โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศูนย์หัวใจห้องผ่าตัดไฮบริด ฝันเป็นจริง รพ.เจริญกรุงประชารักษ์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 เม.ย. 2565 เวลา 02.40 น. • เผยแพร่ 07 ม.ค. 2564 เวลา 01.12 น.

เป็นครั้งแรกที่ได้ฟังเสวนางานเชิงวิชาการของแวดวงแพทย์แล้วรู้เรื่องและสนุก จากประสบการณ์ส่วนใหญ่แพทย์จะจีเนียสและลงลึกถึงเทคนิค ทำให้เข้าใจยากพอ ๆ กับลายมือของแพทย์

ก่อนหมดปี 2563 และต้อนรับปีใหม่ 2564 โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ สังกัดสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ฉลองครบรอบ 49 ปีด้วยการติดอาวุธสมอง ในหัวข้อ “เทคโนโลยีในการผ่าตัดหัวใจและทรวงอก” ณ ห้องประชุมอุดมสังวรญาณ ชั้น 23 อาคาร ๗๒ พรรษามหาราชินี ตึกหน้าตลาดเสรีที่กำลังโด่งดังในย่านถนนตก

วันนั้นมีผู้สนใจลงทะเบียนรับฟังมากถึง 250 คน สะท้อนถึง “เทรนด์สุขภาพ” ของผู้คนทุกระดับ ท่ามกลางโควิด-19 ที่กำลังระบาด

นพ.ภูวดล ฐิติวราภรณ์ หัวหน้าศูนย์ศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ซึ่งเป็นอาจารย์หมอหนุ่มในวัยเพียง 34 ปี รับบทเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราว และสร้างกำลังใจให้คนไทยไม่กลัว “โรคหัวใจ” อีกต่อไป

เขากล่าวว่า ปีใหม่นี้โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ขอมอบของขวัญสุดล้ำให้กับประชาชนด้วยนั่นคือ “ห้องผ่าตัดไฮบริด-hybrid operating room” มูลค่า 100-200 ล้านบาท ซึ่งทางโรงพยาบาลกำลังเร่งพัฒนา สร้างฝันให้เป็นจริง เพื่อให้มี “ห้องผ่าตัด”ที่มีความจำเพาะ มีศักยภาพมากที่สุดง่ายต่อการทำงานที่ต้องใช้สติและสมาธิสูงสุด

เพราะการผ่าตัด “หัวใจ” มีแนวโน้มใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้นร่วมกับการใส่ขดลวดในผู้ป่วยรายเดียวกัน เพื่อลดเวลาการผ่าตัดและลดภาวะแทรกซ้อน มีการฉีดสีเพื่อวินิจฉัย คู่ไปกับการผ่าตัดรักษาหรือการจี้หัวใจ พร้อมผ่าตัดในคราวเดียวเข้าลักษณะกึ่งๆ วันสต็อปเซอร์วิส

ปัจจุบันในประเทศไทยมี 3 โรงพยาบาลที่มีห้องผ่าตัดไฮบริดนำร่องไปแล้ว คือ จุฬาฯ ศิริราช และที่เชียงใหม่

ห้องผ่าตัดหัวใจและทรวงอก รพ.เจริญกรุง ประชารักษ์ 2

สำหรับเคสโรงพยาบาลจุฬาฯนั้นมีนักธุรกิจโลว์โปรไฟล์ท่านหนึ่งที่ติดอันดับมหาเศรษฐีเมืองไทยได้มาผ่าตัดหัวใจ เมื่อพักรักษาตัวเสร็จ เขาบริจาคเงินให้จุฬาฯทันที 150 ล้านบาท ทำให้ “ห้องผ่าตัดไฮบริด” เกิดขึ้นครั้งแรก

นพ.ภูวดลเล่าว่า แต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากโรคที่ไม่ติดต่อ (Noncommunicable Disease, NCD) สูงถึง 41 ล้านคน หรือ 70% ของสาเหตุการตายทั้งหมดทั่วโลก อันดับที่ 1 ของโรคกลุ่มนี้ คือ “โรคหัวใจและหลอดเลือด”

ประเทศไทยก็เช่นกัน สถิติล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุขปี 2561 พบว่าคนไทยเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงเป็นอันดับ 1 ถึง 72% และมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี

สาเหตุหลัก คือ บุหรี่ ฝุ่นควันการบริโภคอาหารที่มีไขมันชนิดไม่ดี การไม่ออกกำลังกาย และมีโรคประจำตัวที่ควบคุมไม่ดีพอ คือ เบาหวาน ความดันสูง ไขมันในเลือดสูง ไตวาย ไตเสื่อม ฯลฯ

ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข มูลนิธิหัวใจไทย สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย มีมาตรการให้ผู้ป่วยเข้าถึงสถานบริการได้มากขึ้น เร็วขึ้น ด้วยระบบส่งต่อผู้ป่วยในกลุ่มเส้นเลือดหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาที่จำเป็น และดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจที่ต้องผ่าตัด ซึ่งยังขาดแคลนมากในส่วนนี้

“เจริญกรุงประชารักษ์” เป็นโรงพยาบาลแห่งแรกและแห่งเดียวในสำนักการแพทย์ กทม. (มี 11 โรงพยาบาลในสังกัด) ที่มีความพร้อมและสามารถดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจได้ครบวงจร ทั้งรักษาโรคหัวใจ หัวใจวาย หัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยการให้ยา จี้ไฟฟ้า ทำกายภาพหัวใจ ฉีดสีและเดินสายพาน ผ่าตัดหัวใจ ทั้งโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โดยผ่าตัดบายพาส ผ่าตัดเปลี่ยนหรือซ่อมลิ้นหัวใจ ผ่าตัดเส้นเลือดแดงโป่งพอง ทั้งผ่าตัดและใส่ขดลวด ผ่าตัดหัวใจพิการแต่กำเนิดในเด็ก การใช้เครื่องพยุงหัวใจ (ExtraCorporeal Membrane Oxygenator, ECMO) เป็นต้น

ห้องผ่าตัดหัวใจและทรวงอก รพ.เจริญกรุง ประชารักษ์ 2

“เป็นปีที่ 5 แล้วสำหรับเจริญกรุงประชารักษ์ ที่อาจารย์แพทย์ผู้มีประสบการณ์จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลศิริราช และทีมงานอาจารย์แพทย์หลายสาขามาร่วมใจช่วยเหลือกันในกรณีที่การผ่าตัดนั้นมีความซับซ้อน”

จากสถิติของสมาคมศัลยแพทย์หัวใจแห่งประเทศไทยปี 2561 พบว่า การบายพาสเป็นการผ่าตัดหัวใจที่สูงเป็นอันดับ 1 เพิ่มขึ้น 57% ในช่วง 10 ปี (จาก 3,790 เป็น 5,970 ราย/ปี) แต่การผ่าตัดนั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดอีกแล้ว

เพราะนวัตกรรมช่วยให้การผ่าตัดดีขึ้น ทั้งพักฟื้นเร็ว แผลเล็กลง ภาวะแทรกซ้อนลดน้อยลงหลังผ่าตัดผู้ป่วยเริ่มรู้ตัว 1-2 ชั่วโมง และสามารถรับประทานอาหารได้ใน 8-12 ชั่วโมง เฉลี่ยนอน รพ. 5-7 วัน โดยมีทีมกายภาพบำบัดหัวใจช่วยดูแลอีกแรง ทำให้ผู้ป่วยเดินสายพานหรือปั่นจักรยาน เรียกความฟิตของหัวใจกลับคืนมาได้เร็วกว่าที่คาด

ซึ่งภายในงานเสวนานั้น นพ.เกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ได้เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยมีผู้ป่วยกิตติมศักดิ์เป็นชายสูงวัยจำนวน 3 ท่าน ได้ขึ้นเวทีมาบอกเล่า “เรื่องจริง” จากการรักษาและมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติน่าอัศจรรย์ใจ

ถือเป็นเคสตัวอย่างที่สร้าง passion ให้เหล่า “คุณหมอ” มืออาชีพพร้อมคณะที่มีประมาณ 20 ท่าน มีพลังใจ พร้อมจะทำงานหนักต่อไป

ท่ามกลางเสียงปรบมือดังสนั่นของผู้สนใจและผู้ป่วยที่เคยมารักษาแล้ว ณ โรงพยาบาลแห่งนี้เสียงชื่นชมของ FC หรือแฟนคลับจากใจที่ดังกึกก้อง ชวนน้ำตารื้น เพราะตื้นตันถึงความเสียสละ การเรียนรู้เพื่อให้รู้มากขึ้น

ภายใต้ “ความเสี่ยง” ที่มีชีวิตเป็นเดิมพัน นับเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ แต่สำเร็จ

ดังนั้น ในฐานะประชาชนที่จะช่วยสังคมได้ก็คือ โปรดดูแล “หัวใจ” ของเราให้ดี

“อย่าประมาท หากมีสิ่งใดที่คิดว่าผิดปกติ ขอให้รีบมาหาหมอ ปรึกษาและวางแผนการรักษาแต่เนิ่น ๆ ไม่ต้องกลัว ซึ่งการป้องกันจะช่วยเราได้”

