โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เดิน "ราชดำเนิน" ค้นเรื่องราวในสถาปัตย์คณะราษฎร มรดกยุคสร้างชาติที่กำลังถูกทำลาย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 ส.ค. 2563 เวลา 08.52 น. • เผยแพร่ 03 ส.ค. 2563 เวลา 11.37 น.

รุ่งนภา พิมมะศรี : เรื่อง/ภาพ

ศิลปะและสถาปัตยกรรมแต่ละยุคสมัยล้วนมีเรื่องราวเนื้อหาที่เชื่อมโยงกับความเคลื่อนไหวทางการเมือง-สังคม หรือความเชื่อ-อุดมการณ์บางอย่าง ณ ช่วงเวลานั้น ๆ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ศิลปะและสถาปัตยกรรมที่พบเห็นในประเทศไทยเราก็เป็นเช่นนั้นมาตลอด จากภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์ มาจนถึงช่อฟ้า ใบระกา ลายไทย ล้วนแต่มีความหมายแฝงอยู่

ผ่านยุคสยามเก่าก้าวเข้าสู่ยุค “ไทยใหม่” หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ศิลปะและสถาปัตยกรรมยังคงสะท้อนนัยเนื้อหาอย่างที่เคยเป็น เพียงแต่รูปแบบของศิลปะและเมสเสจที่สื่อสารเปลี่ยนไปจากเดิม

ช่วงเวลา 15 ปีหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ. 2475-2490) เป็นยุคที่เกิดงานศิลปะและสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า “ศิลปะและสถาปัตยกรรมคณะราษฎร” เป็นยุคสมัยทางศิลปะที่เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าสนใจ แต่น่าเสียดายที่ไม่ค่อยมีใครศึกษาประวัติศาสตร์ช่วงนั้นในมิติที่เชื่อมโยงกับศิลปะและสถาปัตยกรรม ขณะที่กระบวนการทุบรื้อทำลายชิ้นงานศิลปะ สถาปัตยกรรม และวัตถุที่เกี่ยวข้องกับคณะราษฎรกำลังเดินหน้าไปเรื่อย ๆ และในอนาคตอาจจะไม่เหลือของจริงให้ศึกษาเลยก็เป็นได้

คนที่สนใจศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เห็นจะมีเพียง รศ.ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้เขียนหนังสือ “ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร”

จากหอประติมากรรมต้นแบบ กรมศิลปากร ไปยังประตูสวัสดิโสภา พระบรมมหาราชวัง แล้วเดินตามถนนราชดำเนินใน ผ่านศาลฎีกาไปยังราชดำเนินกลาง ผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไปสิ้นสุดที่ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ นี่คือเส้นทางศึกษาศิลปะและสถาปัตยกรรมยุคคณะราษฎร ซึ่ง “ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” ได้เดินตามหลัง พร้อมฟังการบรรยายของชาตรี ประกิตนนทการ ในกิจกรรม Book Walk “เรื่อง (ไม่ถูก) เล่าในประวัติศาสตร์ บนราชดำเนิน” จัดโดยสำนักพิมพ์มติชน เมื่อเร็ว ๆ นี้ และได้สรุปความมาให้อ่านกัน

ชาตรีให้ข้อมูลเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันว่า ยุคสมัยทางศิลปะที่เรียกว่า “ศิลปะและสถาปัตยกรรมคณะราษฎร” คือ ช่วงเวลาระหว่างปี 2475-2490 เท่านั้น ถึงแม้หลังปี 2490 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 แต่ก็ไม่ได้มาพร้อมอุดมการณ์ของคณะราษฎรอีกแล้ว ตรงกันข้าม กลับประนีประนอมกับระบอบเก่า ส่งผลให้สถาปัตยกรรมและงานศิลปะยุคหลัง 2490 ย้อนกลับไปสู่ศิลปะจารีตแบบยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์

 

