โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศิลปะลพบุรี : ศิลปะขอมที่ถูกทำให้เป็นไทย เพราะการสร้างชาติของรัฐสยาม

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 12 ก.พ. 2566 เวลา 13.01 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2564 เวลา 07.30 น.
(ซ้าย) ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ (Goerge Cœdès) (กลาง) พระปรางค์สามยอด จ.ลพบุรี (ขวา) สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

“ศิลปะลพบุรี” เป็นส่วนหนึ่งของ “ศิลปะในประเทศไทย” ซึ่งเกิดขึ้นจากการสร้างประวัติศาสตร์ของพื้นที่ในพรมแดนรัฐชาติสมัยใหม่ ที่มีขอบเขตที่แน่นอน เพื่อแสดงขอบข่ายของอำนาจรัฐ ผ่านเครื่องมือที่รู้จักกันดีคือ “แผนที่”

อย่างไรก็ตาม แผนที่ที่มีขอบเขตของอำนาจรัฐที่แน่นอนอย่างนี้ ไม่ใช่สิ่งที่คุ้นเคยกันในวัฒนธรรมดั้งเดิมของอุษาคเนย์ กำเนิดของ “แผนที่” ประเภทดังกล่าวในอุษาคเนย์ ยุคอาณานิคม จึงทำให้สยามจำเป็นต้องเร่งสร้าง “จินตกรรม” ความเป็น “สยาม” ภายในกรอบพรมแดนแบบใหม่นี้ เพื่ออ้างสิทธิธรรมของอำนาจรัฐ

ความพยายามในการสร้างจินตกรรมความเป็น “สยาม” ในรูปแบบที่ว่า ทำให้เกิดการประดิษฐ์สิ่งที่นักประวัติศาสตร์ชั้นอ๋องอย่าง อ.ธงชัย วินิจจะกูล เรียกว่า “แผนที่ประวัติศาสตร์” ขึ้นมา

และถ้าจะว่ากันตามอย่างที่ อ.ธงชัยเสนอแล้ว แผนที่ประเภทนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้อ้าง “การสืบทอด” อำนาจการปกครองตามแต่จะสมมุติกันขึ้นมาจากผู้ปกครองท้องถิ่น ที่ยอมสยบ หรือถูกช่วงชิงอำนาจด้วยชาวยุโรป

ในกรณีของสยาม คือการอ้างการสืบทอดอำนาจของผู้ปกครองดินแดนภายในกรอบแผนที่ที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่นี้ ในขณะเดียวกัน แผนที่นี้ก็จะทำหน้าที่หล่อหลอม โบราณวัตถุสถาน ศิลปวัตถุต่างๆ ที่สร้างขึ้นในหลากหลายวัฒนธรรมที่มีอยู่ในกรอบแผนที่ ให้กลายเป็นสยาม

กระบวนการดังกล่าวก็ได้หล่อหลอมให้ผู้คนหลากเผ่าหลายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นลาว เขมร กวย มอญ ฯลฯ กลายเป็น “คนไทย” ผ่านเครื่องมือการสร้างประวัติศาสตร์ร่วมกันนี้ด้วย

ในกรณีนี้ “ศิลปะลพบุรี” จึงเป็นส่วนหนึ่งในปฏิบัติการของอำนาจรัฐสยามปฏิบัติการหนึ่ง ที่พยายามหล่อหลอม “ศิลปะขอม” ให้กลายเป็นต้นธารสายหนึ่งของ “ศิลปะไทย” ด้วยกลวิธีการสร้างชุดคำอธิบายทางประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีนั่นแหละนะครับ

เค้าโครงหลักการจัดแบ่งยุคสมัยของ “ศิลปะในประเทศไทย” ปรากฏครั้งแรกในหนังสือเรื่อง “ตำนานพุทธเจดีย์สยาม” ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2469

เรือน พ.ศ.ดังกล่าวเป็นปี พ.ศ.เดียวกับที่รัชกาลที่ 7 ประกาศตั้ง “ราชบัณฑิตยสภา” ให้ดูแลงานด้านโบราณคดี วรรณคดี ศิลปากร และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สำหรับพระนคร โดยมีสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสภา

