โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เจาะลึก “โคลเวอร์ เพาเวอร์” ก่อนเทรด..กับผลงานที่จะเติบโตแบบก้าวกระโดด

Wealthy Thai

อัพเดต 07 ส.ค. 2566 เวลา 23.49 น. • เผยแพร่ 01 ก.ย 2564 เวลา 17.39 น.

ใกล้เข้าเทรดเต็มที่แล้ว ‘บริษัท โคลเวอร์ เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)’ หรือ ‘CV’ ผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน หุ้น IPO ที่น่าจับตามากที่สุดในนาทีนี้ด้วยการเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และผู้ให้บริการด้านงานวิศวกรรมแบบครบวงจร โดยมีความเชี่ยวชาญมามากกว่า 15 ปี ซึ่งมีเป้าหมายที่จะสร้างการเติบโตอย่างโดดเด่น วันนี้ wealthy thai จะพามาล้วงลึกกับผู้บริหาร CV ว่าการเติบโตหลังจากนี้…น่าสนใจมากแค่ไหน
วันนี้ทีมข่าว Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาทำความรู้จักกับ บริษัท โคลเวอร์ เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CV ผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และผู้ให้บริการด้านงานวิศวกรรมแบบครบวงจร โดยมีความเชี่ยวชาญมากกว่า 15 ปี ซึ่งมีเป้าหมายสร้างการเติบโตอย่างโดดเด่น
‘คุณเศรษฐศิริ ศักดิ์สิทธิเสรีกุล’ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โคลเวอร์ เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CV เล่าให้ฟังว่า เสน่ห์ของ CVประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ คือ ส่วนแรกคือธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าที่มีความมั่นคง เนื่องจากมีสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว และมีราคาที่แน่นอน ซึ่งหลังจากระดมทุนบริษัทฯ มีแผนนำเงินไปขยายกำลังการผลิต ทำให้มีการเติบโตบนฐานที่มั่นคง และส่วนที่สองคือ ธุรกิจงานด้านวิศวกรรม (Valued EPC)ที่บริษัทมีความเชียวชาญ ซึ่งบริษัทออกแบบ และก่อสร้างเอง รวมถึงให้บริการออกแบบและก่อสร้างให้ลูกค้าด้วย จากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญนี้ ทำให้บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ทั้งต้นทุนในการก่อสร้าง และต้นทุนในการเดินเครื่องและการจัดการ ๆ ถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างการเติบโต พูดง่าย ๆ ก็คือ “โบนัส” ของการดำเนินธุรกิจที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
“เพราะฉะนั้นการลงทุนใน CV จะได้ทั้งความมั่นคงและปลอดภัย เพราะเป็นธุรกิจพลังงานทางเลือกที่อยู่ในเมกะเทรนด์ และมีความน่าสนใจจากการได้งาน EPC เข้ามาเพิ่ม”

