โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

“เลี้ยงวัวนม” อาชีพนี้ไม่จน ฟันกำไร 50% อ.ส.ค. นำร่องพัฒนาฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูง

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 06 ก.ค. 2564 เวลา 07.44 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 07.44 น.

“การเลี้ยงโคนม” เป็นอาชีพพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลย​เดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงมอบให้แก่เกษตรกรไทยมานานกว่า 60 ปี ด้วยทรงเล็งเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมจะช่วยให้ชาวไทยได้บริโภคนมที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย ทั้งช่วยให้เกษตรกรไทยได้มีอาชีพที่มั่นคง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมสหกรณ์และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เข้ามาให้ความรู้ทางวิชาการแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนม เพื่อยกระดับฟาร์มโคนม ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์นมให้ได้มาตรฐาน จีเอ็มพี (GMP) และ HACCP ทำให้การเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพที่มั่นคง ยั่งยืน และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยมาอย่างต่อเนื่อง

“เลี้ยงวัว” เป็นอาชีพเสริม

แต่ทำเงินดีแซงหน้าอาชีพหลัก

คุณสุนันทา กาญจนศิลป์ อาศัยอยู่เลขที่ 57/1 หมู่ที่ 6 ซอย 8 ถนนสาย 2 ซ้าย ตำบลโคกตูม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี 15210 โทร. 089-806-6958 หนึ่งในเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวนม เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนครอบครัวปลูกพืชไร่เป็นอาชีพหลัก แต่เจอปัญหาภัยธรรมชาติ ทำให้ได้ผลผลิตไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย สามีคือ คุณสมบูรณ์ กาญจนศิลป์ จึงมองหาลู่ทางสร้างอาชีพเสริม ประมาณปี 2531-2532 ภาครัฐได้ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาเลี้ยงวัวนม จึงสนใจเข้าอบรมอาชีพการเลี้ยงวัวนม กับ อ.ส.ค. ประมาณ 1 เดือน เพื่อให้ได้เอกสารรับรอง สามารถขายน้ำนมดิบให้แก่ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบได้

หลังจากนั้น ป้าสุนันทาได้ลงทุนซื้อวัวนม ในราคาตัวละ 30,000-35,000 บาท เข้ามาเลี้ยง จำนวน 3 ตัว ต่อมามีการผสมพันธุ์เทียม และขยายพันธุ์วัวนมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี จนกระทั่งมีจำนวนแม่นมมากกว่า 50 ตัว สร้างรายได้จากการจำหน่ายน้ำนมดิบทุกวัน เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าเดือนละ 200,000 บาท ทำให้ครอบครัวมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามลำดับ

“เมื่อ 30 ปีก่อน สนใจเลี้ยงโคนม เป็นรายได้เสริม ปรากฏว่า สร้างรายได้ที่ดีและมั่นคง ทำรายได้แซงหน้ากิจการเพาะปลูกพืชไร่ ซึ่งเป็นอาชีพหลัก จึงตัดสินใจเปลี่ยนมาทำอาชีพเลี้ยงวัวนมเป็นรายได้หลักของครอบครัวจนถึงทุกวันนี้ อาชีพเลี้ยงวัวนม ทำให้ครอบครัวเรามีเงินซื้อที่ดิน ซื้อบ้าน ซื้อรถ เป็นความภาคภูมิใจที่ได้ทำอาชีพการเลี้ยงวัวนม บอกลูกทั้ง 3 คน ว่า ไหว้วัวบ้างนะ ลูกเรียนจบปริญญาได้เพราะรายได้ของวัวนมทั้งนั้น อย่าลืมบุญคุณของวัวนะ” ป้าสุนันทา กล่าวด้วยรอยยิ้ม

ส่งต่ออาชีพจากรุ่นสู่รุ่น

ปัจจุบัน ป้าสุนันทา ได้ส่งต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมให้บุตรสาวคนเล็ก คือ คุณจันทรจิรา กาญจนศิลป์ วัย 39 ปี เป็นผู้สืบทอดกิจการแทน ซึ่งเธอบริหารกิจการได้ดีไม่แพ้รุ่นคุณแม่ เพราะได้เรียนรู้เรื่องการเลี้ยงวัวนมมาตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ช่วยแม่เลี้ยงวัวในช่วงวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ พาวัวไปกินหญ้า-รีดนมวัวด้วยมือ

