โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไบข่าน (Lake Baikal) คลานไปบนทะเลสาบน้ำแข็งในอุณหภูมิ -40 องศาเซลเซียส

The Momentum

อัพเดต 01 เม.ย. 2561 เวลา 12.58 น. • เผยแพร่ 01 เม.ย. 2561 เวลา 08.28 น. • รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์

In focus

  • ทะเลสาบไบข่าน (Baikal Lake) ทะเลสาบน้ำจืดที่ลึกที่สุด และมีปริมาณน้ำเยอะที่สุดในโลก แถมยังยาวเหยียดถึง 636 กิโลเมตร ในช่วงฤดูหนาว ทะเลสาบแห่งนี้จะกลายเป็นน้ำแข็ง ซึ่งหนาพอที่จะให้รถวิ่งไปบนทะเลสาบแห่งนี้ได้ ทั่วทั้งทะเลสาบ เราจะได้เห็นภูมิทัศน์น้ำแข็งแปลกตา ซึ่งเกิดจากการแข็งตัวหลายรูปแบบ บางแห่งเป็นน้ำแข็งหนาใส บางแห่งขาวขุ่นเป็นสีขาวทึบ บางแห่งเป็นแผ่นสะท้อนสีฟ้าครามสวยงาม
  • เกาะโอลคอน (Olkhon Island) เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในทะเลสาบไบข่าน ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเบอร์ยาติ (Buryati) ที่นับถือศาสนาพุทธผสมผีซึ่งมีบรรพบุรุษเป็นชาวมองโกเลีย พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้านคือบริเวณแหลมเบอร์คาน (Cape Burkhan) ซึ่งจะมีถ้ำที่อนุญาตให้เฉพาะคนทรงหรือชาแมนเท่านั้นที่เข้าไปทำพิธีกรรมได้ โดยชาวบ้านเชื่อว่า ที่นี่คือที่สถิตของเทพเจ้าประจำทะเลสาบไบข่าน

ฟ้ายังไม่สว่าง เราลงจากรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียที่สถานีอีร์คุตสค์ (Irkutz) เมืองที่อยู่ไม่ไกลจากพรมแดนมองโกเลีย หากเดินลงใต้ไปประมาณหลายพันกิโลเมตรก็จะถึงกรุงเทพฯ พอดิบพอดี

เราอยู่ในระหว่างเดินทางกลับบ้านจากยุโรป แต่ขอเถลไถลไปทะเลสาบไบข่าน (Baikal Lake) ทะเลสาบน้ำจืดที่ลึกที่สุดในโลก มีปริมาณน้ำเยอะที่สุดในโลก (ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของน้ำผิวดินบนโลกนี้) แถมยังยาวเหยียดถึง 636 กิโลเมตร คิดเป็นระยะทางประมาณกรุงเทพฯ – เชียงใหม่

เรายืนรอท่ามกลางอากาศหนาวจนหนวดผมเริ่มเป็นน้ำแข็ง ไม่นาน ลีโอนิด (Leonid) หนุ่มชาวรัสเซีย ไกด์ทัวร์ที่เราจะฝากชีวิตไว้มาแตะหลังพาเราไปขึ้นรถจี๊ปทหารที่พอจะกำบังลมหนาวได้เล็กน้อย รถฝ่าความมืดผ่านเมืองที่ยังไม่ตื่นพาเราไปหลบในเกสต์เฮาส์หลังเล็กๆ จิบกาแฟอุ่นๆ รอฟ้าสว่างเพื่อออกเดินทาง

ลีโอนิดแนะนำให้เรารู้จักสองสาวชาวสิงคโปร์ เราทักทายกันสั้นๆ และใช้ความได้เปรียบทางภาษาบวกกับนิสัยที่ไม่ค่อยดีนัก ตั้งชื่อเล่นสองสาวว่าชะม้อยและชวนพิศ ส่วนหนุ่มลีโอนิดก็มีชื่อเล่นภาษาไทยว่าสมปอง กว่าจะได้ออกเดินทางก็สายกว่าตารางเวลานิดหน่อย เพราะชะม้อยดันเกิดแพ้อากาศหนาวและเลือดกำเดาไหลไม่หยุด แต่สุดท้ายรถจี๊ปก็ได้บรรจุห้าชีวิตเพื่อออกเดินทางไปหาอาหารเช้าใส่ท้อง