มุ่งสู่การเติบโตแบบก้าวกระโดด

ปัจจุบัน CV มีโรงไฟฟ้าที่ COD แล้วจำนวน 4 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 26.2 เมกะวัตต์ และมีปริมาณขายไฟฟ้าตามสัญญารวม 23.6 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าชีวมวล 3 โครงการ และโรงไฟฟ้าขยะ 1 โครงการ โดยจะรับรู้รายได้ในปี 2564 แบบเต็มปี ซึ่งบริษัทฯวางเป้าหมายภายในปี 2564 จะมีกำลังการผลิตติดตั้งของโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วและโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างพัฒนาโครงการ รวม 85 เมกะวัตต์ และภายในปี 2566 จะมีกำลังการผลิตติดตั้งของโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วและโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างพัฒนาโครงการ รวม 180 เมกะวัตต์ ดังนั้น จึงมีโอกาสทำให้ปี 2567 เติบโตแบบก้าวกระโดด
โดยบริษัทฯ ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าแบบพลังงานความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าชธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ที่อยู่ระหว่างเข้าซื้อกิจการ จำนวน 1 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 7.36 เมกะวัตต์ ที่คาดว่าจะเข้ามาภายในปี 2564 และรับรู้รายได้ทันที ทำให้สิ้นปี 2564 คาดการณ์จะมีกำลังการผลิตที่ดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วตามเป้าหมาย รวมราว 33.6 เมกะวัตต์ เทียบกับปี 2563 ที่เริ่ม COD จำนวน 2 โครงการในช่วงครึ่งหลังปี 2563 ทำให้เห็นภาคการผลิตไฟฟ้าเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งยังมีโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลในประเทศญี่ปุ่นที่อยู่ระหว่างพัฒนา จำนวน 2 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวมประมาณ 39.8เมกะวัตต์ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2566
“การที่จะทำให้บริษัทฯ ไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้จะมีอยู่ 2-3 มิติ โดยจะมีการพัฒนาทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังจะมีทั้งโรงไฟฟ้าที่พัฒนาเองและการเข้าซื้อกิจการ ดังนั้น จากเป้าหมายกำลังการผลิตติดตั้งรวม 180 เมกะวัตต์ดังกล่าว จึงมีที่มาด้วยปัจจัยเหล่านี้”
อีกทั้งบริษัทฯ ได้เข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โครงการนำร่อง) ประเภทเชื้อเพลิงชีวมวล จำนวน 8 โครงการ กำลังผลิตติดตั้งรวมที่ยื่นประมูลประมาณ 49.2 เมกะวัตต์ โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้ประกาศโครงการของบริษัทฯ ที่ผ่านคุณสมบัติด้านเทคนิคแล้ว จำนวน 4 โครงการ กำลังผลิตติดตั้งรวม 26.4 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างอุทธรณ์ผลประมูลงานอีก 3 โครงการ เบื้องต้นคาดว่าจะทราบผลภายในเดือนกันยายนนี้

โรงคัดแยกและแปรรูปขยะทำให้ต้นทุนลดลง

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีโครงการโรงคัดแยกและแปรรูปขยะเพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงขยะ (Refuse Derived Fuel: RDF) ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง จำนวน 1 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตประมาณ 150 ตัน/ วัน ในจังหวัดพิจิตร คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในไตรมาส 4/ 2564 ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงส่วนใหญ่ลดลง
ทางด้านงาน EPC ปัจจุบันมีโปรเจกต์ที่รอรับรู้รายได้ราว 140-150 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่บริษัทฯ จะมีงานในแต่ละปีราว 500 ล้านบาทในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งในอนาคตมองว่างานในกลุ่มนี้จะครอบคลุมทั้งกลุ่มที่เป็นโรงไฟฟ้าและไม่ใช่โรงไฟฟ้าที่จะเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
สำหรับ ‘จุดเด่นของ CV’ คือ ธุรกิจที่เติบโตมาจากงานวิศวกรรม ที่ได้เดินหน้าพัฒนา จนวันนี้มีการดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าในกลุ่ม Steam Thermalและกลุ่มโรงไฟฟ้าโคเจนเนอเรชั่น ซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตไฟฟ้าและ ให้บริการ EPC ซึ่งในตลาดที่เป็นอุตสาหกรรมนี้ยังไม่มีรายไหนที่ดำเนินบทบาทเดียวกันกับบริษัทฯ จึงทำให้บริษัทฯ มีความพิเศษในจุดนี้
“เราจะเป็นหุ้นตัวเล็ก ๆ ที่มีความเหมาะสม และสะท้อนเทรนด์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต กล่าวคือเทรนด์ในอนาคตจะมีโรงไฟฟ้าขนาดเล็กเพิ่มมากขึ้น เพราะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่ง CV มีประสบการณ์ในการทำโรงไฟฟ้าขนาดเล็กด้วย CVจึงมีโอกาสเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น จึงเป็นโอกาสของนักลงทุน แม้ CV จะเป็นหุ้นขนาดเล็ก แต่มีการเติบโตและมั่นคงในอนาคต นอกจากนี้ ภายหลังระดมทุนทำให้ D/E ปรับตัวลดลงจากเดิมที่อยู่ที่ 2.3 เท่า จึงทำให้เห็นถึงโอกาสการเติบโตได้อีกภายหลังเข้าตลาดฯ”