คุณจันทรจิรา เล่าว่า หลังเรียนจบปริญญา เธอได้ทำงานประจำที่กรุงเทพฯ จนกระทั่งเมื่อ 2-3 ปีก่อน คุณแม่ป่วยต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นระยะ คุณพ่อของเธอมีอายุมาก ทำงานหนักไม่ไหว คุณจันทรจิรากับสามีจึงตัดสินใจลาออก กลับมาอยู่บ้านที่ลพบุรี เพื่อช่วยครอบครัวดูแลกิจการเลี้ยงวัวนม ดังนั้น แม้เปลี่ยนอาชีพจากทำงานในห้องแอร์มาเลี้ยงวัวนม แต่คุณจันทรจิราก็ไม่ยุ่งยากที่จะสานต่ออาชีพจากคุณแม่ เพราะได้ซึมซับความรู้เรื่องการเลี้ยงวัวนมมาตลอด

“อาชีพการเลี้ยงวัวนม ต้องใช้เงินลงทุนสูง กว่าจะคืนทุนต้องใช้เวลานานหลายปี หากกู้เงินมาลงทุน อาจเสียค่าดอกเบี้ยแพง คุณแม่ไม่แนะนำให้ซื้อวัวนมจากภายนอกเข้ามาเลี้ยง เพราะเสี่ยงเจอปัญหาวัวติดโรคและปากเท้าเปื่อยได้ แนะนำให้ขยายพันธุ์วัวในฟาร์มไปเรื่อยๆ ทุกปี เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน นอกจากนี้ เพื่อให้ได้น้ำนมคุณภาพดี ปริมาณไขมันสูงและให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับการลงทุน จะปล่อยให้แม่วัวนมตั้งท้อง 4-5 ครั้ง ก่อนปลดออกจากฝูง หากปล่อยเลี้ยงนานไป แม่วัวจะสุขภาพไม่ดี และคุณภาพน้ำนมก็ไม่ดีตามไปด้วย” คุณจันทรจิรา กล่าว

ทุกวันนี้ คุณจันทรจิราและสามีดูแลเลี้ยงวัวนม จำนวน 33 ตัว มีรายได้จากการขายน้ำนมดิบทุกวัน ในราคาประกันที่ กิโลกรัมละ 17.50 บาท มีรายได้เฉลี่ย 60,000-80,000 บาท ต่อเดือน หลังหักค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นค่ายาวัคซีน ค่าอาหารสัตว์ และค่าสัตวแพทย์แล้ว ยังเหลือผลกำไรถึง 50% หรือประมาณ 30,000-40,000 บาท ต่อเดือน

เนื่องจากกระแสความนิยมบริโภคเครื่องดื่มชาไข่มุกมาแรง คุณจันทร์จิราจึงเกิดแนวคิดสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า โดยนำน้ำนมดิบในฟาร์มไปแปรรูปเป็นเครื่องดื่มชานมไข่มุกพร้อมดื่มหลากหลายรสชาติ เช่น รสชาเขียว รสชาไทย รสโกโก้ ฯลฯ เมื่อนำไปแปรรูปเป็นเครื่องดื่มชานมไข่มุกสามารถขายได้ในราคากว่า 100 บาท ต่อกิโลกรัม

“ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้หลายคนตกงาน กลับบ้านมาทำอาชีพเกษตรกรรมเพิ่มมากขึ้น เช่น เลี้ยงวัวเนื้อ และวัวนม แต่สัดส่วนการเลี้ยงวัวนมยังไม่สูงมากเท่าไร เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง หากเป็นฟาร์มขนาดเล็ก ใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 100,000-200,000 บาท ฟาร์มขนาดกลาง ต้องใช้เงินลงทุน 600,000-700,000 บาท กว่าจะคืนทุนต้องใช้เวลานานหลายปี แต่อย่างไรก็ตาม อาชีพเลี้ยงโคนมก็สร้างรายได้ทุกวัน สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงไม่แพ้อาชีพอื่นๆ เช่นกัน” คุณจันทรจิรา กล่าวในที่สุด

อ.ส.ค. เร่งพัฒนา “ฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูง”

