ศูนย์หัวใจห้องผ่าตัดไฮบริด ฝันเป็นจริง รพ.เจริญกรุงประชารักษ์
เป็นครั้งแรกที่ได้ฟังเสวนางานเชิงวิชาการของแวดวงแพทย์แล้วรู้เรื่องและสนุก จากประสบการณ์ส่วนใหญ่แพทย์จะจีเนียสและลงลึกถึงเทคนิค ทำให้เข้าใจยากพอ ๆ กับลายมือของแพทย์
ก่อนหมดปี 2563 และต้อนรับปีใหม่ 2564 โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ สังกัดสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ฉลองครบรอบ 49 ปีด้วยการติดอาวุธสมอง ในหัวข้อ “เทคโนโลยีในการผ่าตัดหัวใจและทรวงอก” ณ ห้องประชุมอุดมสังวรญาณ ชั้น 23 อาคาร ๗๒ พรรษามหาราชินี ตึกหน้าตลาดเสรีที่กำลังโด่งดังในย่านถนนตก
วันนั้นมีผู้สนใจลงทะเบียนรับฟังมากถึง 250 คน สะท้อนถึง “เทรนด์สุขภาพ” ของผู้คนทุกระดับ ท่ามกลางโควิด-19 ที่กำลังระบาด
นพ.ภูวดล ฐิติวราภรณ์ หัวหน้าศูนย์ศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ซึ่งเป็นอาจารย์หมอหนุ่มในวัยเพียง 34 ปี รับบทเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราว และสร้างกำลังใจให้คนไทยไม่กลัว “โรคหัวใจ” อีกต่อไป
เขากล่าวว่า ปีใหม่นี้โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ขอมอบของขวัญสุดล้ำให้กับประชาชนด้วยนั่นคือ “ห้องผ่าตัดไฮบริด-hybrid operating room” มูลค่า 100-200 ล้านบาท ซึ่งทางโรงพยาบาลกำลังเร่งพัฒนา สร้างฝันให้เป็นจริง เพื่อให้มี “ห้องผ่าตัด”ที่มีความจำเพาะ มีศักยภาพมากที่สุดง่ายต่อการทำงานที่ต้องใช้สติและสมาธิสูงสุด
เพราะการผ่าตัด “หัวใจ” มีแนวโน้มใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้นร่วมกับการใส่ขดลวดในผู้ป่วยรายเดียวกัน เพื่อลดเวลาการผ่าตัดและลดภาวะแทรกซ้อน มีการฉีดสีเพื่อวินิจฉัย คู่ไปกับการผ่าตัดรักษาหรือการจี้หัวใจ พร้อมผ่าตัดในคราวเดียวเข้าลักษณะกึ่งๆ วันสต็อปเซอร์วิส
ปัจจุบันในประเทศไทยมี 3 โรงพยาบาลที่มีห้องผ่าตัดไฮบริดนำร่องไปแล้ว คือ จุฬาฯ ศิริราช และที่เชียงใหม่
สำหรับเคสโรงพยาบาลจุฬาฯนั้นมีนักธุรกิจโลว์โปรไฟล์ท่านหนึ่งที่ติดอันดับมหาเศรษฐีเมืองไทยได้มาผ่าตัดหัวใจ เมื่อพักรักษาตัวเสร็จ เขาบริจาคเงินให้จุฬาฯทันที 150 ล้านบาท ทำให้ “ห้องผ่าตัดไฮบริด” เกิดขึ้นครั้งแรก
นพ.ภูวดลเล่าว่า แต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากโรคที่ไม่ติดต่อ (Noncommunicable Disease, NCD) สูงถึง 41 ล้านคน หรือ 70% ของสาเหตุการตายทั้งหมดทั่วโลก อันดับที่ 1 ของโรคกลุ่มนี้ คือ “โรคหัวใจและหลอดเลือด”
ประเทศไทยก็เช่นกัน สถิติล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุขปี 2561 พบว่าคนไทยเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงเป็นอันดับ 1 ถึง 72% และมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี
สาเหตุหลัก คือ บุหรี่ ฝุ่นควันการบริโภคอาหารที่มีไขมันชนิดไม่ดี การไม่ออกกำลังกาย และมีโรคประจำตัวที่ควบคุมไม่ดีพอ คือ เบาหวาน ความดันสูง ไขมันในเลือดสูง ไตวาย ไตเสื่อม ฯลฯ
ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข มูลนิธิหัวใจไทย สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย มีมาตรการให้ผู้ป่วยเข้าถึงสถานบริการได้มากขึ้น เร็วขึ้น ด้วยระบบส่งต่อผู้ป่วยในกลุ่มเส้นเลือดหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาที่จำเป็น และดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจที่ต้องผ่าตัด ซึ่งยังขาดแคลนมากในส่วนนี้
“เจริญกรุงประชารักษ์” เป็นโรงพยาบาลแห่งแรกและแห่งเดียวในสำนักการแพทย์ กทม. (มี 11 โรงพยาบาลในสังกัด) ที่มีความพร้อมและสามารถดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจได้ครบวงจร ทั้งรักษาโรคหัวใจ หัวใจวาย หัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยการให้ยา จี้ไฟฟ้า ทำกายภาพหัวใจ ฉีดสีและเดินสายพาน ผ่าตัดหัวใจ ทั้งโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โดยผ่าตัดบายพาส ผ่าตัดเปลี่ยนหรือซ่อมลิ้นหัวใจ ผ่าตัดเส้นเลือดแดงโป่งพอง ทั้งผ่าตัดและใส่ขดลวด ผ่าตัดหัวใจพิการแต่กำเนิดในเด็ก การใช้เครื่องพยุงหัวใจ (ExtraCorporeal Membrane Oxygenator, ECMO) เป็นต้น
“เป็นปีที่ 5 แล้วสำหรับเจริญกรุงประชารักษ์ ที่อาจารย์แพทย์ผู้มีประสบการณ์จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลศิริราช และทีมงานอาจารย์แพทย์หลายสาขามาร่วมใจช่วยเหลือกันในกรณีที่การผ่าตัดนั้นมีความซับซ้อน”
จากสถิติของสมาคมศัลยแพทย์หัวใจแห่งประเทศไทยปี 2561 พบว่า การบายพาสเป็นการผ่าตัดหัวใจที่สูงเป็นอันดับ 1 เพิ่มขึ้น 57% ในช่วง 10 ปี (จาก 3,790 เป็น 5,970 ราย/ปี) แต่การผ่าตัดนั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดอีกแล้ว
เพราะนวัตกรรมช่วยให้การผ่าตัดดีขึ้น ทั้งพักฟื้นเร็ว แผลเล็กลง ภาวะแทรกซ้อนลดน้อยลงหลังผ่าตัดผู้ป่วยเริ่มรู้ตัว 1-2 ชั่วโมง และสามารถรับประทานอาหารได้ใน 8-12 ชั่วโมง เฉลี่ยนอน รพ. 5-7 วัน โดยมีทีมกายภาพบำบัดหัวใจช่วยดูแลอีกแรง ทำให้ผู้ป่วยเดินสายพานหรือปั่นจักรยาน เรียกความฟิตของหัวใจกลับคืนมาได้เร็วกว่าที่คาด
ซึ่งภายในงานเสวนานั้น นพ.เกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ได้เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยมีผู้ป่วยกิตติมศักดิ์เป็นชายสูงวัยจำนวน 3 ท่าน ได้ขึ้นเวทีมาบอกเล่า “เรื่องจริง” จากการรักษาและมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติน่าอัศจรรย์ใจ
ถือเป็นเคสตัวอย่างที่สร้าง passion ให้เหล่า “คุณหมอ” มืออาชีพพร้อมคณะที่มีประมาณ 20 ท่าน มีพลังใจ พร้อมจะทำงานหนักต่อไป
ท่ามกลางเสียงปรบมือดังสนั่นของผู้สนใจและผู้ป่วยที่เคยมารักษาแล้ว ณ โรงพยาบาลแห่งนี้เสียงชื่นชมของ FC หรือแฟนคลับจากใจที่ดังกึกก้อง ชวนน้ำตารื้น เพราะตื้นตันถึงความเสียสละ การเรียนรู้เพื่อให้รู้มากขึ้น
ภายใต้ “ความเสี่ยง” ที่มีชีวิตเป็นเดิมพัน นับเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ แต่สำเร็จ
ดังนั้น ในฐานะประชาชนที่จะช่วยสังคมได้ก็คือ โปรดดูแล “หัวใจ” ของเราให้ดี