แม้จะเกือบ 9 โมงแล้ว แต่ถนนในอีร์คุตสค์ก็ยังเงียบสงัด สมปองตัดสินใจเลี้ยวเข้าจอดร้านอาหารยอดนิยมในกลางเมืองที่ร้างไร้ผู้คน ร้านแห่งนั้นชื่อว่า… ซับเวย์ (Subway) ก็โอเคอ่ะ ถือว่าเริ่มทริปด้วยรสชาติอาหารที่หาได้แถวสุขุมวิท

พ้นจากเมืองมา ภูมิทัศน์ก็เริ่มแปลกตา คือมองไปทางไหนก็เห็นสีขาวสุดลูกหูลูกตา สลับกับม้าขนปุยที่ยืนหงอยๆ พยายามเล็มหญ้าที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนหิมะ สมปองผู้มีภาษาอังกฤษเป็นเลิศเล่าให้ฟังว่า อากาศแถบอีร์คุตสค์นั้นสุดจะสวิง กลางคืนหน้าหนาวก็อาจติดลบได้ถึง 40 องศาเซลเซียส แต่หากหน้าร้อน วันที่ร้อนสุดๆ อาจเฉียด 37 องศาเซลเซียส ช่วงนั้นพื้นที่รกร้างว่างเปล่าในตอนนี้ก็จะกลายเป็นทุ่งเขียวชอุ่มของพืชประเภทหัวหลากชนิด

ส่วนหน้าหนาวแบบนี้ ชาวสวนชาวไร่เขาก็ไม่ค่อยทำอะไรหรอก อีกอย่าง ผักสดก็กลายเป็นของหายากราคาแพง ที่พอจะหาได้ก็เป็นพวกหัวมันหรือบีทรูท แล้วก็พวกผักดองต่างๆ สมปองหยุดอธิบายแล้วหันมาถามว่า หน้าหนาวของไทยแลนด์กับสิงคโปร์ล่ะ เป็นอย่างไร

เราตอบกันพร้อมเพรียงว่าทั้งสองประเทศก็คล้ายๆ กัน หน้าหนาวก็จะอยู่ที่ประมาณ 20 องศา สมปองหยักหน้าแล้วถามว่า 20 องศานี่ฟาร์เรนไฮต์หรือเซลเซียส พอบอกว่าเซลเซียสสมปองก็ชะงักแล้วปรับฮีทเตอร์ในรถให้อุ่นขึ้น พลางส่งสายตาแกมสงสารว่าพวกเราในตอนนี้คงหนาวมากสินะ (ก็แหงสิ ข้างนอกนี่อย่างน้อยก็ -20 เซลเซียสนะเฟ้ย)

นั่งดูวิวขาวๆ โล่งๆ ไปสักครึ่งชั่วโมงแรกก็ตื่นเต้นดีอยู่หรอก แต่หลังจากรู้จากสมปองว่าต้องดูวิวอย่างนี้อีกเกือบสามชั่วโมง แถมสมปองยังเปิดเพลงอะไรก็ไม่รู้ เสียงเหมือนบทสวดมนต์ที่มีภาษาอังกฤษปนออกมาด้วยนิดหน่อย ผนวกกับทิวทัศน์ที่เริ่มน่าเบื่อ ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางก็มาสะกิดชวนให้เราเอนตัวลงนอน มาตื่นอีกครั้งก็ตอนสมปองหยุดรถเพื่อแวะกินข้าวเที่ยงที่ร้านริมทาง ตามสไตล์นักท่องเที่ยวที่ดี เราขอคำแนะนำจากสมปองว่า มาถึงอีร์คุตสค์มีอะไรเด็ดๆ ให้กินบ้าง

เรามอบอภิสิทธิ์การสั่งอาหารให้สมปอง จานแรกที่มาถึงทำเอาเราตะลึงไป เพราะมันคือเกี๊ยวจีนไส้หมู ตามด้วยบอชท์ (borscht) ซุปรัสเซียใส่บีทรูทที่หากินได้แทบทุกหัวมุมถนน แต่อย่างสุดท้ายน่าสนใจหน่อย เพราะเป็นเนื้อปลาโอมูลดองน้ำมันและเกลือ เสิร์ฟพร้อมกับหอมใหญ่สดๆ โอมูล (Omul) เป็นปลาน้ำจืดกลางที่มีถิ่นอาศัยแห่งเดียวคือในทะเลสาบไบข่าน แถมยังเป็นสินค้าส่งออกขึ้นชื่อของอีร์คุตสค์ด้วย