สำนักการแพทย์จึงสร้างจุดแข็งให้ “โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์” เป็นศูนย์บริการตติยภูมิเฉพาะทางด้านโรคหัวใจและปอดแบบครบวงจร

และพัฒนาไปสู่ “ศูนย์เครือข่าย” ในการรักษาส่งต่อผู้ป่วย และเป็นศูนย์การแพทย์ “ตติยภูมิ” แห่งแรกและแห่งเดียวจากโรงพยาบาล 11 แห่งในสังกัด

ทั้งยังเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้จากสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก อายุรศาสตร์หัวใจและหลอดเลือด และวิสัญญีวิทยาหัวใจและทรวงอก

เป้าหมายเพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งทุกคนเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสังคมได้ จากการบริจาคสร้างห้องผ่าตัดหัวใจไฮบริดได้ที่สำนักงานมูลนิธิโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ เพื่อห้องผ่าตัดหัวใจ โทร.0-2289 7368 หรือเว็บไซต์ www.ckphosp.go.th

นอกจากนี้ ทางคณะแพทย์ได้เติมเกร็ดความรู้จากคำถามของประชาชนที่สงสัยกันมาก เช่น

1.การใส่ขดลวด เปรียบเทียบกับการผ่าตัดบายพาสอย่างไหนดีกว่ากัน โรคเส้นเลือดหัวใจตีบหากอาการไม่มาก การตีบ 1-2 เส้น หรือ 3 เส้นแบบไม่ซับซ้อน การใส่ขดลวดอาจไม่ต่างกัน แต่การใส่ขดลวดผู้ป่วยจะพักฟื้นเร็วกว่า เจ็บแผลน้อยกว่า

แต่การทำบายพาสยังคงเป็นการรักษาหลักในผู้ป่วยเส้นเลือดตีบหลายเส้น แม้แต่การทำบอลลูนและใส่ขดลวดชนิดใหม่ หรือที่เรียกว่า Drug Eluting Stent จะให้ผลดี แต่การใส่ขดลวดในเส้นเลือดแดงที่ตีบอยู่เดิมย่อมมีภาวะตีบตันซ้ำได้ง่ายกว่า

2.การผ่าตัดหัวใจส่องกล้องเป็นแผลเล็กหรือไม่ แน่นอนแผลเล็กลง แต่ไม่ใช่การผ่าตัดที่เล็กลง กลับเป็นการผ่าตัดที่ซับซ้อนมากขึ้นด้วยซ้ำ แต่เครื่องมือจะทันสมัย บวกความเชี่ยวชาญของศัลยแพทย์ ปัจจุบันการผ่าตัดใหญ่ยังคงเป็นมาตรฐานหลัก แต่แนวโน้มแผลจะเล็กมากขึ้น ลดขนาดลงครึ่งหนึ่ง หรือเปลี่ยนทางเข้าไปหาหัวใจผ่านช่องอกแทนที่จะเข้าด้านหน้าหัวใจ สิ่งที่ศัลยแพทย์หัวใจยึดอันดับแรก คือ ความปลอดภัย และผลลัพธ์ในการรักษา

3.การผ่าตัดเส้นเลือดแดงใหญ่ (aorta) ใส่ขดลวดทางขาหนีบได้หรือไม่ ปัจจุบันการรักษาเส้นเลือดแดงใหญ่โป่งหรือฉีกขาดบางตำแหน่ง การรักษาด้วยขดลวดมีมากขึ้นเพราะผ่าตัดด้วยวิธีเปิดอาจมีภาวะแทรกซ้อน

การใส่ขดลวดยังไม่สามารถทำได้ในลักษณะการฉีกขาดทุกรูปแบบ การรักษาด้วยการผ่าตัดเปิดหากผ่าได้ผลดี ผู้ป่วยไม่ต้องกลับมาทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์บ่อย ๆ ซึ่งโรงพยาบาลเจริญกรุงฯมีแผนจะผ่าตัดแบบเปิด แบบใส่ขดลวด และแบบผสม หรือที่เรียกว่า hybrid operation ในอนาคตอันใกล้

จากประสบการณ์ผ่านเคสรวมมาแล้ว 500 เคส เคสเฉพาะของตัวเอง 200 เคส นพ.ภูวดลยอมรับว่า ในชีวิตความเป็นหมอด้านนี้ความตื่นเต้นและท้าทายจะเริ่มขึ้นที่ “วินาทีแรก” ทุกครั้งของการผ่าตัดโดยใช้เวลาเฉลี่ย 4-6 ชั่วโมง

ฉะนั้น “ความพร้อม” ต้อง 100% คือ ร่างกายต้องแข็งแรง จิตใจต้องแข็งแกร่ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...