ศิลปะและสถาปัตยกรรม : เครื่องมือสร้างชาติยุคคณะราษฎร

ชาตรีเล่าว่า หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 หลวงวิจิตรวาทการซึ่งเป็นมันสมองด้านวัฒนธรรมของคณะราษฎร ต้องการโปรโมตให้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการสร้างชาติและสร้างระบอบประชาธิปไตย คณะราษฎรจึงให้ความสำคัญต่อ อ.ศิลป์ พีระศรี เป็นอย่างมาก และผลักดันให้โรงเรียนประณีตศิลปกรรม ที่ อ.ศิลป์ก่อตั้งยกระดับเป็นมหาวิทยาลัย พร้อมกันนั้น กรมศิลปากร ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ก็ปรับโครงสร้างหน่วยราชการขนานใหญ่ เพื่อทำงานศิลปะสนองอุดมการณ์ของรัฐ

รูปแบบ ลักษณะของงานศิลปะในยุคคณะราษฎร เปลี่ยนแปลงจากศิลปะในยุคก่อนหน้าแบบตรงข้ามกันอย่างชัดเจน โดยศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมยุคคณะราษฎร ได้นำรูปแบบศิลปะอาร์ตเดโค (Art Deco) ที่ลดทอนรายละเอียดลง เหลือเพียงรูปทรงเรขาคณิต มาผสมผสานกับบริบททางการเมือง และการเคลื่อนไหวของสังคมไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“ศิลปะยุคนี้มันแชร์กันไปหลายระบอบในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นฟาสซิสต์ในอิตาลี นาซีที่เยอรมนีและโซเวียต เป็นงานที่เรียกว่าโมเดิร์นมูฟเมนต์โดยรวม แต่เราไม่ควรมองว่ามันเหมือนฟาสซิสต์ หรือนาซี หรือโซเวียต เพียงอย่างเดียว เราต้องเข้าใจความหมายที่สัมพันธ์กับบริบทสังคมไทยเราเอง เราไม่ควรเรียกมันว่า ศิลปะสมัยใหม่ ไม่ควรเรียกว่า อาร์ตเดโค ไม่ควรเรียกว่า ฟาสซิสต์อาร์ต แต่เราควรเรียกมันว่า ‘ศิลปะคณะราษฎร’ เพราะว่ามันมีเมสเสจบางอย่างที่ไม่เหมือนกัน” ชาตรีบอก 

ด้วยความที่คณะราษฎรตั้งใจให้งานศิลปะและสถาปัตยกรรมเป็นหนึ่งเครื่องมือในการสร้างชาติ งานศิลปะและสถาปัตยกรรมยุคคณะราษฎรจึงมีลักษณะอันมีนัยสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

1.ประติมากรรมรูปบุคคลเน้นโชว์อานาโตมี่ของร่างกาย ซึ่งเป็นร่างกายแบบอุดมคติใหม่ในยุคสร้างชาติ คือเป็นร่างกายกำยำแข็งแรง ทำงาน สร้างฐานะ สร้างชาติ ต่างจากร่างกายในงานประติมากรรมยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งอ่อนช้อย เป็นลักษณะร่างกายของผู้มีบุญที่ไม่ต้องทำอะไรด้วยตนเอง

2.แทรกสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายถึง “หลัก 6 ประการของคณะราษฎร” อันประกอบด้วย เอกราช ปลอดภัย เศรษฐกิจ เสมอภาค เสรีภาพ การศึกษา

3.สถาปัตยกรรมและประติมากรรมถูกออกแบบขึ้นด้วยเลขรหัสสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475

 

กลุ่มอาคารศาลฎีกา : อนุสรณ์แห่งเอกราชทางการศาลของไทย

ผลงานสถาปัตยกรรมชิ้นสำคัญของคณะราษฎร คือ กลุ่มอาคารศาลฎีกา (เดิม) ณ ริมถนนราชดำเนินใน ซึ่งถูกทุบรื้อไปแล้ว

แน่นอนว่ากลุ่มอาคารศาลฎีกาเดิม มีคุณค่าและความสำคัญในแง่สถาปัตยกรรม แต่ความสำคัญและคุณค่าสูงสุดของกลุ่มอาคารแห่งนี้ คือ คุณค่าทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากกลุ่มอาคารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานที่ระลึก “การได้เอกราชที่สมบูรณ์ทางการศาล” เมื่อปี พ.ศ. 2481