ในการนี้ กรมดำรงฯ และศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ (Goerge Cœdès) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการอ่านจารึกอุษาคเนย์ ชาวฝรั่งเศส ได้เริ่มปรับปรุงการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ ทำให้พิพิธภัณฑสถานเปลี่ยนจาก “พิพิธภัณฑสถานประเภททั่วไป” กลายเป็น “พิพิธภัณฑสถาน ที่รวบรวมสงวนรักษาโบราณศิลปวัตถุ ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ”

น่าสนใจว่า ตอนหนึ่งในคำนำของพระนิพนธ์เรื่องตำนานพระพุทธเจดีย์สยาม กรมดำรงฯ ได้ระบุไว้ว่า “ในการแต่งหนังสือเรื่องนี้สำเร็จ ข้าพเจ้ารู้สึกขอบใจศาสตราจารย์ยอช เซเดส์ มากด้วยรับหน้าที่การค้นหนังสือและการเลือกรูปภาพที่พิมพ์ ต้องเหน็ดเหนื่อยมาก”

สองปีต่อมา คือในเรือน พ.ศ.2471 เซเดส์ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ “โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร” ซึ่งเป็นหนังสือที่ใช้สำหรับอธิบายโบราณวัตถุ ที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในขณะนั้นตามชื่อของหนังสือ

ดังนั้น จึงยิ่งน่าสนใจยิ่งขึ้นอีกว่า ตลอดระยะเวลาสองปีนับแต่กรมดำรงฯ เขียน “ตำนานพุทธเจดีย์สยาม” โดยมีเซเดส์ช่วยค้นหนังสือและคัดรูปภาพ เมื่อปี พ.ศ.2469 จากนั้นทรงดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสภา ในช่วงปี พ.ศ.เดียวกันนั้นเอง แล้วเริ่มปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานประเภททั่วไป ให้เป็นพิพิธภัณฑสถานที่รวบรวมสงวนรักษาโบราณศิลปวัตถุ ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ โดยมีเซเดส์คอยช่วยเหลือ จนกระทั่งสำเร็จแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2471

และมีหนังสือ “โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร” ที่เขียนขึ้นโดยเซเดส์ ที่แทบจะถอดแบบเค้าโครงหลักการจัดแบ่งยุคสมัยจากพระนิพนธ์เรื่องตำนานพระพุทธเจดีย์สยาม เป็นปรากฏการณ์ที่ต่อเนื่องกันโดยมีนัยยะที่จงใจหรือไม่?

อย่าลืมนะครับว่า เซเดส์ดำรงตำแหน่งบรรณารักษ์ประจำหอพระสมุดวชิรญาณตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2461 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2469 และต่อมาเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2470 ได้ดำรงตำแหน่งในสภาเลขานุการประจำราชบัณฑิตยสภาแห่งสยาม

และก็เป็นที่นี่เอง ที่เซเดส์กับกรมดำรงฯ พบกันแทบจะทุกวัน

ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล นักประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ทรงอิทธิพลต่อวงการศึกษาโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะไทย ผู้ทรงเป็นพระโอรสองค์สุดท้องของกรมดำรงฯ ยังเคยอ้างไว้ด้วยว่า “เหตุนั้น (เซเดส์) จึงถวายตนเป็นข้าและราชโอรสบุญธรรมของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ”

คำอ้างนี้ยิ่งแสดงถึงความแน่นแฟ้นของบุคคลทั้งสอง ซึ่งส่งอิทธิพลทางความคิดถึงกันทั้งเรื่องส่วนตัว ด้านวิชาการ และด้านอื่นๆ

วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2472 เซเดส์จึงได้ลาออกจากราชการสยาม หลังจากรับราชการนานถึง 13 ปี เพื่อไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ (École Française d’Extrême-Orient) เป็นเวลานับไม่ถึงหนึ่งปีหลังจากที่ตีพิมพ์ “โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร”

ซึ่งหมายความว่า การจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับ “ศิลปะในประเทศไทย” ตามข้อมูลในหนังสือฉบับดังกล่าว ควรจะเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว หรืออย่างน้อยก็ควรที่จะมีเค้าโครงการจัดแสดงที่ชัดเจนในระดับหนึ่ง