เสริมเขี้ยวเล็บเกษตรกรไทยสู้ตลาดค้าเสรี

อ.ส.ค. เตรียมเปิด “ฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูง” ชูเป็นฟาร์มสาธิตและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการจัดการฟาร์มที่ทันสมัยแห่งแรกของประเทศไทย พร้อมเปิดให้เกษตรกร นักวิชาการ เข้ามาเรียนรู้เพื่อเป็นแนวทางในการลดต้นทุนการผลิตและเสริมเขี้ยวเล็บความสามารถด้านการแข่งขันการเลี้ยงโคนมเชิงพาณิชย์ในประเทศและการแข่งขันได้ในกรอบการค้าเสรีในอนาคต

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เร่งดำเนินการจัดตั้งฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูง (Thai-Denmark Smart Dairy Farm)ในอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี นั้น ล่าสุดโครงการดังกล่าวเตรียมเปิดบริการให้เกษตรกร นักวิชาการ และประชาชนทั่วไปเข้ามาศึกษาเรียนรู้และพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการฟาร์มที่มีประสิทธิภาพสูงในเดือนมิถุนายน 2564 นี้

สำหรับโครงการดังกล่าว คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติงบประมาณ อ.ส.ค. ยืมเงิน จำนวน 51.7 ล้านบาท จากกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ สำหรับลงทุนในการจัดตั้งฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูงขึ้นในอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เมื่อปี 2562 ซึ่งฟาร์มดังกล่าวถือเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยงโคนมของประเทศในอนาคต

“อ.ส.ค. เป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีภารกิจหลักด้านส่งเสริมการเลี้ยงโคนม มุ่งพัฒนากิจการโคนมของประเทศ รวมถึงพัฒนาบุคลากรด้านกิจการโคนมและเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยจัดแหล่งเรียนรู้การพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการฟาร์มที่จะทำให้โคนมได้ผลผลิตตามความสามารถทางพันธุกรรม สามารถลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันการเลี้ยงโคนมเชิงพาณิชย์ รองรับการแข่งขันภายใต้กรอบการค้าเสรีในอนาคต” นางสาวมนัญญา กล่าว

ด้าน คุณสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการรักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวเพิ่มเติมว่า อ.ส.ค. มุ่งพัฒนาฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูง เพื่อเป็นฟาร์มสาธิตเชิงธุรกิจ ในลักษณะ Smart Dairy Farm ที่ใช้เทคโนโลยีด้านการจัดการฟาร์มโคนมของเกษตรกรยุคใหม่ ให้สอดคล้องกับหลักการดูแลสวัสดิภาพสัตว์ (Animal welfare) ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ใช้เป็นแหล่งฝึกปฏิบัติและสร้างบุคลากรมืออาชีพด้านการเลี้ยงโคนม ที่มีระบบบริหารจัดการฟาร์มที่สะดวกทันสมัย แบ่งกลุ่มโคนมตามผลผลิตน้ำนม เทคนิคการผลิตอาหารผสมสำเร็จ (Total Mixed Ration, TMR) ที่มีมาตรฐาน ตรงตามความต้องการของโคแต่ละกลุ่ม เป็นต้น

สำหรับโครงการฟาร์มโคนมสาธิต มีจำนวนแม่โครีดนมไม่น้อยกว่า 100 ตัว ให้น้ำนมดิบไม่น้อยกว่า 20 กิโลกรัม ต่อตัว ต่อวัน และมีองค์ประกอบน้ำนมสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานการรับซื้อ อ.ส.ค. ตั้งเป้าหมายจัดกิจกรรมฝึกอบรมฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูง แก่นักวิชาการ เจ้าหน้าที่ส่งเสริม และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไม่น้อยกว่าปีละ 680 คน และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและบุคคลทั่วไปเข้าเยี่ยมชมกิจการฟาร์มเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า ร้อยละ 10 จากจำนวนนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน

เพื่อเป็นต้นแบบแห่งแรกให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม นำไปปรับใช้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตโคนม รองรับการเปิดเขตการค้าเสรีกรอบทวิภาคีไทย-ออสเตรเลีย และไทย-นิวซีแลนด์ ซึ่งมีความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมโคนมมากกว่าประเทศไทย อ.ส.ค. จึงจำเป็นต้องพัฒนาประสิทธิภาพการเลี้ยงเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมโคนมของไทยในอนาคต

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...