ระหว่างมื้ออาหาร สมปองก็เล่าให้ฟังว่าอาหารรวมถึงหน้าตาของคนแถบนี้มีความเป็นจีนมองโกเลียอยู่มาก อย่างหมู่บ้านบนเกาะโอลคอน (Olkhon Island) ก็เป็นชาวเบอร์ยาติ (Buryati) ที่นับถือศาสนาพุทธผสมผีซึ่งมีบรรพบุรุษเป็นชาวมองโกเลีย หลังจากฟาดอาหารจนเรียบ ก็ได้เวลานั่งรถชมทิวทัศน์สไตล์ไซบีเรียกันต่อ แต่คราวนี้จากทุ่งกว้างเริ่มเปลี่ยนมาเป็นเทือกเขาขาวสะอาดสลับหินสีน้ำตาลไหม้ มองไปก็คล้ายๆ กับอยู่นอกโลก

บ่ายคล้อย ลีโอนิดก็ปล่อยให้เรามายืดเส้นยืดสายริมหน้าผาที่มองลงไปเห็นทะเลสาบไบข่านสุดลูกหูลูกตา เราตื่นเต้นกับภาพตรงหน้า ในขณะที่สมปองยืนคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้ากังวลแล้วเดินมาบอกกับเราว่า เขาอาจจะพาเราข้ามไปที่เกาะโอลคอนไม่ได้

อ่าวเฮ้ย ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่หว่า!

สมปองอธิบายว่า ทะเลสาบไบข่านจะเริ่มเป็นน้ำแข็งตั้งแต่ช่วงปลายปี แต่การขับรถบนทะเลสาบที่เป็นน้ำแข็งเป็นเรื่องอันตรายมาก เพราะเราไม่รู้เลยว่าน้ำแข็งตรงไหนตื้นลึกหนาบางเท่าไหร่ และหากน้ำแข็งจะรับน้ำหนักรถยนต์ได้ ก็ต้องหนาอย่างน้อยร่วมสามเมตรจึงจะปลอดภัยหายห่วง แถมตอนนี้ทางการก็ยังไม่ประกาศเส้นทางที่ปลอดภัยเสียด้วย สมปองจึงไม่กล้าเสี่ยงที่จะพาเราดุ่มๆ ไปโดยใช้ข้อมูล GPS ซึ่งเขาได้มากจากชาวบ้านอีกทีหนึ่ง

แต่อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะเขาได้เรียกชาวบ้านจากเกาะโอลคอนให้มารับเรา แล้วเขาจะขับรถจี๊ปตามหลังไป

รออยู่ที่ท่าเรือ ไม่นาน รถตู้ท่าทางบุโรทั่งก็แวะมารับชาวเอเชีย 4 ชีวิตให้ขึ้นไปร่วมวง บนรถมีลุงกับป้านั่งชิลกันอยู่ แถมทั้งสองคนยังหน้าตาประมาณชาวมองโกล (เคยเห็นในหนังจีน) อีกประมาณ 70 กิโลเมตรเราก็จะถึงเกาะโอลคอน เราคืบคลานไปอย่างช้าๆ เพราะเส้นทางทั้งราบและลื่น แถมยังได้หยุดเป็นพักๆ เพื่อให้เรานอนลงเอาตัวนาบไปกับน้ำแข็งใสใจกลางทะเลสาบไบข่าน ผมจ้องลงไปที่พื้นด้านล่าง มันดำมืดราวกับไม่มีที่สิ้นสุด

แม้ตัวจะสั่นด้วยความหนาว แต่การที่เรารู้ว่ากำลังนั่งอยู่เหนือทะเลสาบที่กลายเป็นน้ำแข็งก็ทำให้รู้สึกน่าตื่นเต้นไม่น้อย กว่าจะถึงที่พักก็ตะวันคล้อย เราได้เจอเพื่อนใหม่เป็นหมาไซบีเรียนเฟรนด์ลี่ขี้เล่น ซึ่งผมดันพลาดไปผูกมิตรจนโดนตามติดเป็นลูกแหง่ แถมยังงับแขนเสื้อขนเป็ด (ซึ่งผมยืมพี่ชายมา) ซะจนเป็นรู สุดท้ายก็ต้องยอมถอยกรูดเข้าบ้าน ทิ้งเจ้าหมาให้นั่งหงอยอยู่นอกรั้ว