นั่นหมายความว่า สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ และ Cœdès จัดการทำรังวัดและปักปันเขตแดนของ “แผนที่ประวัติศาสตร์” ฉบับแรกของสยามเสร็จเรียบร้อยแล้วนั่นเอง

ในฐานะหนึ่งแล้ว ประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีเขมร กับเขมรในประเทศไทย (หรือศิลปะลพบุรี) จึงนับเป็นงานประวัติศาสตร์นิพนธ์ประเภทหนึ่ง ประวัติศาสตร์นิพนธ์ทั้งสองเรื่องนี้เป็นนิยายโรแมนติก ซึ่งมีการวางพล็อตเรื่องที่แตกต่างไปจากกัน

ในขณะที่เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส วางพล็อตแบบ “โศกนาฏกรรม” (tragedy) โดยกำหนดให้อาณาจักรเมืองพระนครอันยิ่งใหญ่ได้ล่มสลายลง และหาความสืบเนื่องไม่เจอกับอารยธรรมของเขมรสมัยหลังเมืองพระนคร ที่สามารถสืบย้อนได้กับประชากรในประเทศกัมพูชาปัจจุบัน เพื่อสิทธิธรรมในการครอบครองดินแดนกัมพูชาที่มีร่องรอยอารยธรรมขอมโบราณของคนขาว

อำนาจของรัฐสยามกลับวางพล็อตเรื่องแบบ “สุขนาฏกรรม” (comedy) ที่ทำให้ศิลปะลพบุรีสามารถสืบเนื่องต่อมาถึงศิลปะอยุธยา และผูกโยงเข้ากับความเป็นไทยในปัจจุบันได้

หนังสือนำชมพิพิธภัณฑ์อย่าง “โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร” ของเซเดส์ ได้พยายามขัดเกลาร่องรอยหรือตำหนิต่างๆ ใน “ตำนานพุทธเจดีย์สยาม” อย่างน้อยที่สุดก็แสดงให้เห็นถึงการพยายามเชื่อมโยงจาก “ศิลปะลพบุรี” มาเป็น “ศิลปะอยุธยา” ด้วยการสร้าง “ศิลปะอู่ทอง” ที่ไม่มีปรากฏอยู่ในหนังสือตำนานพระพุทธเจดีย์สยามขึ้นมา

และก็เป็นในหนังสือโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนครนี่เองที่ “ศิลปะลพบุรี” มีหน้าที่ในการรับอิทธิพลจากศิลปะในสมัยก่อนหน้าคือ ทวารวดี ขอม และศรีวิชัย และส่งต่อรูปแบบศิลปะให้กับ “ศิลปะอู่ทอง” ซึ่งเป็นศิลปะของ “ชนชาติไทย” ในภาคกลางของประเทศ

และ “ศิลปะอู่ทอง” นี้เองที่จะทำหน้าที่คลี่คลายความเป็น “ขอม” ของ “ศิลปะลพบุรี” ให้กลายมาเป็นศิลปะอยุธยา และสืบเนื่องมาจนถึงรัตนโกสินทร์

เอาเข้าจริงแล้ว “ศิลปะลพบุรี” จึงไม่ได้มีความแตกต่างทางด้านรูปแบบศิลปะอย่างมีนัยยะสำคัญไปจาก “ศิลปะขอม” เพราะสิ่งที่ทำให้ศิลปะทั้งสองต้องแยกออกจากกันเป็นคนละสกุลช่างนั้น เกิดจากปฏิบัติการของอำนาจต่างหาก

พูดง่ายๆ อีกทีก็ได้ว่า “ศิลปะลพบุรี” เกิดจากปฏิบัติการของอำนาจรัฐสยาม ในขณะที่ “ศิลปะขอม” เกิดจากปฏิบัติการของอำนาจฝรั่งเศส แต่ทั้งสองศิลปะเกิดจากปฏิบัติการของอำนาจความคิดแบบอาณานิคมก็เท่านั้นเองแหละครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...