ณัฐวุฒิ จันทร์เรือง ชาวสวนรุ่นใหม่ ใช้เทคโนโลยี IoT จัดการสวน ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้อย่างยั่งยืน
หากพูดถึงการพัฒนาด้านการเกษตรให้ยั่งยืน เขาว่ากันว่า สิ่งที่จะทำให้การเกษตรพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพได้นั้น Agritech คือ คำตอบสำคัญที่จะเข้ามาช่วยยกระดับการเพาะปลูกให้สามารถเพิ่มปริมาณและปรับปรุงคุณภาพของผลผลิต รวมทั้งทำให้การใช้ทรัพยากรต่างๆ เช่น น้ำ ปุ๋ย พื้นที่เพาะปลูก แรงงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำมากยิ่งขึ้นกว่าการทำเกษตรแบบดั้งเดิม และนอกจากนี้ ยังส่งผลไปถึงในแง่ของรายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนลดลงอีกด้วย
คุณณัฐวุฒิ จันทร์เรือง หรือคุณณัฐ อยู่บ้านเลขที่ 37 หมู่ที่ 2 ตำบลตรอกนอง อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์รุ่นใหม่ไฟแรง อดีตวิศวกรเคมี ผันตัวเป็นเกษตรกรสืบทอดมรดกสวนผลไม้จากพ่อแม่ ใช้เทคโนโลยี IoT เข้ามาพัฒนาสวน ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้เข้าสวนได้เป็นอย่างดี
คุณณัฐ เล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำเกษตรว่า ก่อนที่จะมาเป็นเกษตรกรตนเองเคยทำงานเป็นวิศวกรเคมีมานานกว่า 10 ปี ซึ่งเวลา 10 ปี ในการทำงานประจำก็ถือว่าเดินทางมาถึงจุดอิ่มตัวและเป็นจังหวะที่คุณพ่อคุณแม่มีอายุที่มากขึ้น ตนเองเป็นลูกชายคนเดียว จึงมีความคิดที่อยากจะกลับมาสานต่องานสวนของที่บ้าน โดยใช้ประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวได้จากงานประจำที่เคยทำมาปรับประยุกต์ใช้กับงานสวนให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากได้เห็นจุดบกพร่องของที่สวนในหลายจุดที่ควรปรับปรุง จึงอยากเริ่มต้นนำความรู้และประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีที่เก็บเกี่ยวมาได้นำมาใช้พัฒนาสวนให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ใช้เทคโนโลยี **IoT จัดการสวน ลดต้นทุน
เพิ่มผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ**
คุณณัฐ เล่าว่า หลังจากที่ได้ตัดสินใจกลับมาทำสวนที่บ้านอย่างเต็มตัวนั้น ตนเองเริ่มต้นพัฒนาสวนจากสิ่งที่ตนเองถนัดก่อน ด้วยการนำเทคโนโลยีของคนรุ่นใหม่ผสมผสานกับภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนรุ่นเก่ามาบริหารจัดการสวนไม้ผลกว่า 50 ไร่ ให้ง่ายและเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ในด้านเทคโนโลยี ที่สวนมีการนำเอาเทคโนโลยี IoT หรือ (Internet of Things) มาใช้ และมีการเขียนโปรแกรมควบคุมมอนิเตอร์ค่าต่างๆ ภายในสวน เพื่อให้รู้ทิศทางจัดการสวน ว่าควรจะไปในทิศทางไหน ยกตัวอย่างที่สวน
1. มีการนำเทคโนโลยีการเปิด-ปิดน้ำ ผ่านสมาร์ทโฟน จากเมื่อก่อนที่รุ่นพ่อแม่ทำ ในขั้นตอนของการรดน้ำจะต้องใช้คนงานเยอะ และที่สวนมีอยู่หลายที่จำเป็นต้องมีแรงงานประจำตามจุดต่างๆ คอยรดน้ำ แต่พอมีระบบตรงนี้ก็สามารถลดจำนวนคนลงได้ 1-2 คน เมื่อลดจำนวนได้ก็สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงานไปได้ อย่างน้อยเดือนละ 20,000 บาท…1 ปี สามารถลดต้นทุนค่าแรงงานได้เดือนละกว่าแสนบาท
2. มีการวัดอุณหภูมิความชื้นในดิน และความชื้นสัมพัทธ์ ช่วยในเรื่องของการติดดอกของทุเรียน เนื่องจากถ้าความชื้นสัมพัทธ์สูง จากที่ทุเรียนจะติดดอก ก็มีโอกาสที่จะออกใบอ่อนเยอะกว่า แต่ถ้าเกษตรกรสามารถรู้ได้ล่วงหน้าก็สามารถจัดการแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที
3. มีการวัดระดับปริมาณน้ำคงเหลือในสระ ทิศทางลม ความเร็วลม ปริมาณน้ำฝน และใช้แอปพลิเคชั่นดูสภาพอากาศในการทำสวน (windy rain viewer) ซึ่งความเร็วลมก็จะมีค่าบอกว่าในตอนนี้ลมมาทิศทางไหน ลมเป็นลมหนาวหรือเปล่า เหมาะที่จะทำดอกทุเรียนหรือไม่ หรือว่าความเร็วลมประมาณนี้ควรที่จะป้องกันอย่างไรบ้าง
และนอกเหนือจากการจัดการสวนด้วยระบบ IoT แล้ว ยังมีในส่วนของการพัฒนาต่อยอดในด้านอื่นๆ อีกมากมาย เช่น
1. การนำรถตัดหญ้าบังคับวิทยุ เข้ามาช่วยทุ่นแรงงาน ลดปัญหาความเหนื่อยล้าที่ต้องใช้เครื่องตัดหญ้าในการเหวี่ยง เครื่องเข็นเดินตาม สู้กับอากาศร้อน ปัญหาส่วนนี้จะหมดไป ทำให้คนงานมีกระจิตกระใจในการทำงานมากขึ้น
2. ทำคิวอาร์โค้ดของต้นไม้แต่ละต้น เพื่อไว้บันทึกข้อมูล ปัญหาโรคพืชของแต่ละต้น รวมถึงช่วยบันทึกข้อมูลการรดน้ำ ใส่ปุ๋ย และช่วยบันทึกข้อมูลการทำดอกทุเรียนได้ด้วยว่าในแต่ละปีต้นทุเรียนแต่ละต้นออกดอกมากน้อยเพียงใด เพื่อเป็นข้อมูลทำสวนให้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น
3. ใช้โดรนพ่นยาและปุ๋ย แทนการใช้แรงงานคน สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัยกับเกษตรกร
4. ปลูกพืชเพิ่มความหลากหลายให้มากกว่าเชิงเดี่ยว ด้วยการนำพืชผักสวนครัวและสมุนไพรเข้ามาปลูกแซมลงไปในสวน เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนประจำวัน
5. มีการนำผลไม้เมืองนอก เช่น แบล็คเบอร์รี่ ราสป์เบอร์รี่ และแอปเปิ้ล เข้ามาปลูกเพื่อเพิ่มสีสันให้กับสวน
6. ปลูกพืชในโรงเรือนระบบปิด plant factory เพื่อความปลอดภัยทางอาหาร
7. นำพลังงานทดแทนเข้ามาช่วยลดค่าใช้จ่ายในสวน เช่น โซลาร์เซลล์ พลังงานลม พลังงานน้ำ
8. ทำต้นกล้าไม้ สมุนไพร ขาย
9. แตกไลน์ ทำขนมเบเกอรี่ โดยใช้วัตถุดิบจากสวน
ซึ่งจากการที่ได้นำเทคโนโลยีมาประยุกต์กับวัตถุดิบที่มีอยู่ดั้งเดิมในครั้งนี้ ก็นับว่าได้รับประโยชน์มากมายที่หลายคนมองข้าม ทั้งในแง่ของ
1. การลดต้นทุน ค่าจ้างแรงงานได้ ลดต้นทุนปุ๋ยยาได้
2. ผลผลิตดีขึ้น ขายได้ราคามากขึ้น
3. มีความแม่นยำในการผลิตมากขึ้น จากการควบคุมต่างๆ และการแสดงผลออกมาให้เห็นแนวโน้มทิศทางว่าควรจัดการอย่างไร
4. มีอาหารกินตลอด ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อหาอาหาร
ด้วยการจัดการต่างๆ นี้ ทำให้มีเวลามากขึ้นในการทำสิ่งต่างๆ หลากหลาย เพื่อกระจายความเสี่ยง จากการพึ่งพาแค่ทุเรียนหรือมังคุดอย่างเดียว ซึ่งให้ผลปีละครั้ง มาปลูกผักกินเอง และขายเพิ่มความมั่นคง ช่วยสร้างรายได้รายวัน รายเดือน รายปี ยึดหลักทำมากเพื่อให้สูญเสียน้อยที่สุด และเพื่อให้เห็นว่าอาชีพเกษตรกรรมนั้นเป็นอาชีพที่มั่นคง มีกิน มีใช้ ไปถึงในแง่ของการช่วยฝ่าวิกฤต ไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจ หรือสถานการณ์โควิด-19 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันนี้ การทำเกษตรกรรมก็ช่วยทำให้อยู่รอดปลอดภัยได้ บนพื้นฐานที่มนุษย์ต้องการ คือปัจจัย 4 อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย รวมอยู่ในอาชีพนี้ทั้งหมด
ยกตัวอย่างการปลูกทุเรียนกับการนำเทคโนโลยีมาใช้
