตริงอีกแล้วครับ
เป็นอีกครั้งที่ผมต้องขอระบุเครื่องหมายดอกจันทิ้งท้ายบทความนี้คือ 6 ใน 9 นัดที่ “หงส์แดง” เตะไปแล้วนั้นมีชื่อของ ลีดส์, เชลซี, อาร์เซนอล, เอฟเวอร์ตัน, แมนฯซิตี้ และ ล่าสุด เลสเตอร์ ซิตี้
ผมว่าปัญหามากมายที่เกิดขึ้นในฤดูกาลนี้ไม่ว่าจะการเสีย อลิสซอน จน อาเดรียน มวยแทนโดนไป 7 ลูก, เสียแนวรับตัวจริงไป 3 (2 ในนั้นปิดเทอม), เหล่าแดนกลางสลับกันฟิตสลับกันเจ็บ, การติดโควิดของ โม ซาลาห์
การมี 20 แต้มเท่า “จ่าฝูง” สเปอร์สและเป็นรองแค่ประตูได้เสียจึงเป็นผลงาน “หิวแสง” ที่คงไม่มีใครกล้าขออะไรจากทีมชุดนี้ได้อีกแล้วครับ…