เจาะลึกมุมมองนักวิเคราะห์สู่เป้า 5.60 บาท

มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประเมินมูลค่าเหมาะสมปี 65 ที่ 5.60 บาทต่อหุ้น เพื่อสะท้อนผลประกอบการที่มีความสม่ำเสมอต่อเนื่องในระยะยาวตามอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 20 ปี และสมมุติฐานกำลังการผลิตติดตั้งเพิ่มขึ้นที่ 73.36 เมกะวัตต์ในปี 2566 จาก 26.20 เมกะวัตต์ในปี 2563 ซึ่งประเมินว่าในปี 2564-66 คาดกำไรสุทธิเติบโตราว 27% ต่อปี (CAGR)
ส่วนมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินเป้าหมาย 5 บาท โดยแนวโน้มกำไรเติบโตสูงถึง 29% (CAGR) ในปี 2564-66 จากปี 2564 คาดอยู่ที่ 142 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 239 ล้านบาทในปี 65 หลังจากนั้นปี 2566คาดจะเพิ่มมาอยู่ที่ 304 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการเติบโตที่โดดเด่นเทียบกับกลุ่ม โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนในปัจจุบัน
โดยได้แรงหนุนจากเปิดดําเนินการเต็มปีครบทุกโครงการโรงไฟฟ้า และต้นทุนค่าเชื้อเพลิงที่ลดลง มีการ เปิดโรง RDF ในไตรมาส 4/ 64 เพื่อผลิตเชื้อเพลิง RDF ป้อนเข้าโรงไฟฟ้าพลงงานขยะของตัวเองและขายออกให้กับลูกค้าโรงไฟฟ้าขยะอื่น ๆ รวมทั้งยังมี Backlog งาน EPC ที่รอรับรู้สูงถึง 345 ล้านบาทในช่วงไตรมาส 2/64-2565 และโอกาสการได้งาน EPC จากโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเชื้อเพลิงชีวมวล เพื่อเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งจะทำให้ Backlogยังแข็งแกร่งต่อเนื่อง

M&A จะเป็นแรงหนุนราคาหุ้น

นอกจากนี้ ในภาวะที่สดใสของอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน ทำให้ CVมีโอกาสได้งานบริการ EPCที่คาดว่าจะมีโครงการออกมาในอนาคตอีก 3,000 – 4,000 ล้านบาท และเป็น Potential upside ของกำไรในอนาคต อีกทั้ง บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างเจรจาเข้าซื้อโครงการทั้งในประเทศ และต่างประเทศอีกราว 65 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปี 2564 และเป็นแรงหนุนราคาหุ้นได้อีก
ขณะที่ นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ประเมินราคาเป้าหมายที่ 4.80 บาท โดยปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการแล้วตามสัดส่วนการถือหุ้นราว 17เมกะวัตต์ และมีโครงการที่อยู่ระหว่างการเจรจาทั้งในและต่างประเทศอีกราว 43เมกะวัตต์ คาดได้ข้อสรุปภายในปี 64 โดยประเมินกำไรสุทธิปี 2564 ที่ 198 ล้านบาท และปี 2565 ที่ 302 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 18% ต่อปี
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ประเมินราคาเป้าหมายพื้นฐานที่ 4.62 บาท ซึ่งราคาเป้าหมาย ดังกล่าวได้รวมมูลค่าของการเข้าซื้อโรงไฟฟ้าใหม่ขนาดรวม 55 MW อีก 2.75 บาทต่อหุ้น แนะนำ “ซื้อ”

**กำลังการผลิตที่ดำเนินการเชิงพาณิชย์ แล้ว/และ ที่อยู่ระหว่างพัฒนา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...