คุณณัฐ ยกตัวอย่างการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการดูแลทุเรียนในสวนให้ฟังว่า ช่วงที่นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ภายในสวนคือช่วงที่ต้นทุเรียนให้ผลผลิตแล้ว เพราะฉะนั้นก็จะอยู่ในช่วงของการดูแลรักษา สิ่งที่นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ก็จะเป็นการวัดค่าและประเมินผลมาเก็บไว้ใช้เป็นข้อมูลในการทำผลผลิตครั้งต่อไป เช่น การวัดค่าความชื้นสัมพัทธ์ อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน ความเร็วลม อันนี้ช่วยให้กำหนดได้ว่าผลผลิตจะได้ปริมาณมากขึ้น และคุณภาพดีขึ้นกว่าปีก่อนๆ ที่เคยทำมา
“เมื่อก่อนตอนยังไม่มีการวัดค่าความชื้นของดิน วัดปริมาณของน้ำ ก็ใช้น้ำไปมากอย่างไม่รู้ทิศทาง แต่พอได้มีการเก็บข้อมูลก็ช่วยให้ลดการใช้น้ำได้น้อยลง แต่ได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนๆ มากกว่า 20-30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เริ่มจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้มันเริ่มเห็นผล ว่ามันมีผลผลิตจริงๆ คือ อย่างน้อยเราดูในจอข้อมูลแสดงผลที่เก็บข้อมูลไว้แล้วว่า ตอนนี้ลมหนาวกำลังมา หรือว่าลมที่เหมาะในการทำดอกกำลังมา ซึ่งแต่ก่อนเขาไม่ได้มีตรงนี้มาจับ ชาวสวนก็จะกะช่วงเวลากันเอง ซึ่งบางทีช้าไป แต่อย่างผมมีข้อมูลที่แม่นยำ ก็สามารถทำได้ก่อน บางทีก็ไม่ต้องทำสารทุเรียนเลย มันก็จะได้ดอกก่อน ได้ผลผลิตออกมาเร็ว ได้ราคาที่ดีกว่า ปริมาณก็มากขึ้นกว่าเดิม และในด้านคุณภาพก็ได้มากขึ้นคือ พูเต็ม เพราะน้ำถึง ผลผลิตไม่เสียทรง น้ำหนักได้ตามเกณฑ์มาตรฐานส่งออก” คุณณัฐ กล่าว
**“ทำเกษตรอย่างสมาร์ท”
ตามแบบฉบับคนรุ่นใหม่**
“ด้วยรูปแบบการทำสวนของผม ที่ไม่ได้ทำรูปแบบเดิมที่พ่อแม่ทำกันมา เราทำเกษตรแบบคนสมัยใหม่ มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ มันก็ทำให้การเกษตรเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น และแม่นยำมากขึ้น ทำให้เรารู้ถึงผลผลิตได้ล่วงหน้าว่า จะออกตอนไหน และปริมาณเท่าไร และสามารถกำหนดราคาเองได้ โดยที่ไม่ต้องใช้แรงงานมากเหมือนแต่ก่อน ซึ่งหลังจากที่ได้กลับมาทำประมาณ 4 ปี ก็ยังนับว่าเป็นระยะเวลาที่น้อย ยังคงต้องสะสมประสบการณ์เพื่อพัฒนาต่อยอดสวนไปอีกเรื่อยๆ และยิ่งทำให้เห็นคุณค่าของอาชีพเกษตรว่าเป็นอาชีพที่สุดยอด เพราะจะทำอาชีพนี้ให้สำเร็จได้ไม่ง่าย และต้องผสมรวมทุกศาสตร์ไว้ในอาชีพนี้เลย ทั้ง ชีวะ (โครงสร้างพืช โรคพืช) เคมี (ปุ๋ย ยา ธาตุอาหารพืช) คณิตศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ (การคำนวณต่างๆ ต้นทุน บัญชี ค้าขาย) วิศวกรรม (ไฟฟ้า มอเตอร์ปั๊มน้ำ เครื่องจักรกล) แม้กระทั่งปลูกสมุนไพรรักษาโรค และอยากให้อาชีพนี้เป็นอาชีพหนึ่งที่คนพูดว่าอยากทำ นอกจาก หมอ วิศวะ และจะเป็นอย่างนั้นได้ ไม่ต้องทำเหนื่อยเหมือนคนรุ่นก่อน แต่นำเทคนิคภูมิปัญญาที่คนรุ่นก่อนมีมาผสมกับเทคโนโลยีในคนรุ่นใหม่ ออกมาเป็นผลลัพธ์ที่เจ๋งกว่าเดิม และยิ่งตอนนี้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยด้วย เพราะฉะนั้นแรงงานรุ่นใหม่ในภาคการเกษตรยังน้อยอยู่ การที่คนรุ่นใหม่กลับมาพัฒนาบ้านเกิดยิ่งเป็นสิ่งที่ควรทำมาก” คุณณัฐ กล่าวทิ้งท้าย
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสนใจติดต่อเข้าเยี่ยมชมสวนได้ที่ เบอร์โทร. 085-697-9594
เผยแพร่ออนไลน์ล่าสุด เมื่อวันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2564
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ณัฐวุฒิ จันทร์เรือง ชาวสวนรุ่นใหม่ ใช้เทคโนโลยี IoT จัดการสวน ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้อย่างยั่งยืน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.technologychaoban.com