ชาตรีเล่ารายละเอียดเรื่องนี้ว่า สืบเนื่องจากการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทำให้ไทยเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้แก่อังกฤษรวมถึงคนชาติอื่นที่อยู่ในบังคับของอังกฤษ ซึ่งการที่ไทยไม่มีเอกราชทางการศาลนั้น หมายถึงประเทศไทยไม่มีเอกราชที่สมบูรณ์ เพราะอำนาจทางการศาลหรือตุลาการ เป็น 1 ใน 3 ของอำนาจอธิปไตย

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คณะราษฎรให้ความสำคัญและพยายามเรียกร้องตลอด เห็นได้จากหลัก 6 ประการของคณะราษฎร ที่ยก “เอกราช” มาเป็นหลักแรก ดังนั้น ภารกิจแรกของคณะราษฎรหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง คือ ปรีดี พนมยงค์ ทำการปรับปรุงประมวลกฎหมาย เพื่อจะทำให้ไทยมีเอกราชทางการศาล จนกระทั่งทำสำเร็จในปี 2481 ประเทศต่าง ๆ ยอมรับกฎหมายของไทย และยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตทั้งหมด จึงถือว่าไทยมีเอกราชโดยสมบูรณ์

เมื่อไทยได้รับเอกราชทางการศาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม เสนอว่า ควรสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อเป็นที่ระลึกการได้เอกราชที่สมบูรณ์ทางการศาล จึงมีการพัฒนากลุ่มอาคารด้านการยุติธรรมขึ้น ณ ริมถนนราชดำเนินใน บริเวณเดียวกันกับที่ตั้งอาคารศาลสถิตยุติธรรม ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยในตอนแรกสร้างกลุ่มอาคารศาลฎีกานั้น ไม่ได้ทุบศาลสถิตยุติธรรมหลังเดิมแแต่อย่างใด 

เมื่อผ่านพ้นยุคสมัยของคณะราษฎร มีความพยายามจะรื้อกลุ่มอาคารศาลฎีกาหลายครั้ง ชาตรี ประกิตนนทการ เป็นหนึ่งในคณะทำงานคัดค้านการรื้อ โดยมุ่งเหตุผลการคัดค้านไปที่คุณค่าเชิงประวัติศาสตร์ว่า การได้รับเอกราชสมบูรณ์ทางการศาลเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยที่ไม่ควรถูกลืม เช่นกันกับอาคารอันเป็นอนุสรณ์ที่ระลึกถึงเหตุการณ์นี้ก็ไม่ควรถูกรื้อถอนทำลาย ความพยายามของชาตรีและคณะสามารถยื้อชีวิตกลุ่มอาคารศาลฎีกาสำเร็จ ทำให้เรื่องเงียบไปครั้งหนึ่ง แต่ในที่สุดอาคารกลุ่มนี้ก็เริ่มถูกรื้อในปี 2555 โดยไม่ฟังเหตุผลและเสียงคัดค้านใด ๆ จากสังคม

ปัจจุบันเหลือเพียงอาคารศาลยุติธรรม เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอาคารศาลฎีกาที่ได้รับการงดเว้นไม่รื้อถอนทำลาย ซึ่งส่วนที่เหลืออยู่นี้ถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญเพราะเป็นอาคารแรกในกลุ่มอาคารนี้ที่สร้างเสร็จ และด้านหน้าอาคารมีเสา 6 ต้น สื่อความหมายถึงหลัก 6 ประการของคณะราษฎร นับว่าเป็นมรดกที่สำคัญของคณะราษฎรที่ยังคงเหลืออยู่ในปัจจุบัน

 

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย : หลักกิโลเมตรที่ 0 จุดเริ่มต้นความเจริญของไทย

จอมพล ป. พิบูลสงคราม ตั้งใจให้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นความเจริญแบบสมัยใหม่ของประเทศไทย จึงให้นับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นหลักกิโลเมตรที่ 0 ของประเทศไทย