แม้หมู่บ้านบนเกาะโอลคอนจะไม่มีน้ำประปา แต่โชคดีที่ไฟฟ้ายังใช้การได้ ชีวิตในเกสต์เฮาส์จึงไม่ทรมานมากเกินไปนัก (อาหารก็แสนอร่อย) แถมยังมีตู้เย็นแสนสะดวก แค่เปิดประตูหน้าบ้านเอื้อมแขนไปวางเครื่องดื่มทิ้งไว้ไม่นานก็เย็นชื่นใจ ความลำบากอย่างเดียวคือห้องน้ำที่ต้องเดินไปด้านหลังประมาณ 30 เมตร จึงเป็นวิบากกรรมมากหากปวดฉี่ตอนกลางดึก เพราะต้องลุกขึ้นมาสวมเสื้อห้าชั้น ฝ่าความหนาว -40 องศาเซลเซียสเพื่อไปทำธุระส่วนตัว

เราเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยทัวร์ทางเท้าเพื่อไปยังพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้านคือบริเวณแหลมเบอร์คาน (Cape Burkhan) ซึ่งจะมีถ้ำที่อนุญาตให้เฉพาะคนทรงหรือชาแมนเท่านั้นที่เข้าไปทำพิธีกรรมได้ โดยชาวบ้านเชื่อว่าที่นี่คือที่สถิตของเทพเจ้าประจำทะเลสาบไบข่าน สำหรับนักท่องเที่ยว นอกจากจะได้มองดูอยู่ไกลๆ เราก็จะเห็นเสาผูกผ้าสีสันสดใส เป็นเครื่องหมายบ่งบอกว่า เลยจุดนี้ไปคือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์

ในช่วงสายก็ได้เวลาผจญภัยทางตอนเหนือของทะเลสาบไบข่าน สมปองพาเราหิ้วถุงข้าวแล้วนั่งรถขึ้นเหนือ ตลอดทางเราได้เห็นน้ำแข็งหลากชนิด ตั้งแต่พื้นน้ำแข็งใสแจ๋วที่พอมองเห็นว่าด้านใต้มีอะไร น้ำแข็งผลึกใหญ่ที่ถูกลมพัดอย่างรุนแรงตอนที่ยังแข็งตัวไม่เต็มที่ กลายเป็นผลึกแก้วสีฟ้าสดใส น้ำแข็งที่แทงทะลุออกจากหน้าผาไม่ต่างจากหินงอกหินย้อย สมปองบอกกับเราว่าจะมีเซอร์ไพรซ์เป็นถ้ำน้ำแข็งที่ปลายทาง

“ทุกปี ถ้ำน้ำแข็งจะหน้าตาไม่เหมือนกัน และถ้าเราโชคดีก็จะพอมีช่องให้เราลอดออกมาได้” สมปองเล่าแล้วบอกว่าปีนี้เราเป็นคณะแรกที่ได้มา ‘ลองของ’ ที่ถ้ำน้ำแข็ง เพราะเขาเองก็ยังไม่ได้มาเช็กว่าถ้ำน้ำแข็งปีนี้หน้าตาเป็นอย่างไร

โอเค… เซอร์ไพรซ์จริงๆ ด้วย

รถตู้จอดตรงหน้าผาที่หน้าตาแสนธรรมดา เว้นแต่ว่ามีช่องหินแยกเล็กๆ ขนาดตัวคนเบียดเข้าไปได้ สมปองนำทัพมาหนุ่มสาวอาเซียนเข้าไปยังถ้ำน้ำแข็ง แล้วทำหน้าดีอกดีใจเพราะมีช่องให้เราลอดออกไปยังอีกฝั่งหนึ่งได้ เขาหันหน้ามาขออาสาสมัคร ซึ่งแน่นอนว่าคำตอบของทุกคนคือ ‘ไม่’ เพราะช่องดูเล็กจิ๋วจนกลัวตัวจะเข้าไปติดแล้วต้องโทรเรียกให้ประกันมาช่วย

สมปองไม่รอช้า ไถลตัวเข้าไปแล้วนิ่งไปนาน สักพักเราก็ได้ยินเสียงเรียกจากอีกฝั่งว่า ทะลุมาเลยเดี๋ยวผมจะขับรถมารอที่ฝั่งนี้ เอาล่ะสิ เป็นไงเป็นกัน

ผมไถลเข้าไปในช่องน้ำแข็งขนาดจิ๋ว รู้สึกทุลักทะเลไม่น้อยเพราะต้องคอยดูแลกล้องฟูลเฟรมตกรุ่นที่สุดจะเทอะทะ แต่สุดท้ายก็ออกมาได้พร้อมกับสังเวยจอโทรศัพท์ที่เก็บไว้ในกระเป๋ากางเกง (ลืมสนิท) แต่ไม่เป็นไร เพราะเราคงไม่ได้มาเนื้อแนบเนื้อกับน้ำแข็งที่ทะเลสาบไบข่านกันบ่อยๆ