“อย่าประมาท หากมีสิ่งใดที่คิดว่าผิดปกติ ขอให้รีบมาหาหมอ ปรึกษาและวางแผนการรักษาแต่เนิ่น ๆ ไม่ต้องกลัว ซึ่งการป้องกันจะช่วยเราได้”
สำนักการแพทย์จึงสร้างจุดแข็งให้ “โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์” เป็นศูนย์บริการตติยภูมิเฉพาะทางด้านโรคหัวใจและปอดแบบครบวงจร
และพัฒนาไปสู่ “ศูนย์เครือข่าย” ในการรักษาส่งต่อผู้ป่วย และเป็นศูนย์การแพทย์ “ตติยภูมิ” แห่งแรกและแห่งเดียวจากโรงพยาบาล 11 แห่งในสังกัด
ทั้งยังเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้จากสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก อายุรศาสตร์หัวใจและหลอดเลือด และวิสัญญีวิทยาหัวใจและทรวงอก
เป้าหมายเพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งทุกคนเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสังคมได้ จากการบริจาคสร้างห้องผ่าตัดหัวใจไฮบริดได้ที่สำนักงานมูลนิธิโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ เพื่อห้องผ่าตัดหัวใจ โทร.0-2289 7368 หรือเว็บไซต์ www.ckphosp.go.th
นอกจากนี้ ทางคณะแพทย์ได้เติมเกร็ดความรู้จากคำถามของประชาชนที่สงสัยกันมาก เช่น
1.การใส่ขดลวด เปรียบเทียบกับการผ่าตัดบายพาสอย่างไหนดีกว่ากัน โรคเส้นเลือดหัวใจตีบหากอาการไม่มาก การตีบ 1-2 เส้น หรือ 3 เส้นแบบไม่ซับซ้อน การใส่ขดลวดอาจไม่ต่างกัน แต่การใส่ขดลวดผู้ป่วยจะพักฟื้นเร็วกว่า เจ็บแผลน้อยกว่า
แต่การทำบายพาสยังคงเป็นการรักษาหลักในผู้ป่วยเส้นเลือดตีบหลายเส้น แม้แต่การทำบอลลูนและใส่ขดลวดชนิดใหม่ หรือที่เรียกว่า Drug Eluting Stent จะให้ผลดี แต่การใส่ขดลวดในเส้นเลือดแดงที่ตีบอยู่เดิมย่อมมีภาวะตีบตันซ้ำได้ง่ายกว่า
2.การผ่าตัดหัวใจส่องกล้องเป็นแผลเล็กหรือไม่ แน่นอนแผลเล็กลง แต่ไม่ใช่การผ่าตัดที่เล็กลง กลับเป็นการผ่าตัดที่ซับซ้อนมากขึ้นด้วยซ้ำ แต่เครื่องมือจะทันสมัย บวกความเชี่ยวชาญของศัลยแพทย์ ปัจจุบันการผ่าตัดใหญ่ยังคงเป็นมาตรฐานหลัก แต่แนวโน้มแผลจะเล็กมากขึ้น ลดขนาดลงครึ่งหนึ่ง หรือเปลี่ยนทางเข้าไปหาหัวใจผ่านช่องอกแทนที่จะเข้าด้านหน้าหัวใจ สิ่งที่ศัลยแพทย์หัวใจยึดอันดับแรก คือ ความปลอดภัย และผลลัพธ์ในการรักษา
3.การผ่าตัดเส้นเลือดแดงใหญ่ (aorta) ใส่ขดลวดทางขาหนีบได้หรือไม่ ปัจจุบันการรักษาเส้นเลือดแดงใหญ่โป่งหรือฉีกขาดบางตำแหน่ง การรักษาด้วยขดลวดมีมากขึ้นเพราะผ่าตัดด้วยวิธีเปิดอาจมีภาวะแทรกซ้อน
การใส่ขดลวดยังไม่สามารถทำได้ในลักษณะการฉีกขาดทุกรูปแบบ การรักษาด้วยการผ่าตัดเปิดหากผ่าได้ผลดี ผู้ป่วยไม่ต้องกลับมาทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์บ่อย ๆ ซึ่งโรงพยาบาลเจริญกรุงฯมีแผนจะผ่าตัดแบบเปิด แบบใส่ขดลวด และแบบผสม หรือที่เรียกว่า hybrid operation ในอนาคตอันใกล้
จากประสบการณ์ผ่านเคสรวมมาแล้ว 500 เคส เคสเฉพาะของตัวเอง 200 เคส นพ.ภูวดลยอมรับว่า ในชีวิตความเป็นหมอด้านนี้ความตื่นเต้นและท้าทายจะเริ่มขึ้นที่ “วินาทีแรก” ทุกครั้งของการผ่าตัดโดยใช้เวลาเฉลี่ย 4-6 ชั่วโมง
ฉะนั้น “ความพร้อม” ต้อง 100% คือ ร่างกายต้องแข็งแรง จิตใจต้องแข็งแกร่ง