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแสดงสัญลักษณ์ความเป็นประชาธิปไตยผ่านพานรัฐธรรมนูญ และทุกองค์ประกอบของอนุสาวรีย์สร้างขึ้นโดยมีเลขสหัสแฝงความหมายเกี่ยวกับคณะราษฎรและการเปลี่ยนแปลงการปกครองเอาไว้ ตัวอย่าง เช่น รัศมีกว้าง 24 เมตร และปีกทั้งสี่สูง 24 เมตร มาจากวันที่ 24 มิถุนายน ฝังปืนใหญ่ไว้โดยรอบจำนวน 75 กระบอก มาจากปี 2475 พานรัฐธรรมนูญสูง 3 เมตร มาจากเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นเดือน 3 ในปฏิทินไทยในสมัยนั้น ป้อมเป็น 6 เหลี่ยม มีประตู 6 บาน ตรงกลางประตูเป็นรูปดาบ 6 เล่ม คือ หลัก 6 ประการของคณะราษฎร

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเปิดวันที่ 24 มิถุนายน 2483 ซึ่งเป็นปีที่ชาตรีแสดงความเห็นว่า “เป็นจุดสูงสุดของคณะราษฎร จอมพล ป. ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิต เป็นแกนนำคณะราษฎร เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นจอมทัพไทยในการทำสงครามอินโดจีนกับฝรั่งเศส และทำสงครามชนะ” หลังจากชนะสงครามอินโดจีนเพียงไม่กี่เดือน กองทัพญี่ปุ่นก็ยกทัพเข้าสู่ประเทศไทย จอมพล ป. จำเป็นต้องเข้าร่วมกับญี่ปุ่น และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นจุดเสื่อมของคณะราษฎร

 

ถนนราชดำเนินกลาง : สนามอุดมการณ์ทางการเมืองทุกยุคสมัย

“ถนนราชดำเนินเป็นสนามของอุดมการณ์ทางการเมืองเยอะมาก ไม่ใช่แค่อุดมการณ์ของคณะราษฎร แม้แต่ยุคอเมริกันก็แสดงออกบนถนนเส้นนี้ด้วยเช่นกัน” ชาตรีกล่าว ก่อนจะโชว์ภาพบรรยากาศถนนราชดำเนินในยุคอิทธิพลของอเมริกันให้ดู แล้วจึงย้อนกลับไปบรรยายลงดีเทลยุคคณะราษฎร

ชาตรีเล่าว่า ในสมัยรัชกาลที่ 5-7 ถนนราชดำเนินกลางเป็นถนนที่ยังไม่มีการสร้างอาคาร มีเพียงห้างแบดแมนบริเวณหัวถนน เมื่อ จอมพล ป. ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี จึงคิดเมกะโปรเจ็กต์ขยายถนนให้เป็น boulevard สองข้างทางทำเป็นอาคารพาณิชย์ โรงภาพยนตร์สมัยใหม่ และโรงแรม ต้องการให้เป็นถนนแห่งความทันสมัยและความเจริญในระบอบประชาธิปไตย โดยมีเซ็นเตอร์คืออนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

อาคารและกิจการที่สำคัญบนถนนราชดำเนินที่ยังถูกพูดถึงมาจนถึงทุกวันนี้ คือ โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย บริเวณท้ายถนน เชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เปิดเมื่อปี 2493 แล้วถูกทุบรื้อเมื่อปี 2532

“ตอนนั้นเป็นโรงหนังที่ทันสมัยที่สุดในเซาท์อีสต์เอเชีย และทันสมัยมากกว่าศาลาเฉลิมกรุง ที่รัชกาลที่ 7 ทรงสร้างมาก่อนหน้านั้น ดังนั้นจะเห็นว่า ศาลาเฉลิมกรุงกับศาลาเฉลิมไทย มีการแข่งขันเชิงสัญลักษณ์ทางการเมือง” ชาตรีบอกและแสดงความเห็นต่อว่า จึงไม่น่าแปลกใจที่ในปี 2532 เมื่อมีโครงการรีดีไซน์พื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์ โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทยจึงถูกทุบ โดยมีความเห็นของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ปัญญาชนคนสำคัญแห่งยุค เป็นเสมือน “คำตัดสิน” ว่า “ควรทุบ”

“นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการรื้อถอนสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมคณะราษฎร โดยมีศาลาเฉลิมไทยเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ” นักวิชาการผู้มักศึกษาความเชื่อมโยงของสถาปัตยกรรมกับสังคมแสดงความเห็น

จากจุดเริ่มต้นการทุบ-รื้อ-ถอนสถาปัตยกรรมคณะราษฎรในวันนั้น กระบวนการนี้ก็ดำเนินเรื่อยมา… และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...