เรื่องน่าตื่นเต้นยังไม่จบ เพราะขากลับเราดันมาเจอกับรถที่จอดกลางทะเลสาบ และขบวนชาวบ้านที่ลงมาเดิน สมปองหยุดรถแล้วเดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วบอกเราว่าด้านหน้ามีรอยน้ำแข็งแยก ให้ลงมาเดิน เดี๋ยวเขาจะขับรถข้ามไปคนเดียว

เราเชื่อฟังอย่างว่าง่าย แล้วได้ไปเห็นความอันตรายจริงๆ ของทะเลสาบน้ำแข็งแห่งนี้ เพราะรอยแยกที่ว่าไม่ใช่รอยเล็กๆ ชิลๆ แต่มันทอดยาวเป็นหลายกิโลเมตรจนเสียเวลาจะขับอ้อม ที่สำคัญมันมีน้ำไหลทะลักออกมาจากรอยแยกจ้า

เราข้ามมารออีกฝั่ง รถจี๊ปของสมปองเร่งเครื่องแล้ววิ่งผ่านรอยแยกมาแบบน้ำกระจาย เราหายใจทั่วท้องเพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องเดินฝ่าอากาศโคตรหนาวเพื่อกลับไปซุกตัวในผ้าห่มอุ่นๆ

ตกเย็น เราถึงได้มาเดินชิลๆ ในหมู่บ้าน ระหว่างรอเจ้าบ้านเกสต์เฮาส์ต้มน้ำสำหรับบันย่า (Banya) หรือซาวน่ารัสเซียสำหรับการชำระร่างกายในวันนี้ เราเจอร้านชำที่ตั้งอยู่แบบแรนดอม และอดใจไม่ไหวที่จะซื้อไอศกรีม (มีขายจริงๆ) เพื่อมาชิมให้มันเย็นสุดขั้วกันไปเลย ส่วนเจ้าหมาไซบีเรียนก็ยังตามราวีผมไม่เลิก แต่ตอนนี้ผมก็ยื่นแขนให้มันงับเล่นแต่โดยดี (ขอโทษนะครับพี่)

เราจบวันในซาวน่าส่วนตัว อะไรจะดีไปกว่านั่งอาบไอน้ำร้อนๆ ให้ผิวนุ่มหลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน แถมยังให้ความรู้สึกแบบราชา เพราะเรารู้ว่าด้านนอกหนาวเย็นมากขนาดไหน

ระหว่างทางกลับสู่เมืองอีร์คุตสค์ ไม่ต้องเดาก็คงจะพอรู้ว่าเราหลับกันเป็นตาย อาจจะเพราะวิวไซบีเรียหรือเพลงทำนองบทสวดที่ของสมปองที่สะกดจิตตลอดทาง

 

หมายเหตุ: สำหรับใครที่สงสัยว่าถ้าเราสาดน้ำไปในอุณหภูมิ -40 องศาเซลเซียสแล้วจะเป็นอย่างไร ผมลองให้แล้วนะครับปรากฏว่ามันก็ยังเป็นน้ำนี่แหละ แต่พอถึงพื้นไม่นานก็กลายเป็นน้ำแข็ง สมปองแนะนำว่าถ้าอยากสาดน้ำให้กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสวยๆ ต้องใช้น้ำร้อน ซึ่งชะม้อยก็บ้าจี้เอาชาร้อน (ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากระหว่างการเดินทาง) มาสาดกลางทะเลสาบ ปรากฏเป็นไอน้ำและเกล็ดน้ำแข็งสวยงาม แต่ก็อดรับประทานชาไปนะครับ (ฮือ)

 

ขอบคุณเพื่อนร่วมทาง ธิษณา กูลโฆษะ

Fact Box

การเดินทางท่องเที่ยวบริเวณทะเลสาบไบข่านด้วยตัวเองถือว่าค่อนข้างยาก นอกจากชาวบ้านแถวนั้นจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้แล้ว ข้อมูลทุกอย่างยังเป็นภาษารัสเซีย ผู้เขียนแนะนำว่าให้ซื้อทัวร์ดีกว่า เพราะค่อนข้างสะดวกและยังได้ความรู้จากไกด์อีกด้วย

ผู้เขียนซื้อทัวร์จากเว็บไซต์ Baikal Explorerสนนราคา 3 วัน 2 คืนกลุ่ม 4 คนพร้อมไกด์ส่วนตัวประมาณคนละ 19,000 รูเบิ้ล หรือ 10,000 บาท (ไม่ได้ค่าโฆษณานะครับ)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...